โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ /สร้อยสรภูพรายขจี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 เม.ย. 2564 เวลา 08.46 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 06.30 น.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สร้อยสรภูพรายขจี

 

๐ นวยยอดทอดก้านใบบาง            พฤกษาสรรพาง-

คสร้อยสรภู พรายขจี ฯ

 

กาพย์ฉบังบทนี้จากวรรณคดีสมุทรโฆษคำฉันท์เมื่อพระสมุทรโฆษประทับแรมไพรคราวเสด็จออกวังช้าง คือคล้องช้าง

ติดใจคำว่า “สรภู” เปิดพจนานุกรมดูสรภู (อ่าน-สะระภู) แปลว่า “ตุ๊กแก”

ได้ภาพได้ความทันที “สร้อยสรภู” ก็คือ “ลายตุ๊กแก” นั่นเอง

คือต้นไม้ในป่าใหญ่ที่ออกลายสีผิวของเปลือกไม้อย่างลายตุ๊กแก คงเคยเห็นและนึกภาพออกนะ

ได้ภาพได้ความจากคำจึงทำให้ได้ “รสกวี” ของกาพย์ฉบังบทนี้สมบูรณ์

คำ “นวยยอด” ได้ภาพเป็นสองภาพตรงๆ คือ “หน่วย-ยอด” ที่หมายถึงตำแหน่งของยอด อีกภาพคือความเคลื่อนไหว “นวยนาด” ของยอดที่ “ทอดก้านใบบาง”

“พฤกษาสรรพาง-” คำเต็มของ “สรรพาง-” คือ “สรรพางค์ แต่กวีเลื่อนคำท้ายของ “สรรพางคะ” เอาคำ “คะ” มาไว้อีกวรรคต่อไปคือ “คะสร้อยสะระภูพรายขจี”

ต้องอ่าน “คะสร้อยสะระภูพรายขจี” เต็มๆ อย่างนี้เลยจะได้รู้สึกถึงรสไพเราะและจังหวะจะโคนของวรรคกวีวรรคนี้เต็มที่

 

ฉบัง 16 บังคับให้มีสิบหกคำในหนึ่งบท โดยแยกเป็นสามวรรค วรรคแรกหกคำ วรรคสองสี่คำ วรรคสามคือวรรคท้ายหกคำ

คำในกาพย์กลอนนั้นถือเอา “จังหวะ” เป็นสำคัญ อย่างฉบังบทนี้ วรรคแรกหกคำได้จังหวะหกพอดีคือ “นวยยอด-ทอดก้าน-ใบบาง”

วรรคสองนี้พิเศษตรงที่จะอ่านเป็นสี่คำพอดีจังหวะก็ได้คือ “พฤกษา-สรรพาง-” อ่านเป็น “สันพาง” หรือจะอ่านเป็น “สันระพาง” ก็ได้ แม้จะเกินสี่คำคืออ่านเป็น “พรึกสา-สันระพาง” ห้าคำก็ได้เพราะไม่เสียจังหวะสี่ คำสันระพางถือว่ายังอยู่ในจังหวะสองด้วยคำ “ระ” เป็นคำที่มีน้ำหนักเบาๆ ไม่ทำให้เสียจังหวะสอง

วรรคท้ายนี่สิพิสดารคือ “คะสร้อย-สะระภู-พรายขจี” สะระภูกับพรายขจีมีถึงสามคำ ในแต่ละจังหวะ แต่อ่านรวบโดยคำแล้วยังอยู่ในจังหวะสองนั่นเองคือ

สอง-สอง-สอง

คะสร้อย-สะระภู-พรายขจี

สองวรรคนี้ต้องอ่านแบบนี้

“พรึกษา สันระพาง คะสร้อย สะระพู พรายขะจี”

นี้คือศิลปะของการใช้คำกวี

 

