โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คู่มือขออนุญาต ‘ปลูกกัญชา’ วิสาหกิจชุมชน-เกษตรกร (จบ)

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 เม.ย. 2564 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2564 เวลา 09.02 น.

นอกรอบ กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

การปลดล็อกกัญชง-กัญชาโดยกฎหมายใหม่เปิดให้สามารถนำพืชยาเสพติดประเภท 5 ทั้ง 2 ชนิดมาใช้ประโยชน์ได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ฉบับที่ผ่านมาท่านผู้อ่านได้ทราบแนวทางปฏิบัติในการขออนุญาตปลูกกัญชา สำหรับวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรตามคู่มือที่กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นบางส่วนแล้ว อาทิ คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะขออนุญาตปลูกกัญชา ขั้นตอนการขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งไขข้อข้องใจว่าวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร ขั้นตอนการขออนุญาตเป็นอย่างไร ฯลฯ

ฉบับนี้จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการปลูก การใช้ประโยชน์ การปลูกกัญชาแต่ละรูปแบบ รวมทั้งข้อดีข้อด้อยของแต่ละรูปแบบ ตลอดจนข้อกำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตลอดจนตอบคำถามข้อสงสัยบางส่วนของสาธารณชน

แผนการปลูกและการใช้ประโยชน์

การขออนุญาตปลูกกัญชา ผู้ขออนุญาตต้องมีความชัดเจนว่าจะปลูกจำนวนเท่าไหร่ ได้ผลผลิตเท่าไหร่ และจะนำผลผลิตดังกล่าวไปจำหน่ายให้กับใคร (ปริมาณการปลูกต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต แผนการจำหน่าย และแผนการใช้ประโยชน์) โดยต้องกำหนดผู้รับซื้อที่แน่ชัด (มี contract farming)

การปลูกกัญชามี 3 รูปแบบ แต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสีย ดังนี้

การปลูกกัญชากลางแจ้ง (outdoor cultivation)

ข้อดี

– ต้นกัญชาสามารถได้รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่

– ต้นทุนการดำเนินการต่ำ

– เหมาะกับกัญชาสายพันธุ์ไทย

ข้อด้อย

– ไม่สามารถคุมศัตรูพืช แมลง หรือโรคพืชได้

– ไม่สามารถคุมแสง อุณหภูมิ

– การปลูกและเก็บเกี่ยวได้แค่ 1 ครั้งต่อปี

– ได้ผลผลิตน้อย ถ้าปลูกไม่ตรงตามฤดูกาล

การปลูกกัญชาในโรงเรือน (semioutdoor cultivation)

ข้อดี

– ต้นกัญชาสามารถได้รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่

– ต้นทุนการดำเนินการต่ำกว่าการปลูกในระบบปิด

– สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและศัตรูพืชได้บางส่วน

ข้อด้อย

– สามารถควบคุมผลผลิตได้ แต่ต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ และอาศัยความเชี่ยวชาญ

– การปลูกและเก็บเกี่ยวได้แค่ 2 ครั้งต่อปี

การปลูกกัญชาในระบบปิด (indoor cultivation)

ข้อดี

– มีการควบคุมระยะเวลาในการให้แสง น้ำ สารอาหาร

– ได้ผลผลิต (ช่อดอก ใบ) ที่มีคุณภาพ ปริมาณสูง

– สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและศัตรูพืชได้

– วางแผนการปลูกและเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี

ข้อด้อย

– ต้นทุนการดำเนินการสูง

– ผู้ปลูกต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการปลูก เช่น การควบคุมระบบแสง ไฟเทียม ระบบน้ำ ระบบอากาศ

ข้อกำหนดด้านสถานที่ปลูก แบ่งเป็น 4 หัวข้อ ดังนี้

1.ข้อกำหนดด้านสถานที่ เช่น สถานที่เพาะปลูกต้องมีที่อยู่ที่ตั้งชัดเจน โครงสร้างพื้นที่ต้องจัดทำแนวเขตชัดเจน ปิดกั้นทั้ง 4 ด้านของพื้นที่ปลูก สามารถป้องกันการเข้าถึงของบุคคลภายนอก จำกัดจำนวนประตูเข้า-ออกพื้นที่ และประตูควรทำจากวัสดุที่แข็งแรงทนทาน มีการจัดทำป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือหนังสือให้ความยินยอมจากผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ใช้ที่ดิน (กรณีขอเช่าหรือขอใช้ที่ดินของบุคคลอื่น)

