โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหาเหยียดสีผิวในวงการลูกหนัง บางทีต่อให้รณรงค์ไปก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา

MThai.com

เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 12.27 น.
การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นมะเร็งร้ายในวงการลูกหนังมาโดยตลอด และเมื่อเร็วๆ นี้มันก็กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ 2 สตาร์ดัง พรีเมียร์ ลีก อย่าง ปิแอร์-เอเมริก โอบาเมย็อง และ ราฮีม สเตอร์ลิง เจอเข้ากับตัว

การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นมะเร็งร้ายในวงการลูกหนังมาโดยตลอด และเมื่อเร็วๆ นี้มันก็กลายมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อ 2 สตาร์ดัง พรีเมียร์ ลีก อย่าง ปิแอร์-เอเมริก โอบาเมย็อง และ ราฮีม สเตอร์ลิง เจอเข้ากับตัว

สำหรับใครที่ติดฟุตบอลมานานน่าจะทราบดีว่าประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้หนักๆ ก็หนีไม่พ้นอิตาลี, สเปน, รัสเซีย ฯลฯ ขณะที่ในอังกฤษนั้นที่ผ่านมาก็มีเรื่องแบบนี้อยู่บ้าง แต่มันไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่ เพราะมันไม่ได้รุนแรงมากนัก จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ที่ว่าขึ้นมา

โอบาเมย็อง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล ถูกปาเปลือกกล้วยใส่ต่อหน้าต่อตา ในเกมดาร์บี้ที่เจอกับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ แถมแฟนบอลไก่เดือยทองผู้ก่อเหตุยังอ้างหน้าด้านๆ ว่าเขาไม่ได้มีความตั้งใจเหยียดผิวเลย แถมบอกอีกว่าเขาเองก็มีเพื่อนผิวสีหลายคน แต่ของแบบนี้มันก็เห็นกันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะมาแก้ตัว

ล่าสุด สเตอร์ลิง ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็โดนเข้ากับตัวไปอีกคน จากจังหวะไปหยิบบอลข้างสนาม ซึ่งเขาถูกแฟนบอลเจ้าถิ่น เชลซี จำนวน 4 คน รุมตะโกนด่าทอราวกับว่าแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน ยังดีที่ปีกเรือใบสีฟ้านั้นมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว จึงรับมือกับสถานการณ์ได้ดี ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์อาจลุกลามบานปลายจนเรื่องแย่ลงกว่านี้ก็เป็นได้

นี่คือสิ่งที่ยังเกิดขึ้นในสังคมลูกหนังเมืองผู้ดี ทั้งที่มีการรณรงค์กันมาหลายสิบปีแล้ว แต่อะไรๆ ก็ยังไม่ดีขึ้น ราวกับว่ามันคือเนื้อร้ายที่ไม่สามารถกำจัดมันออกไปจากร่างกายได้สักที

จอห์น บาร์นส ตำนานนักเตะผิวสีของ ลิเวอร์พูล ก็สัมผัสถึงเรื่องนี้ได้ดี “สำหรับนักเตะผิวสีช่วงยุค 1980 พวกเขาจะถูกล้อเลียนด้วยเพลงเชียร์แนวเหยียดผิว โดนปาเปลือกกล้วย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในวงการฟุตบอลตอนนั้นด้วย นี่เป็นสิ่งที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะว่าผู้คนพยายามที่จะไม่พูดถึงมัน”

อดีตปีกนิลกาฬยังแสดงความเห็นด้วยว่า สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการเหยียดผิวยังคงอยู่ในวงการฟุตบอล ก็คือการที่ผู้จัดการทีมผิวสีมักจะได้รับโอกาสและความไว้วางใจน้อยกว่าผู้จัดการทีมผิวขาว

“ผู้จัดการทีมผิวสีมักจะมีเวลาสำหรับความผิดพลาดน้อยกว่าผู้จัดการทีมผิวขาว นั่นหมายความว่าผู้จัดการทีมผิวสีอาจจะถูกไล่ออกได้หลังจากผ่านไป 5 เกม ขณะที่ผู้จัดการทีมผิวขาวจะได้รับโอกาสถึง 10 เกม ก่อนถูกไล่ออก”

“ที่จริงมันก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากวงการอื่นๆ หรอก หากว่าคุณเป็นคนผิวสี คุณจำเป็นจะต้องทำผลงานให้ดีกว่าคนผิวขาวเท่านั้น ทุกอย่างจึงจะถูกมองอย่างสม่ำเสมอเท่าเทียม ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนานที่แก้ไขกันไม่ได้สักที แต่หากใครที่อยากเห็นมันเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ก็ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเรามีพฤติกรรมเหยียดผิวอยู่หรือเปล่า

เพราะสุดท้ายแล้วหากว่าเรายังเรียกคนผิวสีด้วยถ้อยคำต่างๆ ในเชิงตลกขบขัน ซึ่งพวกเขาคงไม่ขำด้วย สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...