ศิลปะการใช้คำกวีคือการรู้จังหวะจะโคนของทั้งคำและเสียงคำ

สำคัญยิ่งคือความหมายของคำ ดังยกเอาคำ “สรภู” เป็นตัวอย่าง หากอ่านเอาจังหวะจะโคนก็ได้แค่ความไพเราะของเสียงกับจังหวะ ยิ่งคำฉันท์สมุทรโฆษ ซึ่งถือว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทฉันท์ มีอายุราวห้าร้อยปีมาแล้ว อย่าว่าแต่จังหวะและเสียงเลย ยิ่งคำยากด้วยศัพท์แสงและโวหารแล้ว การเข้าถึงความหมายยิ่งพลอยยากยิ่งขึ้นไปอีก

รสที่ได้จึงดูเหมือนเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ให้บรรยากาศลึกลับเพียงเท่านั้น

แม้กระนั้น บางบท บางคำก็ฉายประกายเจิดแจ่มให้ได้ภาพและความเปรียบเทียบได้โอฬารนัก

เช่นฉบังบทนี้

 

ดุจฟ้าฟาดเพชรคีรี ดุจเสียงชลธี

รลอกกระฉอกผกาแจรง

นึกดูว่า ฟ้าผ่าภูเขาเพชรนั้นจะกัมปนาทขนาดไหน แรงสุดกับแข็งสุดนั่นแหละ

รลอกกระฉอกผกาแจรง นี่ก็เช่นกัน จะว่าหวั่นไหวหรือหวามไหวก็ได้ทั้งหมด นึกถึงระลอกน้ำที่กระฉอกกระฉ่อนจนดอกไม้กระจายกลีบนั่น

บทนี้เมื่อพระสมุทรโฆษเสด็จประพาสไพร บทต่อจากบทต้นที่ลงว่า “…ผกาแจรง” อีกสองบทคือ

 

บดดินบดฟ้าบดแสง                     สุริยศักดิ์สำแดง

ตระหลบด้วยธุลีเลือน

คือจะพกแผ่นหล้าฟ้าเฟือน           คือจะเห็จเอาเดือน

ตระวัน แลดวงดารา

 

คำว่า “พก” ในบทสอง เราคิดว่าน่าจะเป็น “ผก” นะ นี่ก็คิดเอาเองตามประสาคนพ้นสมัย

 

คําเก่าอีกคำที่พอเห็นภาพจากบทหมอเฒ่าทำพิธีเบิกไพรวังช้าง คือบทกาพย์ยานี 11 ว่า

 

หมอจึงเอาพัสตรา           มานุ่งไม้อันนฤมล

สวดมนต์ละลายคน-        ธวิเลปนสรรพสม

 

คำ “นุ่งไม้” คือเอาผ้ามาห่มต้นหรือพันลำต้นอย่างที่พบกันอยู่ปัจจุบัน อันหมายเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้น

อีกบทเป็นฉบังขยายความ “นุ่งไม้” ก็คือ

 

เข้าโอบเอวไม้มั่นหมาย                มนต์สังวัธยาย

ก็แสร้งสรรเสริญพฤกษา

 

“โอบเอวไม้” ก็คือ “นุ่งไม้” ด้วยผ้าพันลำต้นที่เปรียบเป็น “เอวไม้” อีกนั่นเอง ชวนให้เห็นภาพ “นางไม้” ชัดเจนดีนัก

 

ช่วงท้ายเมื่อพระสมุทรโฆษพลัดจากนางพินทุมดีที่กลางน้ำ นางพินทุมดีขึ้นจากน้ำกระทั่งมีโอกาสได้สร้างโรงทานและให้สร้างจิตรกรรมคือให้ช่างวาดรูปเล่าเรื่องระหว่างพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีไว้ กระทั่งพระสมุทรโฆษตามมาพบจากภาพจิตรกรรมนั้นเอง

ตรงนี้ทำให้คิดถึงยุคสมัยนี้ ถ้าสองพระองค์ต่างทรงมี “จอแผ่น” หรือมือถือ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ช่างมาเขียนรูปเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารในลักษณะเสี่ยงถึงอย่างนั้น และจะหวังเจอได้เมื่อไรก็ดูเลื่อนลอยเต็มที

แต่ก็นั่นแหละ หากทั้งคู่มีมือถือ

ภาพจิตรกรรมก็ไม่ต้องมี วรรณคดีก็ต้องเปลี่ยนไป

นี่คือยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...