คู่มือขออนุญาต ‘ปลูกกัญชา’ วิสาหกิจชุมชน-เกษตรกร (จบ)
นอกรอบ กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
การปลดล็อกกัญชง-กัญชาโดยกฎหมายใหม่เปิดให้สามารถนำพืชยาเสพติดประเภท 5 ทั้ง 2 ชนิดมาใช้ประโยชน์ได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ฉบับที่ผ่านมาท่านผู้อ่านได้ทราบแนวทางปฏิบัติในการขออนุญาตปลูกกัญชา สำหรับวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรตามคู่มือที่กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นบางส่วนแล้ว อาทิ คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะขออนุญาตปลูกกัญชา ขั้นตอนการขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งไขข้อข้องใจว่าวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร ขั้นตอนการขออนุญาตเป็นอย่างไร ฯลฯ
ฉบับนี้จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการปลูก การใช้ประโยชน์ การปลูกกัญชาแต่ละรูปแบบ รวมทั้งข้อดีข้อด้อยของแต่ละรูปแบบ ตลอดจนข้อกำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตลอดจนตอบคำถามข้อสงสัยบางส่วนของสาธารณชน
แผนการปลูกและการใช้ประโยชน์
การขออนุญาตปลูกกัญชา ผู้ขออนุญาตต้องมีความชัดเจนว่าจะปลูกจำนวนเท่าไหร่ ได้ผลผลิตเท่าไหร่ และจะนำผลผลิตดังกล่าวไปจำหน่ายให้กับใคร (ปริมาณการปลูกต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต แผนการจำหน่าย และแผนการใช้ประโยชน์) โดยต้องกำหนดผู้รับซื้อที่แน่ชัด (มี contract farming)
การปลูกกัญชามี 3 รูปแบบ แต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสีย ดังนี้
การปลูกกัญชากลางแจ้ง (outdoor cultivation)
ข้อดี
– ต้นกัญชาสามารถได้รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่
– ต้นทุนการดำเนินการต่ำ
– เหมาะกับกัญชาสายพันธุ์ไทย
ข้อด้อย
– ไม่สามารถคุมศัตรูพืช แมลง หรือโรคพืชได้
– ไม่สามารถคุมแสง อุณหภูมิ
– การปลูกและเก็บเกี่ยวได้แค่ 1 ครั้งต่อปี
– ได้ผลผลิตน้อย ถ้าปลูกไม่ตรงตามฤดูกาล
การปลูกกัญชาในโรงเรือน (semioutdoor cultivation)
ข้อดี
– ต้นกัญชาสามารถได้รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่
– ต้นทุนการดำเนินการต่ำกว่าการปลูกในระบบปิด
– สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและศัตรูพืชได้บางส่วน
ข้อด้อย
– สามารถควบคุมผลผลิตได้ แต่ต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ และอาศัยความเชี่ยวชาญ
– การปลูกและเก็บเกี่ยวได้แค่ 2 ครั้งต่อปี
การปลูกกัญชาในระบบปิด (indoor cultivation)
ข้อดี
– มีการควบคุมระยะเวลาในการให้แสง น้ำ สารอาหาร
– ได้ผลผลิต (ช่อดอก ใบ) ที่มีคุณภาพ ปริมาณสูง
– สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและศัตรูพืชได้
– วางแผนการปลูกและเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี
ข้อด้อย
– ต้นทุนการดำเนินการสูง
– ผู้ปลูกต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการปลูก เช่น การควบคุมระบบแสง ไฟเทียม ระบบน้ำ ระบบอากาศ
ข้อกำหนดด้านสถานที่ปลูก แบ่งเป็น 4 หัวข้อ ดังนี้
1.ข้อกำหนดด้านสถานที่ เช่น สถานที่เพาะปลูกต้องมีที่อยู่ที่ตั้งชัดเจน โครงสร้างพื้นที่ต้องจัดทำแนวเขตชัดเจน ปิดกั้นทั้ง 4 ด้านของพื้นที่ปลูก สามารถป้องกันการเข้าถึงของบุคคลภายนอก จำกัดจำนวนประตูเข้า-ออกพื้นที่ และประตูควรทำจากวัสดุที่แข็งแรงทนทาน มีการจัดทำป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือหนังสือให้ความยินยอมจากผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ใช้ที่ดิน (กรณีขอเช่าหรือขอใช้ที่ดินของบุคคลอื่น)
