โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิธีเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกแบบง่ายๆ | เพราะยิ่งนานวัน … กระดูกก็ยิ่งเสื่อมลง

Campus Star

เผยแพร่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 08.12 น.
ร่างกายของคนเราก็เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ถูกใช้ร่างกายอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการเสื่อมลงเรื่อยๆ จึงต้องการการดูแลรักษาและซ่อมแซม เพื่อให้แข็งแรงและอยู่ได้นานที่สุด

ร่างกายของคนเราเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ถูกใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการเสื่อมลงเรื่อยๆ จึงต้องการการดูแลรักษาและซ่อมแซม เพื่อให้แข็งแรงและอยู่ได้นานที่สุด

วิธีดูและรักษากระดูก

กระดูก เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่หลักในการค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย การเคลื่อนไหว การสะสมแร่ธาตุและสร้างเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งถือเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างมาก เราจึงควรดูแลอวัยวะส่วนนี้ให้มากเป็นพิเศษ วันนี้แคมปัส-สตาร์มีเทคนิคการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกแบบง่ายๆ มาฝากกันค่ะ…เริ่มต้นดูแลสุขภาพกันเถอะ!

รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม

หลายคนคงทราบอยู่แล้วว่าการจะเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงจะต้องรับประทาน “แคลเซียม” เพราะแคมเซียมเป็นส่วนประกอบหลักของกระดูกถึง 99.5% โดย National Osteoporosis Foundation (NOF) ได้ระบุปริมาณแคลเซียมที่ต้องการตามเพศและอายุ (ทั้งจากอาหารและอาหารเสริม) ดังนี้

  • ผู้หญิง : อายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน, อายุ 51 ปีขึ้นไปต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน
  • ผู้ชาย : อายุ 70 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน, อายุ 71 ปีขึ้นไปต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน

แหล่งแคลเซียม: ในปลาซาร์ดีน, ปลาแซลมอน, ถั่วเหลืองและเต้าหู้, อัลมอนด์ ชีส, นม, ผักโขมและน้ำส้ม

อย่าลืมวิตามินดี

วิตามินดีเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เป็นวิตามินที่จะถูกผลิตขึ้นเมื่อร่างกายได้รับแสงแดด วิตามินดีมีส่วนช่วยในกระบวนการต่างๆ รวมไปถึงการทำงานของสมอง นอกจากนี้ยังเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันอย่างมากเพราะช่วยดูดซับแคลเซียมได้ดี ซึ่งแม้ว่าร่างกายจะได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ แต่ถ้ามีปริมาณของวิตามินดีไม่เพียงพอ คุณก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกอยู่

โดย The National Institutes of Health (NIH) แนะนำปริมาณการรับวิตามินดี 600 IUs (15 ไมโครกรัม) ต่อวันสำหรับทั้งชายและหญิง ตั้งแต่อายุ 1 ถึง 70 ปี รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร สำหรับผู้สูงอายุควรรับวิตามินดี 800 IUs (20 ไมโครกรัม) ต่อวัน

แหล่งวิตามินดี: ปลาที่ไขมัน เช่น ปลาทูน่าและปลาแซลมอน, ผลิตภัณฑ์จากนม, ธัญพืช,ตับเนื้อ, ชีสและไข่

รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ

การควบคุมอาหารอาจช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้มาก แต่ก็อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการลดความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงในช่วงวัยเริ่มหมดประจำเดือน เพราะจะทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อมวลกระดูกต่ำและสูญเสียมวลกระดูกเพิ่มขึ้น และในทางกลับกันโรคอ้วนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกหักและแตกได้

ดังนั้นเราควรรักษาระดับน้ำหนักให้อยู่ในระดับปกติหรือระดับมาตรฐาน ไม่ควรรับประทานอาหารลดความอ้วนหรืออาหารแคลอรี่ต่ำ และไม่ควรรับประทานอาหารที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากเกินไป

ออกกำลังกายบริเวณกระดูก

หลังจากอายุ 30 ปี มวลกระดูกในร่างกายจะค่อยๆ ลดลง ดังนั้นเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรงและใช้งานได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คุณจะต้องออกกำลังกายที่ช่วยบริหารกระดูก เช่นเดียวกับพวกกล้ามเนื้อ

ข้อแนะนำ: The National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS) แนะนำประเภทของการออกกำลังกาย เช่น การยกน้ำหนัก, เดินเร็ว, วิ่ง, เต้นรำ เป็นต้น แต่ในการออกกำลังกายคุณจะต้องประเมินร่างกายตนเองด้วย อย่าหักโหมมากเกินไป มิฉะนั้นอาจส่งผลเสียต่อกระดูกมากกว่าผลดี

