โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : นักศึกษากับการเมืองไทยปัจจุบัน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 มี.ค. 2563 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 03.05 น.

เขาคือใคร?

เมื่อเราเห็นการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาและนักเรียนมัธยมเรียกร้องความยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แน่นอนมีการตีความไปต่างๆ นานา ได้แก่

นิสิตนักศึกษาถูกชักจูงโดยกลุ่มการเมือง

นิสิตนักศึกษาพวกนี้ช่างอ่อนหัดทางการเมือง

นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เสพติดแต่โซเชียลมีเดียและในไม่ช้าก็จะอ่อนพลังไปเอง

ขู่ว่าจะไม่รับเข้าทำงาน ขู่ ขู่ ขู่ต่อไปพวกเขาก็กลัวไปเอง

คงเป็นเพราะเทคโนโลยี นั่นคือโซเชียลมีเดียต่างๆ กระมัง นิสิตนักศึกษาจึงรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาไม่ใช่พลังทางการเมือง ดังนั้น ข้อเรียกร้องของพวกเขาจึงมีแต่ “มุขตลก” แบบวัยรุ่นหรือพวกเจนแซด แล้วคงมีนักการเมืองหน้าใหม่บางคนเป็น “ไอดอล” เท่านั้น เดี๋ยวก็เลิกประท้วงรัฐบาลไปเอง

บอกตรงๆ ผมเองก็คิดในแวบแรกเหมือนแบบที่กล่าวมาข้างต้น

ถึงแม้ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปความสำคัญทางการเมืองของพวกเขา

แต่เวลา 2 วันหลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ

สาร ที่ไหลบ่าอย่างท่วมท้นตลอดทุกเวลานาทีทำให้ผมต้องขบคิดอย่างหนักถึง สาร ที่พวกเขาส่งออกมาและมีผลหลายอย่างต่อการเมืองไทยปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งการเมืองโลกด้วยอย่างน้อย

ผมเรียกพวกเขาว่า ขบวนการทางสังคมใหม่ ซึ่งผมอาจจะตีความผิดโดยสิ้นเชิงก็ได้

อย่างไรก็ตาม ผมขอเริ่มต้นที่ เขาคือใคร? ก่อน

 

ควรเริ่มต้นที่ว่า เขาเหมือนนิสิตนักศึกษารุ่นพี่ของพวกเขาหรือเปล่า?

หากเราย้อนไปประมาณ 40 ปี คือ การลุกฮือของนิสิตนักศึกษาที่โค่นล้มระบอบถนอม-ประภาส ในคราวเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมคิดว่า พวกเขาเหมือนรุ่นพี่ของพวกเขานิดเดียวตรงที่เป็นคนรุ่นใหม่และอายุยังน้อยในยุคนั้น

รุ่นพี่ของพวกเขาต่างได้รับผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนับตั้งแต่ยุคพัฒนาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

รุ่นพี่เขาได้รับการฟูมฟักการพัฒนาแบบไม่พัฒนาคือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งเฉพาะกลุ่มผู้นำและนักธุรกิจที่ห้อมล้อมผู้นำ

แต่ชนบทที่เริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหากแต่ความยากจนของคนในชนบทยังมีอยู่ให้เห็นเต็มไปหมด

ดูเหมือนว่าพีระมิดอำนาจที่สถาปนาระบอบถนอม-ประภาส จะมั่นคงตลอดไปผ่านการสืบทอดอำนาจสู่ทายาททางการเมือง

แต่ในเวลาเดียวกัน นิสิตนักศึกษารุ่นพี่พวกนั้นต่างได้รับการฟูมฟักจากความเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยวและขาดสำนึกทางการเมือง

ดังนั้น นิสิตนักศึกษาสมัยนั้นจึง ฉันจึงมาหาความหมาย พลางพวกเขาต่างขะมักเขม้นอ่านหนังสือและวารสารที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา เช่น หนังสือที่เขียนโดยจิตร ภูมิศักดิ์ งานของเสนีย์ เสาวพงศ์ และบทความที่กล้าเปิดโปงรัฐบาลและระบบราชการสมัยนั้นในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เป็นต้น รวมถึงการรวมตัวกันทำกิจกรรมค่ายอาสาบ้าง กลุ่มสนใจปัญหาบ้านเมือง รวมทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องนี้ผมเรียกว่า ปัญญาชน

 

หากทว่าพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของนิสิตนักศึกษาปัจจุบัน ผมว่า ทศวรรษ 2540-2550 ได้บ่มเพาะพวกเขาขึ้นมา

ดังนั้น ในขณะที่พวกเขาเห็นพ่อ-แม่ของพวกเขาต้องตกระกำลำบากจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ทำให้พ่อ-แม่ของพวกเขาต้องตกงานบ้าง เปลี่ยนงานบ้าง พวกเขายังได้เห็นหรือได้ยินได้ฟังนักการเมืองอันไม่พึงปรารถนาประเภท ยี้แย้ธิปไตย มิทันไรก็เกิดรัฐประหารปี 2549 ผู้นำทหารทำการรัฐประหารหลังจากการรัฐประหารล่าสุดเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534

แต่ทว่าพวกเขาได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า หลังจากนั้นผู้นำทหารกลุ่มเดิมไม่ได้ถอยออกจากเศรษฐกิจ การเมืองไทยอย่างที่ควรจะเป็นอีกเลย