2.ข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัย เช่น ภายในพื้นที่ปลูก รวมทั้งบริเวณประตูทางเข้า-ออกมีระบบกล้องวงจรปิด โดยจัดให้มีการสำรองไฟล์ข้อมูลในอุปกรณ์รูปแบบอื่น ๆ ได้ไว้อย่างน้อย 6 เดือน มีระบบรักษาความปลอดภัยในการผ่านเข้า-ออกพื้นที่ เช่น กุญแจล็อกเปิด-ปิด เครื่องทาบบัตร เครื่องสแกนลายนิ้วมือ และกำหนดบัญชีรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิเข้า-ออกพื้นที่ รวมทั้งรายชื่อบุคคลที่รับผิดชอบ พร้อมช่องทางติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
3.ข้อกำหนดด้านการเก็บรักษา เช่น จัดเตรียมสถานที่ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ผลผลิตที่ได้หลังจากการเก็บเกี่ยว และส่วนที่เหลือของกัญชาเพื่อรอการทำลาย โดยมีการแยกเก็บเป็นสัดส่วนไม่ปะปนกับวัสดุอื่น ๆ พร้อมทั้งกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบเฉพาะในการควบคุมสถานที่จัดเก็บ
4.ข้อกำหนดด้านการควบคุมการใช้ เช่น ดำเนินการปลูกกัญชาตามมาตรฐานการปลูก โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP) ในการควบคุมการปลูกและการเก็บเกี่ยว จัดให้มีการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์
ที่ได้มาตรฐานในทุกรอบการเพาะปลูกกัญชา มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และรายงานการดำเนินการตามแบบที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมาตรการในการควบคุมการขนส่งและทำลายกัญชา
หน้าที่ของผู้รับอนุญาต ภายหลังได้รับอนุญาตปลูกกัญชาแล้ว มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ดังนี้
– จัดให้มีการแยกเก็บกัญชาเป็นสัดส่วนจากยาหรือวัตถุอื่น เก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน
– ในกรณีที่กัญชาถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบโดยไม่ชักช้า
– จัดให้มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายยาเสพติดให้โทษ และเสนอรายงานต่อเลขาธิการ อย.เป็นรายเดือนและรายปี บัญชีดังกล่าวให้เก็บรักษาไว้และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลาในขณะเปิดทำการ ทั้งนี้ ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี และรายงานให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
– ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
ไขข้อข้องใจหลังปลดล็อกกฎหมาย
ถาม : คำว่า “ปลดล็อกกัญชา” หมายความว่า ปัจจุบันกัญชาหลุดจากการเป็นยาเสพติดให้โทษแล้วใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่ใช่ ปัจจุบันกัญชายังคงจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยคำว่า “ปลดล็อกกัญชา” หมายถึง อนุญาตให้นำกัญชาไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และเพื่อการศึกษาวิจัย ผู้ป่วยสามารถเสพกัญชาเพื่อรักษาโรคตามคำสั่งของแพทย์ได้
ถาม : เกษตรกรสามารถปลูกกัญชาเพื่อนำไปใช้เป็นพืชเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เช่น ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ได้หรือไม่
ตอบ : ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ยังคงควบคุมให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ซึ่งเปิดให้นำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และเพื่อการศึกษาวิจัยได้เท่านั้น
ถาม : ภายหลังพ้นระยะเวลา 5 ปีแรก นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ วิสาหกิจชุมชน/สหกรณการเกษตร สามารถขออนุญาตปลูกกัญชาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่ได้ โดยภายหลังพ้นระยะเวลา 5 ปีดังกล่าวในการขออนุญาต ท่านต้องดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและการกำกับดูแลของผู้ขออนุญาต ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์