ไม่สูบบุหรี่

จากการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า นิโคติน มีผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อความหนาแน่นของกระดูก นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังชะลอการรักษาหรือซ่อมแซมกระดูกถึง 60% หลังจากเกิดการแตกหัก ดังนั้นหากต้องการสร้างความแข็งแรงให้กระดูก คุณควรเลิกสูบบุหรี่

แต่ถ้าไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ในทันที คุณควรเริ่มต้นด้วยการลดปริมาณนิโคตินที่ได้รับในแต่ละวัน จนกว่าจะรู้สึกอยากเลิกสูบ ซึ่งการเลิกสูบบุหรี่นั้นไม่เพียงแต่จะทำให้กระดูกแข็งแรง แต่ยังส่งผลดีต่อร่างกายและผู้อื่นอีกด้วยในระยะยาวอีกด้วย

จำกัดปริมาณคาเฟอีน

กาแฟ เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบดื่มในตอนเช้า เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่หากดื่มในปริมาณมากอาจส่งผลต่อกระดูกได้ เพราะจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าคาเฟอีนเมื่อรับประทานในปริมาณมาก จะมีส่วนทำให้มวลกระดูกลดลงและมีการแตกหักเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากคาเฟอีนส่งผลเสียต่อการดูดซึมแคลเซียม

แพทย์ระบุว่า ปริมาณคาเฟอีนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยสามารถมีได้ถึง 400 มิลลิกรัม หรือ กาแฟ 4 ถ้วย/วัน

กระดูกต้องการโอเมก้า 3

โอเมก้า 3 มีผลต่อความหนาแน่นของกระดูกอย่างมีนัยสำคัญ มีส่วนช่วยในการเพิ่มการผลิตเซลล์กระดูกที่เรียกว่า “Osteoblasts” (ออสติโอบลาสต์) นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดอาการปวดข้อจากโรคกระดูกพรุนและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

National Institutes of Health (NIH) ระบุว่า ผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) เพศชายต้องการโอเมก้า 3 ปริมาณ 1.6 กรัม /วัน และ 1.1 กรัม /วัน ในเพศผู้หญิง

แหล่งโอเมก้า 3: ปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาทู, อาหารทะเล, วอลนัท, เมล็ดพันธุ์ เป็นต้น

เสริมสร้างกระดูกด้วยคอลลาเจน

ทราบหรือไม่ว่า 90% ของมวลกระดูกมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ อายุที่เพิ่มขึ้นนอกจากจะทำให้สูญเสียความหนาแน่นของกระดูกแล้ว ระดับคอลลาเจนในร่างกายก็ยังลดลงด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดกระดูกเปราะหรือหักได้

แหล่งคอลลาเจน: น้ำซุปกระดูก, เจลาติน, พริกหวาน, ไข่, เมล็ดฟักทอง, ผลไม้ เช่น มะนาว เป็นต้น

 รับประทานโปรตีนอย่างเพียงพอ

การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การบริโภคโปรตีนมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพิ่มดัชนีความหนาแน่นของมวลกระดูก เพราะแคลเซียมและโปรตีนทำงานร่วมกันเพื่อรักษาและซ่อมแซมกระดูกในร่างกาย

คำแนะนำ: Harvard Health ระบุว่า คนเราควรมีปริมาณโปรตีน 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว แต่การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงควรพิจารณาหรือปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะในการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนย่อมมีสารอาหารอื่นๆ ด้วย เช่น แคลเซียม ซึ่งหากมีมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้

แหล่งโปรตีน: อาหารทะเล, เนื้อสัตว์สีขาว, นม, ชีส, ไข่, ถั่ว ฯลฯ

จำกัดปริมาณเกลือ (โซเดียม) ในร่างกาย

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นระบุว่า ปริมาณโซเดียมที่มากเกินไปจะทำให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของกระดูก ส่วนมากเราได้รับโซเดียมจากเกลือเม็ดปกติซึ่งไม่ดีเพราะเกลือทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียม ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเกิดกระดูกอ่อนหรือเปราะ ดังนั้นเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนควรลองพิจารณาอาหารของคุณอีกครั้งและปริมาณโซเดียมของคุณโดยเฉพาะ

สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐฯ ( The American Heart Association ) แนะนำให้รับประทานโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม/วัน และไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน สำหรับผู้สูงอายุ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก brightside.me, pexels.com, freepik.com

บทความแนะนำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...