โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดเบื้องหลัง “อวสาน i-mobile” ตำนานมือถือเฮาส์แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของ “กลุ่มสามารถ”

Brandbuffet

อัพเดต 09 ต.ค. 2560 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2560 เวลา 10.08 น. • WP

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วในยุคที่โทรคมนาคมไทยยังเป็น “2G” และมือถือยังเป็น “Feature Phone” การเกิดขึ้นของ “มือถือเฮาส์แบรนด์” โดยมีดิสทริบิวเตอร์รายใหญ่ ที่จำหน่ายโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังอยู่แล้ว และผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไอที-โทรคมคม ได้ว่าจ้างโรงงานในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ เช่น จีน ผลิตโทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งปั้นแบรนด์ของตนเองแปะลงไปบนสินค้า นำมาตีตลาดมือถือในไทย ที่เวลานั้น “โนเกีย” (Nokia) ยังครองความยิ่งใหญ่

การเข้ามาของ “มือถือเฮาส์แบรนด์” ใช้กลยุทธ์ราคาถูกกว่ามือถือแบรนด์ดัง ในขณะที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม ทั้งระบบ 2 ซิม, วิทยุ, MP3, กล้อง ฯลฯ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค และเป็นทางเลือกให้กับคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีงบจำกัด และไม่ติดแบรนด์

เรียกได้ว่าขณะนั้นเป็น “ยุคทอง” ของมือถือเฮาส์แบรนด์ในไทยก็ว่าได้ นำโดย “i-mobile” (ไอ-โมบาย) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดนี้ และตามมาด้วยอีกหลายแบรนด์ เช่น G-Net, TWZ, Wellcom, PhoneOne

แต่วันนี้ยุคทองของ “มือถือเฮาส์แบรนด์” ได้ผ่านไปแล้ว และเข้าสู่ยุคถดถอย !! บางแบรนด์ที่ว่ามานี้ ล้มหายไปจากตลาดแล้ว ในขณะที่แบรนด์ที่ยังอยู่ ได้ออก “สมาร์ทโฟน” แข่งในตลาดแมส ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากของมือถือเฮาส์แบรนด์

ล่าสุดพี่ใหญ่ในตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์ “กลุ่มสามารถ” ออกมายอมรับว่า หลังจากทำตลาด “i-mobile” มาเป็นเวลา 20 ปี ขณะนี้มือถือ “i-mobile” ไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้แล้ว และในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา ประสบกับภาวะขาดทุนมาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าฝืนทำธุรกิจมือถือเฮาส์แบรนด์ต่อไป จะกระทบต่อกลุ่มธุรกิจอื่นในเครือเช่นกัน

นี่จึงทำให้ “กลุ่มสามารถ” ตัดสินใจปิดฉาก “i-mobile” หลังจากในอดีตแบรนด์นี้ เคยทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 4,000,000 – 5,000,000 เครื่องต่อปี พร้อมกันนี้ได้เปลี่ยนชื่อ “บริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน)” เป็น“บริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน)” เพื่อปรับเข้าสู่ “ธุรกิจดิจิทัล” เต็มตัว และลดความเสี่ยงจากการทำตลาดมือถือ

อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์เจาะลึก จะพบ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ “i-mobile” เดินมาถึงจุดสิ้นสุด นั่นคือ

1. โอปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย ไม่ว่าจะเป็น AIS, True, dtac ปั้น “สมาร์ทโฟน เฮาส์แบรนด์” ของตนเอง (ในอดีต AIS เคยให้บริษัทในเครือ คือ WDS ทำตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์ PhoneOne) จำหน่ายในระดับต่ำกว่า 1,000 – 4,000 บาท พร้อมทั้งทำแข่งทำโปรโมชั่นดุเดือด โดยทั้ง 3 ค่ายยอม Subsidize ตัวเครื่อง เช่น ใช้กลยุทธ์เปิดเบอร์ใหม่ แจกมือถือฟรี เปิดเบอร์ใหม่ ได้ราคาพิเศษ หรือเบอร์ใหม่ ย้ายค่าย รับมือถือฟรี และบางค่ายให้ข้อเสนอฟรีค่าโทร-เน็ตในวงเงินที่กำหนดมาให้

เพราะวัตถุประสงค์หลักที่ 3 โอปอเรเตอร์ พร้อมใจกันทำตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์ ที่พ่วงแพ็คเกจโทร-เน็ต มาเป็นกลยุทธ์ดึงผู้บริโภคให้มาใช้บริการค่ายของตนเองให้มากที่สุด เพื่อขยายฐาน และเพิ่มยอดลูกค้าให้มากขึ้น

2. โอปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย กลายมาเป็นดิสทริบิวเตอร์จำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์ชั้นนำเอง และยังแข่งลดราคาเครื่องกันแบบไม่มีใครยอมใคร

