โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประโยชน์ของชา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2563 เวลา 04.14 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2563 เวลา 03.07 น.

คอลัมน์ Healthy Aging โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ

หลายครั้งเมื่อพูดคุยกันเรื่องสุขภาพ จะมีการตั้งคำถามว่า “กินอะไรจึงจะทำให้สุขภาพดี” ซึ่งผมมักจะตอบว่าควรกินให้น้อยลง อย่าพยายามสรรหาของกินเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น เพราะสถิติสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์นั้นนับวันจะอ้วนขึ้น และมีปัญหาน้ำหนักเกินมากกว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ โดยปัจจุบันคนไทยน้ำหนักเกิน (อ้วน) ประมาณ 30% และเป็นโรคอ้วน (obesity) 10% ในขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วนั้น ประชาชน 2/3 น้ำหนักเกิน และกว่า 30% เป็นโรคอ้วน

โดยธรรมชาติเราจะอยากหาของกินเพื่อทำให้สุขภาพดี เพราะการอดอาหารและการออกกำลังกายทำให้เรารู้สึกทรมาน แต่เมื่อกินอาหารโดยเฉพาะประเภทที่มีน้ำตาลและแป้ง จะกระตุ้นให้สมองผลิตสารเคมี Dopamine ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขใจ จึงจะอยากกินต่อไปอีกเรื่อย ๆ กล่าวคือทำให้เกิดการเสพติดได้ ไม่ต่างจากสารเสพติดต่าง ๆ ที่กระตุ้นการผลิต Dopamine เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าอาหารเกือบทุกชนิดจึงมีการเติมน้ำตาลลงไปด้วย แม้กระทั่งน้ำปลาบางยี่ห้อก็ยังมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย

ดังนั้น คำแนะนำของผมจึงจะเน้นการออกกำลังกายให้มากขึ้น (ออกกำลังกายให้หัวใจเต้นเร็วประมาณ 110-130 ครั้งต่อ 1 นาที วันละประมาณ 30-40 นาที) การนอนหลับให้เพียงพอ (นอนหลับคืนละ 7-8 ชั่วโมง และหลับลึก 2 ชั่วโมงต่อคืน)แต่การกินนั้นควรกินให้น้อยลง หากกินอาหารวันละ 2 มื้อ หรือ 2 มื้อกับอีก 1/2 มื้อ ได้ก็จะยิ่งดี ทั้งนี้ ผมได้พยายามอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพอย่างสม่ำเสมอมา 6 ปีแล้ว ยังไม่เคยพบงานวิจัยใดเลยที่สรุปว่า การกินมาก ๆ ไม่ออกกำลังกาย และนอนน้อย ๆ จะทำให้สุขภาพดีและอายุยืน

แต่เพื่อตอบคำถาม “กินอะไรจะทำให้สุขภาพดี” ผมได้พยายามแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน หมายความว่า ใคร ๆก็จะรู้ว่าผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ มีประโยชน์อย่างไร แต่ปรากฏว่า “อาหาร” ประเภทหนึ่งที่มีการทำงานวิจัยอย่างแพร่หลายคือ “ชา” เพราะมีสรรพคุณมากมายจากการที่มีสาร catechin โดยเฉพาะEGCG ที่เชื่อว่าช่วยลดน้ำตาล ลดไขมัน และป้องกันการเป็นโรคมะเร็ง เป็นต้น

ครั้งนี้ผมจึงจะขอนำเอางานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของชามานำเสนอ ซึ่งผมจะพยายามคัดเฉพาะงานวิจัยที่มีลักษณะดังนี้

1.นักวิจัยมาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงและงานวิจัยได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ (แปลว่าผ่านการคัดกรองของผู้เชี่ยวชาญแล้ว)

2.งานวิจัยที่เป็นการรวบรวมงานวิจัยในอดีตมาสรุป (meta-review)

Theaflavin ในชาดำชะลอการแบ่งตัวของไวรัสที่ทำให้เป็นโรค SARS เมื่อเดือนเมษายน 2006 นักวิจัยจากไต้หวันตีพิมพ์งานวิจัยลงในวารสาร Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine ซึ่งนำสารธรรมชาติ 720 ชนิดมาทดลองว่า มีสารใดบ้างที่ช่วยชะลอการแบ่งตัวของไวรัสที่ทำให้เป็นโรค SARS (ซึ่งเป็นไวรัสรุ่น “พ่อ” ของไวรัสที่ทำให้เป็น COVID-19) โดยพบว่า Theaflavin และ Tannic Acid สกัดการทำงานของโปรตีน 3CLPRO ซึ่งเป็น enzyme สำคัญที่ไวรัส SARS ใช้ในการแบ่งตัว ทั้งนี้ พบว่าชาดำมีประสิทธิภาพมากกว่าชาเขียว หรือชาอู่หลงในการสกัดการทำงานของ 3CLPRO

