โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตคู่ "พูนศุข-ปรีดี" สามีที่มอบเงินเดือนให้ภรรยาทุกบาททุกสตางค์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ท่านผู้หญิงพูนศุข และปรีดี พนมยงค์

ความรักของ ท่านผู้หญิงพูนศุข กับ ปรีดี พนมยงค์ อาจจะไม่ “โรแมนติก” เหมือนคู่รักอื่น แต่ความรักที่ทั้งสองท่านมีต่อกัน ก็พิสูจน์ให้เห็นได้จากตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตเผชิญความทุกข์ และความยากลำบากร่วมกัน คอยสนับสนุน และเกื้อกูลกันเรื่อยมา

ชีวิต “ท่านผู้หญิงพูนศุข”

“พูนศุข ณ ป้อมเพชร์” (2 มกราคม 2455 – 12 พฤษภาคม 2550) เป็นบุตรของ พระยาชัยวิชิตฯ กับคุณหญิงเพ็ง เกิดเมื่อ พ.ศ. 2455 พื้นเพเป็นคนอยุธยา ก่อนที่ พ.ศ. 2461 จะย้ายครอบครัวเข้ามาอาศัยในกรุงเทพฯ เมื่อท่านผู้หญิงพูนศุขอายุย่าง 17 ปี ได้แต่งงานกับ “ปรีดี พนมยงค์” (11 พฤษภาคม 2443 – 2 พฤษภาคม 2526) ซึ่งมีอายุมากกว่าท่านผู้หญิงพูนศุข 11 ปี และเป็นญาติห่าง ๆ กัน คือมีเชียดคนเดียวกัน

ในสมัยนั้นหญิงสาวอายุ 17 ปี ไม่ถือว่าน้อยเกินไปกว่าที่จะแต่งงานแต่อย่างใด สำหรับตัวท่านผู้หญิงพูนศุขเอง ท่านรู้สึกว่าค่อนข้างเด็กไป เพราะกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟฯ

ด้วยเพราะเป็นเครือญาติ ครอบครัวของท่านผู้หญิงพูนศุขและปรีดี จึงรู้จักสนิทสนมกันดี ย้อนไปเมื่อตอนที่ปรีดีเข้ามาเรียนวิชากฎหมายในกรุงเทพฯ ก็รู้จักมักคุ้นกับ “บ้านป้อมเพชร์” เป็นอย่างดี ขณะนั้นท่านผู้หญิงพูนศุขอายุเพียง 9 ขวบ ปรีดีมาอาศัยอยู่ที่บ้านป้อมเพชร์ จนสำเร็จการศึกษาได้เป็นเนติบัณฑิต ก่อนจะไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส (อีก 7 ปี)

ปรีดีมักเรียกพระยาชัยวิชิตฯ บิดาของท่านผู้หญิงพูนศุข ว่า “เจ้าคุณ” และเรียกลูก ๆ ของท่านว่า “คุณ” รวมถึงท่านผู้หญิงพูนศุขด้วย ภายหลังแต่งงานกันแล้ว ปรีดีเรียกท่านผู้หญิงพูนศุขว่า “พูนศุข” เฉย ๆ ใช้สรรพนามแทนตัวเวลาพูดคุยกันว่า “ฉัน” กับ “เธอ” นอกจากนี้ ปรีดียังเขียนจดหมายถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข ใช้สรรพนามเรียกท่านว่า “น้อง”

ในวันที่ปรีดีพาบิดาจากอยุธยามาขอหมั้นท่านผู้หญิงพูนศุข วันนั้นท่านผู้หญิงพูนศุขไม่ทราบเรื่องมาก่อน และขณะนั้นก็กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน เดิมที พระยาชัยวิชิตฯ ผู้เป็นบิดา มีทีท่าไม่ยินยอม เพราะลูกสาวที่โตกว่าอีกคนหนึ่งยังไม่ได้แต่งงาน แต่ที่สุดก็ยอมยกท่านผู้หญิงพูนศุขให้ สินสอดทองหมั้นมีเพียงแหวนเพชรหนึ่งวง ขณะที่ความรู้สึกของท่านผู้หญิงพูนศุขเองนั้น “ก็ไม่ได้นึกรังเกียจแต่อย่างใด เพราะรู้สึกพึงพอใจในความรู้ ซื่อสัตย์ และความเป็นสุภาพบุรุษของนายปรีดีอยู่เดิม”

หมั้นกันอยู่นานราว 6 เดือน ระหว่างที่รอเรือนหอกำลังก่อสร้าง ช่วงนั้นทั้งสองท่านออกไปเที่ยวด้วยกัน ไปชมละคร ชมภาพยนตร์ สังสรรค์ตามสมาคมต่าง ๆ ได้ศึกษาเรียนรู้นิสัยใจคอกันมากขึ้น ทำให้ท่านผู้หญิงพูนศุขรู้สึกมั่นใจในตัวสามีว่า

“ผู้ชายคนนี้ละจะสามารถเป็นผู้นำในชีวิตของดิฉันและครอบครัวให้มีความสุขมั่นคงต่อไปในภายภาคหน้า และดิฉันตั้งใจว่า หากมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้นในชีวิตคู่ของเรา ดิฉันก็พร้อมจะต่อสู้ฝ่าไปด้วยกัน”

ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 วันแต่งงานของท่านผู้หญิงพูนศุขและปรีดี แขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง ท่านผู้หญิงพูนศุขสวมเสื้อสีชานอ้อย นุ่งซิ่นป้ายสีเดียวกัน เคียงคู่กับปรีดีในชุดราชปะแตน นุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมถุงเท้าขาว รองเท้าดำ ร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระ และถือโอกาสทำบุญขึ้นบ้านใหม่ที่ใช้เป็นเรือนหอนั้นด้วย ซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านป้อมเพชร์ ถนนสีลม

“ตั้งแต่แต่งงานมา เงินเดือนให้ฉันหมด”

ท่านผู้หญิงพูนศุขเล่าชีวิตแต่งงานในช่วงแรกว่า “ฉันกับนายปรีดีใช้ชีวิตกันอย่างเรียบ ๆ นายปรีดีไปทำงานก็กลับบ้านตามเวลา กลับมาทำงาน ไม่มีเวลาที่จะไปเที่ยวสนุก ตั้งแต่แต่งงานมา เงินเดือนให้ฉันหมด ใช้จ่ายอะไรไม่ฟุ่มเฟือย เก็บหอมรอมริบไว้…”

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนยังเปรียบเหมือน “ครูกับนักเรียน” อีกด้วย เนื่องจากการที่ปรีดีให้ท่านผู้หญิงพูนศุขช่วยจดคำบรรยายวิชากฎหมายที่สอนอยู่ ทำให้ท่านผู้หญิงพูนศุขพลอยได้ความรู้ไปด้วย แต่งานส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ก็เป็นเรื่องเลี้ยงลูก และดูแลคนในครอบครัว

ชีวิตการแต่งงานระยะแรก ท่านผู้หญิงพูนศุข คิดเพียงว่า จะต้องมาทำหน้าที่แม่บ้านของข้าราชการธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ที่มีความก้าวหน้าในตำแหน่งตามจังหวะและโอกาส มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสงบไปตามประสา แต่เมื่อทางเดินของชีวิตเปลี่ยน ปรีดีได้ก้าวขึ้นเป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นั่นทำให้ท่านผู้หญิงพูนศุขจำต้องยอมรับ และเตรียมพร้อมกับอุปสรรคที่จะเข้ามาในชีวิตคู่

ปรีดีไม่เคยมีความลับต่อท่านผู้หญิงพูนศุขเลย มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่ต้องปิดบังความลับไว้ไม่ให้รู้ คือ เมื่อเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยโกหกท่านผู้หญิงพูนศุขว่าจะไปบวชที่อยุธยา

ท่านผู้หญิงพูนศุข ยังเล่าถึงเรื่องเงินเดือนของสามีที่มอบให้ท่านอีกว่า“ตั้งแต่แต่งงานมา นายปรีดีมอบเงินเดือนให้ฉันหมดเลย เมื่อต้องการอะไรก็ให้ฉันหาให้ คือก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองมีรายได้จากโรงพิมพ์ นายปรีดีตั้งโรงพิมพ์นิติสาส์น…และรายได้อีกทางจากค่าสอนที่โรงเรียนกฎหมาย เวลานั้นได้ชั่วโมงละ 10 บาท พอเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เลิกโรงพิมพ์ ยกให้เป็นโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง…

พอเป็นรัฐมนตรีมีรายได้เดือนละ 1,500 บาทก็ให้ฉันอีก บางทีก็ลืมเงินเดือนไว้ที่โต๊ะทำงาน สมัยนั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ต้องเอาไปให้ถึงบ้าน แล้วตอนหลังนายปรีดีก็ไม่รับเงินเดือนเอง ให้เลขาฯ นำเงินมาส่งให้ฉันเลย…”

นอกจากหน้าที่ที่ต้องอบรมสั่งสอนเลี้ยงบุตร และดูแลครอบครัวแล้ว ท่านผู้หญิงพูนศุขมีส่วนช่วยเหลือ และสนับสนุนปรีดีผู้เป็นสามีแทบทุกเรื่อง และอยู่เคียงข้างมาโดยตลอดในทุก ๆ เหตุการณ์สำคัญ นับตั้งแต่ กรณีเค้าโครงเศรษฐกิจ, สงครามโลกครั้งที่ 2, กรณีสวรรคต, รัฐประหาร พ.ศ. 2490 และกบฏวังหลวง พ.ศ. 2492

แม้ต้องเผชิญมรสุมชีวิตนานัปการ แต่ท่านผู้หญิงพูนศุขกับปรีดี ก็เผชิญชะตาชีวิตร่วมกันอย่างยาวนาน อยู่เคียงคู่กันมาในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าดีหรือร้าย สมดั่งที่หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งโคลงบทหนึ่งเพื่อมอบให้กับท่านผู้หญิงพูนศุขและปรีดี เป็นของขวัญในวันแต่งงานของทั้งสองท่านว่า

พูน เพิ่มเฉลิมเกียรติล้ำ ลือนาม

ศุข สบายภัยขาม คลาดพ้น

ปรี ดาอย่ารู้ทราม จิตต์เสน่ห์

ดี จักมียิ่งล้น หากรู้จักกัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พูนศุข พนมยงค์. (2551). ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน. สำนักพิมพ์สายส่งสุขภาพใจ.

นรุตม์. (2551). หลากบทชีวิต ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์. พิมพ์ครั้งที่ 6. แพรวสำนักพิมพ์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กันยายน 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตคู่ “พูนศุข-ปรีดี” สามีที่มอบเงินเดือนให้ภรรยาทุกบาททุกสตางค์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...