2.ข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัย เช่น ภายในพื้นที่ปลูก รวมทั้งบริเวณประตูทางเข้า-ออกมีระบบกล้องวงจรปิด โดยจัดให้มีการสำรองไฟล์ข้อมูลในอุปกรณ์รูปแบบอื่น ๆ ได้ไว้อย่างน้อย 6 เดือน มีระบบรักษาความปลอดภัยในการผ่านเข้า-ออกพื้นที่ เช่น กุญแจล็อกเปิด-ปิด เครื่องทาบบัตร เครื่องสแกนลายนิ้วมือ และกำหนดบัญชีรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิเข้า-ออกพื้นที่ รวมทั้งรายชื่อบุคคลที่รับผิดชอบ พร้อมช่องทางติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

3.ข้อกำหนดด้านการเก็บรักษา เช่น จัดเตรียมสถานที่ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ผลผลิตที่ได้หลังจากการเก็บเกี่ยว และส่วนที่เหลือของกัญชาเพื่อรอการทำลาย โดยมีการแยกเก็บเป็นสัดส่วนไม่ปะปนกับวัสดุอื่น ๆ พร้อมทั้งกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบเฉพาะในการควบคุมสถานที่จัดเก็บ

4.ข้อกำหนดด้านการควบคุมการใช้ เช่น ดำเนินการปลูกกัญชาตามมาตรฐานการปลูก โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP) ในการควบคุมการปลูกและการเก็บเกี่ยว จัดให้มีการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์
ที่ได้มาตรฐานในทุกรอบการเพาะปลูกกัญชา มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และรายงานการดำเนินการตามแบบที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมาตรการในการควบคุมการขนส่งและทำลายกัญชา

หน้าที่ของผู้รับอนุญาต ภายหลังได้รับอนุญาตปลูกกัญชาแล้ว มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ดังนี้

– จัดให้มีการแยกเก็บกัญชาเป็นสัดส่วนจากยาหรือวัตถุอื่น เก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน

– ในกรณีที่กัญชาถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบโดยไม่ชักช้า

– จัดให้มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายยาเสพติดให้โทษ และเสนอรายงานต่อเลขาธิการ อย.เป็นรายเดือนและรายปี บัญชีดังกล่าวให้เก็บรักษาไว้และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลาในขณะเปิดทำการ ทั้งนี้ ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี และรายงานให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

– ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

ไขข้อข้องใจหลังปลดล็อกกฎหมาย

ถาม : คำว่า “ปลดล็อกกัญชา” หมายความว่า ปัจจุบันกัญชาหลุดจากการเป็นยาเสพติดให้โทษแล้วใช่หรือไม่

ตอบ : ไม่ใช่ ปัจจุบันกัญชายังคงจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยคำว่า “ปลดล็อกกัญชา” หมายถึง อนุญาตให้นำกัญชาไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และเพื่อการศึกษาวิจัย ผู้ป่วยสามารถเสพกัญชาเพื่อรักษาโรคตามคำสั่งของแพทย์ได้

ถาม : เกษตรกรสามารถปลูกกัญชาเพื่อนำไปใช้เป็นพืชเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เช่น ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ได้หรือไม่

ตอบ : ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ยังคงควบคุมให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ซึ่งเปิดให้นำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และเพื่อการศึกษาวิจัยได้เท่านั้น

ถาม : ภายหลังพ้นระยะเวลา 5 ปีแรก นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ วิสาหกิจชุมชน/สหกรณการเกษตร สามารถขออนุญาตปลูกกัญชาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ใช่หรือไม่

ตอบ : ไม่ได้ โดยภายหลังพ้นระยะเวลา 5 ปีดังกล่าวในการขออนุญาต ท่านต้องดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและการกำกับดูแลของผู้ขออนุญาต ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์

