มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72)
มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) เป็นมันอุตสาหกรรมล่าสุด เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง พันธุ์ระยอง 5 (เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่ดินเหนียวสีดำ) กับ พันธุ์ OMR 29-20-18 (ทรงต้นดีไม่แตกกิ่งจากด้านล่างลำต้น และมีแป้งในหัวสูง) แม้เพิ่งแนะนำมันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) สู่เกษตรกรเป็นปีแรก แต่กลับเรียกคะแนนความสนใจจากเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก ด้วยความโดดเด่นของสายพันธุ์ ทำให้ได้รับรางวัลดีเด่น จากการประกวดนวัตรกรรมมุ่งเป้า (ข้าว ,มันสำปะหลัง,ยางพารา,อ้อย และ ปาล์มน้ำมัน) ประจำปี พ.ศ. 2556 ประเภทมันสำปะหลัง จากสภาวิจัยแห่งชาติ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี พ.ศ. 2557 มาเป็นเครื่องการันตีถึงวามสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์อีกด้วย
โดยคุณสกล ฉายรังสี นักปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลัและ ดร.กิ่งกานท์ พานิชนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการดิน ผู้นำทีมวิจัย ซึ่งมีพชรดา ฉายศรี ,ประภาส ช่างเหล็ก สุปราณี งามประสิทธิ์ รศ. ดร.เอ็จ สโรบล และ ดร.โอภาษ บุญเส็ง จาก ม.เกษตรศาสตร์ เป็นทีมงานร่วมวิจัย ได้เล่าถึง ประวัติความเป็นมาของมันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) ว่า "เริ่มจากการได้รับความอนุเคราะห์เชื้อพันธุกรรมมันสำปะหลังมาจาก อาจารย์ ดร.โอภาศ บุญเส็ง ผู้เชี่ายวชญด้านมันสำปะหลัง ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง จากนั้นจึงได้รวมนักวิจัยที่ทำงานด้านมันสำปะหลังของมหาวิทยาลัยฯ มาทำฐานข้อมูลด้านการปรับปรุงพันธุ์ และโครงการวิจัยและพัฒนามันสำปะหลังเฉพาะขตสภาพแวดล้อม แผนงานวิจัย และพัฒนามันสำปะหลัง ม.เกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2557 ที่ดำเนินการผสมพันธุ์ ให้เหมาะต่อการปลูกในพื้นที่ภาคเกลางตอนบนไปถึงภาคเหนือตอนล่าง เช่น จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ รวมทั้งปลูกทดสอบพันธุ์ในจังหวัด นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กำแพงเพชร และ กาญจนบุรี ซี่งผมเห็นว่าเป็นพื้นที่ ที่มีการปลูกมันสำปะหลังงกันมาก โดยพื้นที่บริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ดินร่วนเหนียวสีดำเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีพันธุ์มันสำปะหลัง ที่เหมาะกับพื้นที่"
ผลผลิต : มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) มีความโดดเด่นเรื่องการให้ผลผลิตหัวสดสูง เฉลี่ยตั้งแต่ 8-14 ตัน/ไร่ ขึ้นอยู่กับการจัดการที่แตกต่างกัน มีปริมาณแป้งในหัวเฉลี่บย 26.9 % โตเร็ว ทนแล้ง เหมาะสำหรับปลูกนอกเขตชลประทาน เพราะอาศัยน้ำฝนธรรมชาติ จึงสามารถปลูกได้ทั้งต้นฝนและปลายฝน ลดต้นทุนการผลิตได้ดี เพราะใช้ปุ๋ยในอัตราต่ำ (หากมีการให้น้ำและปุ๋ยปริมาณสูง จะมีการเจริญเติบโตด้านลำต้นมากกว่าที่จะลงหัว) จึงเป็นมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่มีอนาคตสดใส
สภาพดินที่เหมาะสม : นอกจากการเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังให้เหมาะสมต่อพื้นที่และสภาพแวดล้อมแล้ว การเตรียมดินก็เป็นสิ่งจำเป็นในการปลูกมันสำปะหลังด้วยเช่นกัน สำหรับการเตรียมดินที่เหมาะสมต่อมันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) นี้ คุณสกลแนะนำว่า "การปลูกมันนั้นต้นทุนมาจากดิน การเลือกพันธุ์ดี เหมาะสมกับพื้นที่ ผลผลิตก็จะสูง เพราะพันธุ์มันสำปะหลัง ที่หน่วยงานราชการแนะนำเกษตรกรทุกพันธุ์เป็นพันธุ์ที่ดี ผ่าการปลูกทดสอบจนเป็นที่ยอมรับ จึงได้แนะนำให้เกษตรกรปลูก สำหรับ มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) จะเหมาะสมมากกับพื้นที่ดินร่วนเหนียวสีดำ ซึ่งเป็นลักษณะของดินในภาคกลางตอนบน เพราะตอบสนองให้ผลผลิตดี"
ด้านการจัดการดิน : ดร.กิ่งกานท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการดินแนะนำว่า "ถึงแม้มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 จะปลูกได้ในดินร่วนเหนียวสีดำ แน่ในพื้นทีดินทรายหรือพื้นที่อื่นๆ ก็สามารถปลูกได้ ถ้าต้องการปลุก โดยในลักษณะของดินทรายหรือดินที่มีแร่ธาตุอาหารต่ำ จะแนะนำให้มีการปลูกพืชคลุมดินทำเป็นปุ๋ยพืชสด หรือมีการใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีเสริม เช่น ปุ๋ยสูตร 15-7-18 ประมาณ 75 กก./ไร่ ซึ่งถ้าเทียบกับดินร่วนปนเหนียวสีดำจะใช้ปุ๋ยเพียง 25 กก./ไร่ เท่านั้น"
ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย : สำหรับขั้นตอนการปลูก เริ่มจากการเตรียมแปลงด้วยการไถผาน 3 ตากดินไว้ 2 อาทิตย์ และ ไถผาน -7 พร้อมการรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก 500-1,000 กก./ไร่ จากนั้นไถแปรและขึ้นร่อง เว้นระยะระหว่างร่อง 1.10-1.20 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 80-120 ซม.