ในอดีตโครงสร้างตลาดมือถือในบ้านเรา มีดิสทริบิวเตอร์รายใหญ่ เช่น กลุ่มสามารถ, เจมาร์ท นำเข้าโทรศัพท์มือถือแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เพื่อนำมาจำหน่ายเองผ่านช้อป ทั้งช่องทางขายของตนเอง และกระจายให้กับตัวแทนจำหน่ายขนาดกลาง จากนั้นรายกลาง กระจายไปยังตัวแทนจำหน่ายรายเล็ก เช่น ร้านลูกตู้ ที่เมื่อกว่า 10 – 20 ปีที่แล้วเฟื่องฟูมาก แต่ปัจจุบันตัวแทนจำหน่ายรายกลาง และรายเล็ก ค่อยๆ หายไปจากโครงสร้างการขายมือถือในบ้านเรา

ขณะที่โอปอเรเตอร์ ปรับกลยุทธ์ เพิ่มความครบวงจร ด้วยการปรับพื้นที่ภายในร้านส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่ดิสเพลย์ และจำหน่าย Smart Device แบรนด์หลักต่างๆ กระทั่งต่อมาได้ขยายไปสู่การขายบนช่องทางออนไลน์ กระทั่งทุกวันนี้ Smart Device แบรนด์ระดับท็อป ที่โอปอเรเตอร์นำมาจำหน่าย พร้อมข้อเสนอส่วนลด-แพ็คเกจโปรโมชั่นต่างๆ ได้กลายเป็นหนึ่งใน "แม่เหล็ก" สำคัญในการดึงความสนใจจากผู้บริโภค

3. ความหลากหลายของแบรนด์มือถือที่ยกทัพเข้ามาบุกตลาดไทย พร้อมทั้งนำเสนอโปรดักต์ไลน์ ครอบคลุมตั้งแต่ตลาดพรีเมียม ราคา 15,000 บาทขึ้นไป – ระดับกลาง ราคา 5,000 – 15,000 บาท และ ระดับล่าง ราคาต่ำกว่า 5,000 บาท

อย่างกรณีแบรนด์ “ซัมซุง” ที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน สินค้า การตลาดและการขายที่มีโปรดักต์ไลน์ เจาะเข้าในแต่ละเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ตลาดบน ถึงตลาดล่าง

หรือการเข้ามาบุกตลาดของแบรนด์จีน ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของตลาดมือถือทั่วโลก รวมทั้งไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี เช่นกรณี “หัวเว่ย” มีความพร้อมด้านสรรพกำลังต่างๆ บวกกับการพยายามขยายโปรดักต์ไลน์ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์

การเกิดขึ้นของ 3 ปัจจัยหลักดังกล่าว ยิ่งบีบรัดให้ “i-mobile” ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “Stuck in the middle” หรือติดอยู่ตรงกลาง จะขยับไปทางไหนก็ยาก เพราะถ้าลงไปแข่งตลาดล่าง ก็เจอสมาร์ทโฟน เฮาส์แบรนด์ของค่ายโอปอเรเตอร์ ทั้งแจกฟรี แถมฟรี อีกทั้งยังเจอมือถือแบรนด์ ที่ส่งสินค้าต่ำกว่า 5,000 เข้ามาแข่งในเซ็กเมนต์นี้เช่นกัน

ในขณะที่จะขยับไปตลาดกลาง เวลานี้กำลังเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด โดยเฉพาะการห่ำหั่นกันระหว่างแบรนด์จีนด้วยกันเอง และแบรนด์เกาหลี

เพราะฉะนั้นในตลาดต่ำกว่า 5,000 และตลาดระดับกลาง หากช่องว่างราคาระหว่างมือถือแบรนด์ กับ i-mobile ไม่ห่างกันมาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่ย่อมตัดสินใจเลือกมือถือแบรนด์มากกว่า i-mobile เพราะมือถือแบรนด์ มีความได้เปรียบทั้งด้านโปรดักต์ ดีไซน์, ภาพลักษณ์แบรนด์, ข้อเสนอที่จูงใจ ทั้งโปรโมชั่นของแบรนด์ทำเอง และจากโอปอเรเตอร์

ส่วนตลาดพรีเมียม แน่นอนว่าความเป็นมือถือเฮาส์แบรนด์ ไม่สามารถยกระดับแบรนด์ขึ้นไปแข่งได้ อีกทั้งแบรนด์ในสนามนี้แข็งแกร่ง และผู้บริโภคมี Brand Loyalty สูง

การตัดสินใจฆ่า “i-mobile” แบรนด์ที่ปั้นมากับมือ และครั้งหนึ่งเคยเป็นแบรนด์สร้างชื่อเสียง และทำรายได้ให้กับ “กลุ่มสามารถ” อาจเป็นหนทางที่ถูกต้องก็ได้ เพราะถ้ายังคงฝืนเก็บแบรนด์นี้ไว้ และทำตลาดต่อ นั่นจะยิ่งทำให้ “กลุ่มสามารถ” เจ็บตัวมากกว่านี้ !!

 

ที่มาข้อมูลข่าว : ปิดฉาก i-mobile จาก กรุงเทพธุรกิจ และ MGR Online

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...