ถาม : วิสาหกิจชุมชนต้องผ่านการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีวัตถุประสงค์เป็นผู้ปลูกกัญชาก่อน จึงจะมีสิทธิยื่นคำขออนุญาตปลูกกัญชาได้ใช่หรือไม่

ตอบ : ก่อนการยื่นขออนุญาตปลูกกัญชา กลุ่มเกษตรกรต้องรวมตัวกันขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในกิจการอื่นที่ไม่ใช่เพื่อปลูกกัญชาโดยเฉพาะ แล้วจึงยื่นขออนุญาตปลูกกัญชา เมื่อได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้วจึงค่อยไปยื่นขอเพิ่มกิจการวิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับการปลูกกัญชาต่อไป

ถาม : กรณีผู้ขอรับอนุญาตปลูกกัญชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดต้องยื่นขอรับอนุญาตที่ใด

ตอบ : ขณะนี้การยื่นขออนุญาตปลูกกัญชาให้ดำเนินการยื่นเรื่องที่ อย. ทั้งนี้ ในอนาคตหากกฎกระทรวงกัญชามีผลบังคับใช้ ผู้ขอรับอนญาตปลูกกัญชาที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ให้ยื่นขออนุญาตที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่

ถาม : การจัดเตรียมพื้นที่ปลูก ต้องดำเนินการในพื้นที่ระบบปิดหรือโรงเรือนเพาะปลูกเท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการลงทุนสูง เป็นอุปสรรคให้เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการขออนุญาตปลูกกัญชาได้ ภาครัฐจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

ตอบ : การขออนุญาตปลูกกัญชาสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่รูปแบบต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการปลูกในระบบปิดหรือโรงเรือนที่ต้องใช้ต้นทุนสูง แต่ยังสามารถขออนุญาตปลูกในพื้นที่กลางแจ้งได้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกร แต่เกษตรกรจำเป็นต้องควบคุมการปลูก ป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลออกนอกระบบ และผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐาน

ถาม : การจัดทำป้ายแสดงว่าเป็น “สถานที่ผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” ป้ายดังกล่าวต้องมีขนาดเท่าไร

ตอบ : ป้ายต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 10×60 ซม. และขนาดตัวอักษรไม่น้อยกว่า 3 ซม.

ถาม : จริงหรือไม่ที่ว่าสถานที่ปลูกต้องจัดให้มีระบบกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่ปลูก โดยจำนวนกล้องวงจรปิดต้องมีไม่น้อยกว่า 10 ตัว

ตอบ : ไม่จริง ผู้อนุญาตไม่ได้มีการกำหนดๅจำนวนกล้องวงจรปิดที่ต้องติดตั้งว่าต้องมีจำนวนกี่ตัว เพียงแต่กำหนดว่าต้องติดตั้งให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูก ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรขึ้นกับขนาดและพื้นที่ปลูกแต่ละแห่ง

ถาม : การสุ่มตรวจสอบวิเคราะห์กัญชาที่ปลูกได้ต้องดำเนินการอย่างไร

ตอบ : ผู้รับอนุญาตปลูกกัญชาต้องจัดให้มีการวิเคราะห์กัญชาที่ปลูกขึ้น เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานโดยต้องมีการตรวจวิเคราะห์ทุกครั้งที่ได้ผลผลิตจากการปลูก และมีหลักฐานแสดงรายละเอียด ผลการตรวจวิเคราะห์ซึ่งต้องเก็บรักษาไว้

ถาม : การตรวจวิเคราะห์เพื่อหาสารปนเปื้อน เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก หรือสารอื่น ๆ ในกัญชาที่ปลูกได้ต้องส่งตรวจที่ใด

ตอบ : สามารถส่งตรวจวิเคราะห์ได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 หรือห้องปฏิบัติการอื่นที่มีความสามารถในการทดสอบเทียบเท่ากัน

ถาม : สถานที่ปลูกกัญชาสามารถดำเนินการในสถานที่ของเอกชนได้หรือไม่

ตอบ : สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ต้องสามารถแสดงหนังสือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของสถานที่ปลูกโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น หนังสือให้ความยินยอมจากผู้ให้เช่าหรือผู้ให้ใช้ที่ดิน ในกรณีขอเช่าหรือขอใช้ที่ดินของบุคคลอื่นในการเพาะปลูก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...