*การปลูก : เตรียมท่อนพันธุ์ความยาว 20-25 ซม. (ท่อนพันธุ์ควรใช้ต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ มีอายุระหว่าง 10-14 เดือน) ปลูกปักตรงบนสันร่อง การปลูกมันสำปะหลังจำเป็นต้องอาศัน้ำฝนที่ตกตามฤดูกาลเป็นหลัก ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน (ต้นฤดูฝน) หรือ เดือน พฤศจิกายน-มกราคม (ปลายฤดูฝน) โดยในช่วงเวลาดังกล่าวต้องรอให้ผนตกใหญ่ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มปริมาณความชื้นในดินก่อนจึงจะนำต้นพันธุ์ลงปลูกได้*
การให้น้ำ : ปกติจะให้ช่วงหน้าแล้งจัดเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความชื้นในดิน ในแต่ละพื้นที่ประกอบด้วย โดยวิธีการสังเกตง่ายๆ คือขุดดินขึ้นมาปั้นเป็นลูกกระสุนได้แสดงว่ายังมีความชื้นอยู่ ยังไม่ต้องให้น้ำ หรืออาจสังเกตจากใบก็ได้เช่นกัน หากใบเริ่มเหี่ยวลู่ลงควรพิจารณาให้น้ำได้
การใส่ปุ๋ย : เมื่อต้นมันอายุได้ 1 เดือนครึ่ง - 2 เดือนให้เริ่มใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตรา N-P-K = 2-1-2 หรือ ปุ๋ยสำหรับมันสำปะหลัง สูตร 15-7-18 แต่หากหาไม่ได้ในพื้นที่อาจใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ สูตรที่มีวางจำหน่ายในพื้นที่แทนก็ได้เช่นกัน โดยใช้วิธีการใส่แบบฝังกลบข้างลำต้น ห้างจากโคนต้นประมาณ 1 คืบ และ ในระหว่างนี้เกษตรกรต้องทำกากำจัดวัชพืชและเฝ้าสังเกตเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชด้วย
การเก็บเกี่ยว : หลังจากปลูกปละดูแลได้ประมาณ 10 เดือน มันสำปะหลังจะพร้อมเก็บเกี่ยว แต่ไม่ควรปล่อยไว้เกิน 18 เดือน เพราะเปฌนช่วงที่เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันที่มีคุณภาพมากที่สุด เป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม และที่สำคัญควรงดเว้นการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงฝนแรก (เมษายน-มิถุนายน) เนื่องจากมันสำปะหลังกำลังแตกใบอ่อน จะมีเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวต่ำ
มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 72 (KU 72) : ยังมีอนาคตสดใส โดยคุณสกลกล่าวว่า "ปัจจุบันเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์ ซึ่งหากเป็นในสถานีฯ ต้นพันธุ์จะอยู่ที่ต้นละ 2 บาท แต่นท้องตลาดจะขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรที่ซื้อชายกัน คือ มีราคาตั้งแต่ 5-20 บาท เนื่องจากต่นพันธุ์ในเวลานี้ยังมีจำนวนจำกัด ส่วนทางด้านผลผลิตหัวสด จะขายอยู่ที่ประมาณ กก.ละ 2 บาท กว่า ซึ่งเกษตรกรหลายคนเมื่อนำไปปลูกก็สามารถทำผลผลิตได้ดี ตั้งแต่ 6-14 ตัน/ไร่ คือ ดีกว่าในแปลงทดสอบพันธุ์บางแปลงเสียอีก ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือการปลูกของเกษตรกรแต่ละรายด้วย"
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : อาคารวิจัย ชั้น 2 ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน หรือ ที่สถาบันวิจัยลพบุรี(ม.เกษตรศาสตร์) ต.ยางราก อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี 15250 โทร. 081-937-4600(คุณสกล), 089-948-9892(ดร.กิ่งกานต์)