ดื่มชากระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน

เมื่อปี 2003 ดร. Bukowski จากมหาวิทยาลัย Harvard นำเสนอผลงานวิจัยต่อการประชุมประจำปีทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ (2003 Proceeding of the National Academy of Science of USA) ซึ่งเปรียบเทียบคน 11 คนที่ดื่มชา 5 ถ้วยต่อวัน กับคน 10 คนที่ดื่มกาแฟเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยตรวจเลือดทั้งก่อนและหลังการทำการทดลองพบว่า สาร L’theanine ในชาดำกระตุ้นให้ผลิต Ethylamine ซึ่งกระตุ้นการผลิต Gamma-delta T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ “ด่านหน้า” ของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ต่อต้านการติดเชื้อจากแบคทีเรีย เชื้อราและไวรัสต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่พบการกระตุ้นภูมิคุ้มกันดังกล่าวในคนที่ดื่มกาแฟ

ดื่มชาลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 งานวิจัยตีพิมพ์เดือนพฤษภาคม 2012 ที่อาศัยฐานข้อมูลใน 8 ประเทศในทวีปยุโรปติดตามประชาชน 26,039 ราย พบว่า ประชาชน 12,403 คน เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 มีข้อสรุปว่า

1.คนที่ดื่มชาวันละ 1-3 ถ้วย ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวาน 7%

2.คนที่ดื่มชาวันละ 4 ถ้วย หรือมากกว่า ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน 16%

ชาเขียวช่วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

งานวิจัยที่รวบรวมงานวิจัย (meta study) ณ เดือนมกราคม 2013 คัดเลือกงานวิจัยในอดีต 17 งานวิจัย โดยมีจำนวน 1,133 คนที่ดื่มชา เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้ดื่มชาเขียว โดยสรุปว่า การดื่มชาเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมาก(significantly reduced fasting glucose) และลดระดับอินซูลินอีกด้วย งานวิจัยนี้ชื่อว่า Effect of green tea on glucose control and insulin sensitivity : a meta-analysis of 17 randomized controlled trails ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition August 2013

ชาเขียวลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ

งานวิจัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrition โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Florida ซึ่งเป็นงานวิจัยประเภท random, double-blind, placebo-controlled study (แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยการสุ่มและกลุ่มหนึ่งได้ยาจริง อีกกลุ่มหนึ่งได้ยาเทียม โดยคนกินและคนให้ยาไม่รู้ว่าใครได้ยาจริง ใครได้ยาเทียม) งานนี้ให้คน 111 คน (อายุ 21-70 ปี) กินสารของชาเขียวจริง และสารชาเขียวเทียมบรรจุในแคปซูลเป็นเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า

1.การกินชาเขียวทำให้ความดันโลหิตลดลง 5mnHg สำหรับ systolic และ 4mmHg สำหรับ diastolic

2.สำหรับผู้ชายระดับโคเลสเตอรอลรวมลดลง 10mg/dL และ LDL ลดลง 9mg/dL

3.ทั้งชายและหญิงที่เดิมระดับ LDL สูงกว่า 99mg/dL คนที่กินชาเขียวระดับ LDL ลดลง 9mg/dL

Meta-study ล่าสุดตีพิมพ์ใน Oxford Academic Advances in Nutrition (19 กุมภาพันธ์ 2020) พบว่า การดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ โดยรวบรวมงานวิจัย 39 งานวิจัย ที่มีคนที่ดื่มชาเขียวและชาดำรวมกว่า 1.8 ล้านคน โดยสรุปว่าการดื่มชา 1 ถ้วยต่อวัน จะ

1.ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจลง 4%

2.ลดความเสี่ยงจากการเกิดอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ CVD event ลง 2%

3.ลดความเสี่ยงจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง (stroke) ลง 4%

4.ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากทุก ๆ สาเหตุ 1.5%

นักวิจัยสรุปว่า กลไกที่ทำให้สามารถลดความเสี่ยงดังกล่าว คือ สรรพคุณของชาที่ช่วยลดความดันโลหิต และที่สำคัญ คือ มีข้อเสนอแนะว่า “incorporation tea as part of a healthy diet is a simple dietary modification that may have positive public health implications on chronic disease risk reduction worldwide” ซึ่งเกือบจะแปลว่าเป็นการแนะนำให้ดื่มชาทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนทั่วโลก

จึงเป็นคำตอบเมื่อถูกถามว่า “กินอะไรดี” ครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...