โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 คำแนะนำที่จะทำให้เรามีชีวิตที่มีความหมาย - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY

อัพเดต 06 มี.ค. 2563 เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2563 เวลา 07.46 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

นอกจากความสุขแล้ว 

การมีชีวิตอยู่นั้น เราต้องมีเป้าหมายอะไรบ้าง 

ผมได้ฟัง TED TALK เกี่ยวกับการค้นหาความหมายของชีวิต ของนักจิตวิทยา แล้วก็นักเขียนที่เชื่อว่า Emily Smith 

 

เค้าบอกว่าจริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่มีความสุขกับชีวิต 

คือคนที่ค้นพบว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเค้าคืออะไร 

 

คนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มักจะมีชีวิตที่เดินหน้าไปได้ไกลกว่า 

 

ซึ่งคุณเอมิลี่ใช้เวลากว่า 5 ปี คุยกับคนหลายร้อยคน อ่านงานวิจัยเป็นพัน ๆ หน้า 

จนได้ข้อสรุปว่าจริง ๆ แล้วมันมี 4 ข้อหลักๆ นะที่จะทำให้เรามีชีวิตที่มีความหมาย 

ซึ่งเราจะมีมันทุกข้อ หรือจะทำมันแค่บางข้อในชีวิตก็ได้ 

 

  • การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางอย่างหรือบางคน

 

เรียกง่ายๆ กว่ามันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่พอเข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว

เรารู้สึกว่าตัวเองมีค่า แล้วเราก็ให้ค่าเค้าคนนั้นไปด้วย 

ซึ่งมันอาจเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือคนรู้จัก

มันคือการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน 

 

ยกตัวอย่างละกัน 

ผมเป็นคนชอบคุยกับแม่บ้าน พี่รปภ. หรือคนขับรถ เวลาที่เจอ เดินผ่าน หรือต้องใช้บริการพวกเค้านะครับ

ไม่ใช่เพราะเราจะใช้เค้าหรอก ผมถึงคุยด้วย 

แต่ส่วนตัวรู้สึกลึกๆ ข้างในว่า การที่เราเดินผ่าน แบบที่ทำเป็นมองไม่เห็นป้าที่กำลังถูพื้นอยู่

การที่เราทำเป็นเมินพี่ยามที่มาช่วยเข็นรถคันอื่นเพื่อให้รถเราออกจากที่จอดรถได้ 

แบบนั้นเป็นการลดคุณค่าในตัวพวกเค้าไป 

 

ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราไปทำงาน แล้วเพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านายไม่คุยกับเรา ทั้ง ๆ ที่เรานั่งทำงานอยู่

แบบนั้นเราก็จะรู้สึกไม่ดี ทั้งกับพวกเค้า แล้วก็กับตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เรานี่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เลย 

 

ซึ่งเราทำกันอยู่แบบไม่รู้ตัวเอง การลดคุณค่าของคนอื่น 

เช่น การเล่นโทรศัพท์ตอนที่เรากำลังคุยกับใครอยู่ข้างหน้า 

เดินผ่านแล้วทำเป็นมองไม่เห็นนี่ชัดเลย

 

ซึ่งผมเองก็เคยทั้งถูกทำแบบนั้น แล้วก็เคยทำแบบนั้นกับใครสักคนเหมือนกัน 

ซึ่งแน่นอน ในใจเราตอนนั้นคือไม่ได้อยากคุยด้วย 

หรือสนใจ เราเลยทำให้เค้ากลายเป็นธาตุอากาศ 

ลดคุณค่าของตัวเค้าไป ไม่ได้ให้เค้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราซะ 

 

ซึ่งความสัมพันธ์ที่จะทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง คือความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยแล้วแฮปปี้ 

ต่างคนต่างยกระดับจิตใจตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น มันเป็นได้ในทุก ๆ ความสัมพันธ์ 

แล้วพอได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว นั่นทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตของเรามีความหมายมากขึ้น 

 

แต่สำหรับบางคน ความหมายที่สำคัญของชีวิต อยู่ในข้อที่สอง

 

 

  • การมีจุดหมาย

 

เค้าบอกว่าการมีจุดหมายนี่มันไม่เหมือนกับการตามหาวิชาที่ชอบ งานที่ใช่ 

แต่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่เราได้เป็นผู้ให้ มากกว่าผู้รับ 

 

เช่น จุดหมายของพ่อแม่บางคน คือการได้เลี้ยงลูกจนโต แล้วเห็นเค้าดูแลตัวเองได้ 

หัวใจสำคัญของการมีจุดหมายคือการใช้จุดแข็งของตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่น 

ซึ่งแน่นอน คุณอาจจะคิดว่า นั่นมันก็คือการทำงานรึเปล่า 

มันคือการทำให้ตัวเองมีประโยชน์แล้วก็รู้สึกว่า มีคนต้องการเรา 

 

แต่จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องหาจุดหมายของชีวิตในหน้าที่การงานก็ได้

แต่มันคือ อะไรบางอย่างที่มันบอกเราว่า เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้ เราจะเอาแรงที่เรามีทั้งหมดไปลงกับอันนี้ 

 

 

  • การสลายตัวตน

 

อันนี้ถ้าฟังเฉย ๆ อาจดูเข้าใจยาก

แต่ผมจะอธิบายให้ฟังว่า ครั้งแรกที่ผมขึ้นเครื่องบิน 

ผมได้นั่งริมหน้าต่าง ระหว่างที่นั่งไป ผมก็ทอดสายตามองไปสุดลูกหูลูกตา

เท่าที่ก้อนเมฆบนเครื่องมันจะแหวกทางให้ผมมองลอดผ่านออกไปได้

 