ตรงกันข้าม มีรัฐประหารต่อเนื่องกันคือ 22 พฤษภาคม 2557 แล้วผู้นำทหารกลุ่มเดิมๆ ก็เป็นรัฐบาลต่อเนื่องเรื่อยมา พวกพ้องของพวกเขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติบ้าง แล้วบางคนก็ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีเงื่อนไขสนับสนุนคนแต่งตั้งเขาเป็นนายกรัฐมนตรี

แลกกับที่ผู้ทรงเกียรติเหล่านี้จะมีวาระนาน 5 ปีอย่างสง่างามและถูกต้องตามกฎหมาย

 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น นิสิตนักศึกษาปัจจุบันยังมีประสบการณ์ทางการเมืองดังที่คุณ orawan สรุปอย่างเข้าใจง่ายๆ ดังนี้

คุณ orawan ข่าวเข้ม-tukorawan ทวีตเอาไว้ว่า

“พวกเขาเติบโตมาในช่วงความวุ่นวายทางการเมือง เลือกตั้ง ปฏิวัติ ม็อบทั้งเอาไม่เอารัฐบาล ม็อบอยากและไม่อยากเลือกตั้ง จนสุดท้ายได้การเลือกตั้ง ที่ไฮบริดหลักการประชาธิปไตยกับคำสั่งคณะปฏิวัติมาเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยอ้างประชามติแบบไม่เป็นประชาธิปไตยมาเป็นเกราะเหล็กหนาป้องกันตัวผู้นำทางการเมืองเอาไว้”

“ดังนั้น พวกเขาอาจไม่ได้อ่านหนังสือคลาสสิคของจิตร ภูมิศักดิ์ พวกเขาไม่ได้อ่านวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ทว่าประสบการณ์ทางการเมืองที่ผู้นำกองทัพเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่เหตุการณ์การกราดยิงที่โคราช ก็ทำให้นิสิตนักศึกษาเข้าใจความอยุติธรรมที่ฝังลึกในระบบราชการ รวมทั้งพวกเขาเบื่อนักการเมืองที่ทะเลาะกันบนท้องถนนในความขัดแย้งระหว่างสีเหลือง สีแดงและสีฟ้า ซึ่งในความเป็นจริงเป็นตัวแทนฝักฝ่ายของผลประโยชน์ แต่แล้วพวกหน้าตาเดิมๆ ก็กลับเข้ามาในรัฐสภาผ่านการเลือกตั้งที่รอคอยกันนานแสนนาน มิหนำซ้ำ นักการเมืองหน้าใหม่ที่ตอนแรกดูเหมือนมีอุดมการณ์ทางการเมืองเคียงข้างประชาชนแต่กลับมีพฤติกรรมดั่งงูเห่า งูเห่าที่ย้ายพรรคกันต่อหน้าต่อตาในสภาช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งๆ ที่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรอบ 5 ปี ชั่งประทับใจพวกเขาเสียเหลือเกิน”

“พวกเขาเบื่อนักการเมืองช่างพูดที่พูดแต่เรื่องของตัวเองในรัฐสภา นักการเมืองที่ด่าทอและเอาชนะกันในคดีความเรื่องความร่ำรวย เรื่องที่ดินที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเขตที่ดินของหลวง เรื่องคดีความในต่างประเทศที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วอ้างว่าไม่เกี่ยวอะไรเลยในตำแหน่งการเมืองในปัจจุบัน

 

จาก “สาร” สู่ความเคลื่อนไหว

ไม่ใช่ “แฟลชม็อบ” หรือเทคโนโลยีสื่อสารทางโซเชียลอะไรเลยครับ

เทคโนโลยีจะเป็นพลังทางการเมืองอันมหาศาลและเกรียงไกรได้อย่างไร ถ้าไม่มี เนื้อหา ที่สะท้อนความเป็นจริงของการเมืองไทยปัจจุบัน

แผ่นป้ายการเมืองหลากสีสันที่เขียนเรื่องเสียดสีการเมืองอย่างแสบๆ มีพลังเหลือเกิน เพราะมันคือความจริงที่คนรุ่นใหม่เขาประกาศออกมาให้โลกรู้ว่า

พวกเขาต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องไร้สาระอย่างที่ผู้ใหญ่คิดหรือตีความกันไปเอง

พวกเขาประกาศเจตนารมณ์ถึงอนาคตของพวกเขา เช่น การมีงานทำที่มั่นคงเมื่อจบการศึกษา มีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีคุณธรรม ไม่ใช่มีผู้ปกครองหรือผู้นำที่ทุศีล พวกเขามีความฝันถึงความเท่าเทียมกันทางสังคม ทางเพศสภาพและการศึกษา พวกเขาใฝ่ฝันถึงผู้ใหญ่ซึ่งก็คือนักการเมืองและข้าราชการที่รับใช้ประชาชนผู้เสียภาษีโดยทำงานในหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม

อย่าดูถูกว่าใครบงการพวกเขา อย่างที่ใครเคยบงการผู้ใหญ่มาก่อน อย่าดูถูกความคิดทางการเมืองและอุดมคติของพวกเขา

หน้าประวัติศาสตร์เปลี่ยนด้วยมือของพวกเขาแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...