“ศุภจี” เปิดทางทุนต่างชาติ 7 ธุรกิจไม่ต้องขออนุญาต สุดท้ายคนไทยได้อะไร?!
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569 ลงนามโดย “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์
มีธุรกิจบริการที่ “คนต่างด้าว” ไม่ต้องขออนุญาต 7 ประเภท ครอบคลุมกิจการโทรคมนาคม ศูนย์บริหารเงิน งานธุรการ-ทรัพยากรบุคคล-ไอทีระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ค้ำประกันหนี้ และบริการขุดเจาะปิโตรเลียม พร้อมปรับหลักเกณฑ์ธุรกิจหลักทรัพย์ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
กฎกระทรวงฉบับนี้ ไม่ได้มีลักษณะเป็นการ “เปิดอาชีพให้ต่างชาติลงมาแย่งอาชีพคนไทยทั่วไป” แบบตรงๆ อย่างเช่นเปิดร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านซ่อมรถ หรือร้านค้ารายย่อย แล้วทำให้คนไทยเดือดร้อน
แต่เป็นการปลดล็อกธุรกิจบริการ ที่อยู่ในระบบ ทุน บริษัทข้ามชาติ การเงิน โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นหลัก
ถ้าแบ่งประเภทของธุรกิจที่ได้รับการปลดล็อก ออกเป็นกลุ่ม ก็จะเห็นภาพชัดขึ้น
กลุ่มแรก… ทุน การเงิน และตลาดทุน จะมีเรื่องของศูนย์บริหารเงิน บริการเกี่ยวกับหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า การค้ำประกันหนี้ระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน
ตรงนี้เป็นเรื่องของบริษัทข้ามชาติ สถาบันการเงิน นักลงทุน และโครงสร้างบริษัท มากกว่าคนทั่วไป
กลุ่มสอง…บริษัทข้ามชาติและสำนักงานใหญ่ จะเป็นเรื่องของ งานธุรการ HR IT การบริหารจัดการระหว่างบริษัทในเครือ ซึ่งจะมีผลทำให้บริษัทต่างชาติ สามารถเอางานบางอย่างมาบริหารรวมกันในไทย ได้ง่ายขึ้น
กลุ่มสาม…โครงสร้างพื้นฐาน/อุตสาหกรรม อย่างเช่น โทรคมนาคม บริการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งเป็นธุรกิจเฉพาะทาง ไม่ใช่ธุรกิจที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าไปแข่งขันอยู่แล้ว
กฎกระทรวงฉบับนี้ จึงเป็นการปลดล็อก “ทางเดินของทุนต่างชาติ” เพื่อไม่ต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตแบบเดิม
ไม่ใช่การเปิดเศรษฐกิจระดับ “ตลาดนัด” แต่เป็นการปรับลดกำแพงทางกฎหมายให้กับ การเคลื่อนย้ายทุน และการจัดโครงสร้างธุรกิจของต่างชาติ
พูดง่ายๆ คือ เป็นการเปิดประตูหลังบ้าน ให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาจัดระบบธุรกิจได้คล่องขึ้น
ลองนึกภาพบริษัทข้ามชาติหนึ่งมี บริษัทแม่อยู่ญี่ปุ่น มีบริษัทลูกในไทย ในสิงคโปร์ ในเวียดนาม
เดิมถ้าจะตั้งบริษัทหนึ่งขึ้นมาในไทย เพื่อให้การบริหารจัดการแก่บริษัทในเครือ ก็อาจติดข้อจำกัด ตามกฎหมายธุรกิจคนต่างด้าว
แต่เมื่อปลดล็อกแล้ว ก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า shared services / regional services ได้ง่ายขึ้น
เช่น ตั้งศูนย์ IT ในไทย แล้วให้บริการบริษัทในเครือทั่วภูมิภาค หรือ ตั้งศูนย์ HR ในไทย แล้วบริหารพนักงานของบริษัทในเครือหลายประเทศ
ตรงนี้ ไทยอาจได้ประโยชน์จากการเป็น Regional Hub อย่างจริงจัง
แล้วคนไทยได้อะไร?
ในด้านบวก ถ้าทุนต่างชาติเข้ามาตั้งศูนย์บริหาร หรือ ศูนย์ IT ในไทยมากขึ้น สิ่งที่ไทยคาดหวังคือ การลงทุนเพิ่ม
การจ้างงาน ความต้องการแรงงานทักษะสูง มีรายได้ภาษี มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ธุรกิจไทยที่เป็น supplier ได้งานเพิ่ม
แล้วในความเป็นจริง คนไทยจะได้ในสิ่งที่คาดหวังหรือไม่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดแบบนี้อาจทำให้เกิด “การแข่งขัน” ที่รุนแรงขึ้น มีการใช้ทรัพยากรมากขึ้น อย่างเช่นการมาตั้ง “ดาต้า เซนเตอร์” เมื่อต่างชาติเข้ามาลงทุน บริษัทของไทย ก็ต้องแข่งขันกับบริษัทที่มีเงินทุนจากต่างประเทศ มีเทคโนโลยี มีเครือข่ายระหว่างประเทศ มีฐานลูกค้าข้ามประเทศ
บริษัทขนาดใหญ่ของไทยอาจพอสู้ได้ แต่ SME รายเล็ก รายย่อย ตายสนิท !
สำหรับ“เรื่องปิโตรเลียม” แม้จะไม่ถึงขั้นให้ “ต่างชาติเข้ามาขุดน้ำมันในไทยได้ตามใจ” แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา ที่ทำงานโดยตรงกับผู้รับสัมปทาน ผู้รับสัญญาตามกฎหมายปิโตรเลียม
ประเด็นนี้ มีเหตุผลทางเศรษฐกิจค่อนข้างชัด เพราะธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน เป็นงานเฉพาะทาง มีบริษัทต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและประสบการณ์อยู่แล้ว รัฐบาลจึงน่าจะต้องการลดขั้นตอน เพื่อให้โครงการเดินเร็วขึ้น เรื่องนี้คนไทยแทบไม่ได้อะไรด้วยเลย
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลตัดสินใจเช่นนี้ เพราะประเทศไทยกำลังพยายามทำให้ตัวเองเป็นฐานของทุน และบริการระหว่างประเทศมากขึ้น ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันในภูมิภาคสูงมาก โดยคู่แข่งของไทยมีทั้ง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย
เพราะเวลาบริษัทต่างชาติจะเลือลงทุนที่ประเทศไหน จะมองว่า ประเทศไหนกฎง่ายกว่า ประเทศไหนต้นทุนต่ำกว่า ประเทศไหนอนุญาตเร็วกว่า ประเทศไหนจัดโครงสร้างบริษัทได้ง่ายกว่า
การที่รัฐบาล ใช้วิธีปลดล็อกด้านกฎหมาย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จึงต้องไม่ลืมที่จะต้องมองอีกด้านด้วยว่า
เปิดแล้วคนไทยได้อะไร และรัฐมีกลไกอะไรในการป้องกันไม่ให้การเปิดเช่นนั้นกลายเป็นช่องทางให้ทุนต่างชาติใช้บริษัทไทยเป็นตัวแทน? โดยเฉพาะเรื่อง “นอมินี”
ถ้าบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนจริง จ้างคนไทยจริง ถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง และสร้างมูลค่าในประเทศจริง นั่นเป็นประโยชน์
แต่ถ้าการผ่อนคลายถูกนำไปใช้เพื่ออำพรางการถือครอง หรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของธุรกิจที่กฎหมายยังสงวนไว้ ตรงนี้ย่อมเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มสีย!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO