โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Digital Banking ช่วยลดดอกเบี้ย-SMEs เข้าถึงสินเชื่อ

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 02.55 น.

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย นันทวัลลิ์ ถิรธนาพงศ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

เวลากู้เงินจากแบงก์ เราต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากเงินกับแบงก์อยู่มาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือลูกค้ารายย่อยมักถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งเนื่องจากแบงก์มีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะใช้ในการประเมินความเสี่ยงของลูกค้า เห็นได้จากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs ของธุรกิจ SMEs อยู่ที่ร้อยละ 4.37 ในปี 2560 สูงกว่า NPLs ของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ร้อยละ 1.75 สะท้อนต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ของแบงก์ที่สูงในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีสายป่านสั้นหรือมีโมเดลธุรกิจที่ไม่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ร้านค้า โชห่วย รูปแบบเดิมที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์หรือโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่

สำหรับธุรกิจ SMEs ในภาครวม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 5 ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนหลักมาจากต้นทุนสินค้า ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือการหาและรักษารายได้ให้มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นทั้งหมด และเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป แม้กระนั้นเราก็ยังอยากให้แบงก์คิดดอกเบี้ยถูกลง ทั้งในเวลาที่มีความต้องการกู้เงินเพื่อใช้ในธุรกิจหรือเป็นสภาพคล่องในการดำเนินชีวิต

ในโลกยุคดิจิทัล การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทาง mobile banking และ internet banking จึงเป็นแนวทางที่สำคัญที่จะช่วยให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธุรกิจ SMEs ลดลงได้ โดยนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของแบงก์ในการจัดการเงินสด การบริหารสาขาและพนักงานแล้ว ยังจะช่วยทำให้แบงก์มีข้อมูลมากเพียงพอในการพิจารณาให้สินเชื่อ (information-based lending) โดยเฉพาะหากเราเป็นลูกหนี้ที่ดีที่ชำระหนี้ให้กับแบงก์อยู่ทุกงวด เพราะแบงก์สามารถนำข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน การเดินบัญชี การโอนเงิน ตลอดจนการ

ซื้อขายต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและประเมินความเสี่ยงของลูกค้า สามารถแยกแยะลูกหนี้ที่ดีออกจากลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระคืนหนี้ ซึ่งก็จะทำให้แบงก์สามารถคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้ได้ถูกลง

โดยเฉพาะกับลูกหนี้ที่ดีที่สามารถชำระคืนหนี้อย่างสม่ำเสมอได้ อีกทั้งยังสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SMEs ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีเงินเดือนประจำหรือประชาชนที่ไม่มีหลักประกันในการขอกู้จากแบงก์ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากแบงก์จะมีข้อมูลมาประเมินรายได้ พฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าได้ดีกว่ายุคที่ยังมีการใช้เงินสดเป็นหลัก โดยแบงก์ไทยอาจใช้ข้อมูลที่ร้านค้า แท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์ ได้รับเงินจากลูกค้าผ่าน QR code เป็นหลักฐานในการประเมินรายได้เพื่อพิจารณาให้สินเชื่อกับกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมขอสินเชื่อได้ยาก เพราะไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน (financial access) ดังที่เกิดขึ้นในจีนจากการให้บริการทางการเงินของ Ant financial บริษัทในเครือของ Alibaba ซึ่งมีจุดแข็งในการชำระหนี้ของลูกค้าเพื่อต่อยอดการให้บริการเงินกู้แก่ลูกค้ารายย่อยได้ด้วยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ในระดับที่ต่ำมาก

นอกจากมิติของการให้สินเชื่อแล้ว แบงก์ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการลงทุนให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มมูลค่าทางการเงินให้กับลูกค้าแต่ละรายได้ดีขึ้น

การประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลของแบงก์ไทยเกือบทุกแห่งตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นอกจากจะสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมไร้เงินสดของภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ และสร้างความโปร่งใสแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและลดปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs และประชาชนได้ด้วย แม้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของแบงก์อยู่บ้าง แต่ก็ทำให้ธุรกิจแบงก์มีการปรับตัว แข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ถูกลง อีกทั้งส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM (net interest margin) ของแบงก์ไทยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับกลาง ๆ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาจลดลงมาใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะประชาชนอย่างเราในที่สุด และแม้ว่าปริมาณการใช้จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) จะเติบโตขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจาก mobile banking และ internet banking รวมถึงการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ของประชาชนที่มีปริมาณธุรกรรมมากกว่า 170 ล้านรายการ ด้วยมูลค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 4,000 บาทต่อรายการ สะท้อนความนิยมในการใช้พร้อมเพย์ที่มากขึ้น

แต่การใช้ e-Payment ของไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ เทียบกับต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะช่วยกันสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลกันให้แพร่หลายมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...