ถาม : วิสาหกิจชุมชนต้องผ่านการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีวัตถุประสงค์เป็นผู้ปลูกกัญชาก่อน จึงจะมีสิทธิยื่นคำขออนุญาตปลูกกัญชาได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ก่อนการยื่นขออนุญาตปลูกกัญชา กลุ่มเกษตรกรต้องรวมตัวกันขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในกิจการอื่นที่ไม่ใช่เพื่อปลูกกัญชาโดยเฉพาะ แล้วจึงยื่นขออนุญาตปลูกกัญชา เมื่อได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้วจึงค่อยไปยื่นขอเพิ่มกิจการวิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับการปลูกกัญชาต่อไป
ถาม : กรณีผู้ขอรับอนุญาตปลูกกัญชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดต้องยื่นขอรับอนุญาตที่ใด
ตอบ : ขณะนี้การยื่นขออนุญาตปลูกกัญชาให้ดำเนินการยื่นเรื่องที่ อย. ทั้งนี้ ในอนาคตหากกฎกระทรวงกัญชามีผลบังคับใช้ ผู้ขอรับอนญาตปลูกกัญชาที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ให้ยื่นขออนุญาตที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่
ถาม : การจัดเตรียมพื้นที่ปลูก ต้องดำเนินการในพื้นที่ระบบปิดหรือโรงเรือนเพาะปลูกเท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการลงทุนสูง เป็นอุปสรรคให้เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการขออนุญาตปลูกกัญชาได้ ภาครัฐจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
ตอบ : การขออนุญาตปลูกกัญชาสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่รูปแบบต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการปลูกในระบบปิดหรือโรงเรือนที่ต้องใช้ต้นทุนสูง แต่ยังสามารถขออนุญาตปลูกในพื้นที่กลางแจ้งได้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกร แต่เกษตรกรจำเป็นต้องควบคุมการปลูก ป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลออกนอกระบบ และผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐาน
ถาม : การจัดทำป้ายแสดงว่าเป็น “สถานที่ผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” ป้ายดังกล่าวต้องมีขนาดเท่าไร
ตอบ : ป้ายต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 10×60 ซม. และขนาดตัวอักษรไม่น้อยกว่า 3 ซม.
ถาม : จริงหรือไม่ที่ว่าสถานที่ปลูกต้องจัดให้มีระบบกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่ปลูก โดยจำนวนกล้องวงจรปิดต้องมีไม่น้อยกว่า 10 ตัว
ตอบ : ไม่จริง ผู้อนุญาตไม่ได้มีการกำหนดๅจำนวนกล้องวงจรปิดที่ต้องติดตั้งว่าต้องมีจำนวนกี่ตัว เพียงแต่กำหนดว่าต้องติดตั้งให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูก ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรขึ้นกับขนาดและพื้นที่ปลูกแต่ละแห่ง
ถาม : การสุ่มตรวจสอบวิเคราะห์กัญชาที่ปลูกได้ต้องดำเนินการอย่างไร
ตอบ : ผู้รับอนุญาตปลูกกัญชาต้องจัดให้มีการวิเคราะห์กัญชาที่ปลูกขึ้น เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานโดยต้องมีการตรวจวิเคราะห์ทุกครั้งที่ได้ผลผลิตจากการปลูก และมีหลักฐานแสดงรายละเอียด ผลการตรวจวิเคราะห์ซึ่งต้องเก็บรักษาไว้
ถาม : การตรวจวิเคราะห์เพื่อหาสารปนเปื้อน เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก หรือสารอื่น ๆ ในกัญชาที่ปลูกได้ต้องส่งตรวจที่ใด
ตอบ : สามารถส่งตรวจวิเคราะห์ได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 หรือห้องปฏิบัติการอื่นที่มีความสามารถในการทดสอบเทียบเท่ากัน
ถาม : สถานที่ปลูกกัญชาสามารถดำเนินการในสถานที่ของเอกชนได้หรือไม่
ตอบ : สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ต้องสามารถแสดงหนังสือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของสถานที่ปลูกโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น หนังสือให้ความยินยอมจากผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ใช้ที่ดิน ในกรณีขอเช่าหรือขอใช้ที่ดินของบุคคลอื่นในการเพาะปลูก