 

พอมองลงมาข้างล่าง

ผมเริ่มเห็นบ้านเล็กลงๆ คน รถ กลายเป็นมดตัวเล็ก ๆ

 

นั่งทำให้ผมรู้สึกว่า เออ จริง ๆ แล้วเรามันก็แค่ส่วนหนึ่งในระบบนิเวศ ในสังคม ในประเทศ ในโลก 

จริง ๆมันไม่ได้สำคัญอะไรมาก เรื่องที่เราแบกเอาไว้ เก็บเอาไว้ รู้สึกหนักโลกส่วนตัวมาก

มันอาจจะไม่ได้สำคัญอะไรเลยในโลกใบบนี้ 

 

นั่นทำให้ผมปล่อยวางอะไรบางอย่างในใจได้หลังจากที่ลงเครื่องมาวันนั้น 

 

หรือเวลาที่ผมนั่งเขียนหนังสือ ผมจะรู้สึกว่าผมลืมตัวเอง

ผมกลายเป็นอีกคนที่กำลังวางเรียงตัวอักษรให้ออกมาแล้วรู้สึกสบายหูสบายตา

ผมจะลืมไปเลยว่าผมนั่งมานานเท่าไหร่แล้ว 

 

ซึ่งเค้าบอกว่า ภาวะเหล่านี้แหละคือการสลายตัวตนของตัวเอง

และมันจะทำให้ข้างในของเราเปลี่ยนแปลงอะไรได้

 

เราพูดถึง การเป็นส่วนหนึ่ง 

การมีจุดหมาย แล้วก็การสลายตัวตน

 

อย่างสุดท้าย อันนี้ผมชอบ เพราะมันตรงกับใจผม

นั่นก็คือ

 

  • storytelling หรือการเล่าเรื่อง

 

อาจดูงงๆ อ้าว เกี่ยวไรกันกับการค้นหาความหมายของชีวิต

 

มันคือการเล่าเรื่องของตัวเอง ให้ตัวเองฟัง 

เราเล่าความรู้สึก บอกสิ่งที่ตัวเองคิด หรือพบเจอ ทำให้ภาพมันชัดเจนอยู่ในหัว

ซึ่งมองกันดี ๆ มันสามารถบอกเราได้เลยนะว่า

ทำไมเราถึงได้เป็นตัวเองในแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ 

 

ซึ่งสิ่งที่เราไม่ค่อยสังเกตก็คือ 

เราเป็นคนเล่าเรื่องก็จริง แต่เราสามารถปรับเปลี่ยน 

แก้ไขมุมมองของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แปลความหมาย แล้วก็เล่าเรื่องใหม่ให้ตัวเองฟังได้

 

ถึงแม้ว่าสุดท้ายความจริงจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

 

ซึ่งเราชอบเล่าเรื่องราวให้ตัวเองฟังอยู่ตลอดว่า

 

ชีวิตแต่ก่อนแกดีนะ แต่ตอนนี้คือพัง

อยากกลับไปเป็นคนเดิม คนเดียวกับเมื่อสองสามปีก่อน 

ก่อนที่จะมาเป็นตัวเองในวันนี้ 

 

ซึ่งการเล่าความคิดตัวเองแบบนี้ให้ตัวเองฟัง ก็มีแต่จะทำให้เราหดหู่ แล้วก็เศร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

ซึ่งผมเคยเป็น ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่เราเจอกับเหตุการณ์อะไรแย่ๆ ที่รู้สึกว่า

มึง มันแย่จริง ๆ วะ 

 

แต่ผมก็บอกกับตัวเองนะว่า แล้วผมสามารถเอาสิ่งที่ผมกำลังเจออยู่ 

มาทำให้มันเกิดประโยชน์กับตัวเอง หรือกับใครได้บ้าง

 

ผมสามารถทำความเข้าใจกับตัวเอง 

แล้วมันสามารถช่วยให้คนอื่นเข้าใจตัวเองได้ด้วยรึเปล่า ถ้าได้ ผมจะเล่าเรื่องของผมออกไป 

 

แต่เราจะเล่าเรื่องตัวเองได้ยังไง 

สำหรับผม มันคือการตั้งคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ 

ว่า ตอนนี้เราอยู่กับอะไร กับใคร ใครบ้างที่หายไป ใครบ้างที่ยังอยู่

เราเสียอะไรไปบ้าง แล้วอะไรที่เราได้กลับมา แล้วอะไรที่เราควรจะทำต่อไป

เพื่อที่จะทำให้ชีวิตเราเดินหน้าต่อไป 

 

การเป็นส่วนหนึ่ง 

การมีจุดหมาย

การสลายตัวตน 

และการเล่าเรื่อง 

 

4 ข้อที่จะสร้างความหมายของชีวิตเรา

 

ผมคิดว่าผมไม่ได้มีทั้งสี่ข้อนะ 

แต่ผมอยากมาชวนคุณมาคิด ทบทวนกับตัวเองว่า

ตอนนี้คุณกำลังทำข้อไหน หรือมีข้อไหนกันบ้าง

 

เค้าบอกว่า ความสุข มันเข้ามา แล้วมันก็จะจากไป

 

แต่ไม่ว่าชีวิตคุณจะดี หรือแย่แค่ไหน 

ถ้าเราพบแล้วว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองคืออะไร

เราจะกลับมายืนหยัดอยู่ได้ แบบที่ไม่ต้องรอให้ใครมาฉุดให้ลุกขึ้นยืนเลย 

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้  บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...