โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูกันครบหรือยัง 12 หนังทุนสร้างกระจิริดแต่พิชิตรายได้มหาศาล

BT Beartai

อัพเดต 27 ก.ย 2563 เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2563 เวลา 09.51 น.
ดูกันครบหรือยัง 12 หนังทุนสร้างกระจิริดแต่พิชิตรายได้มหาศาล

หนังเมนสตรีมคือหนังที่หวังผลทางการตลาดเป็นหลัก ทีมผู้สร้างจะต้องระดมสมองกันอย่างหนัก คิดหาวิธีว่าจะสร้างหนังออกมาอย่างไรให้ได้รับความสนใจจากคนดูทั่วโลกยอมออกจากบ้าน แล้วควักเงินซื้อตั๋วเข้ามาดู พล็อตหนังต้องแปลกใหม่ หรือไม่ก็ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีที่คนทั่วโลกรู้จัก ไม่ก็ดัดแปลงจากวิดีโอเกมชื่อดัง หรือรีเมกหนังที่เคยประสบความสำเร็จจากในอดีต องค์ประกอบสำคัญของหนังก็ไม่พ้นดาราชื่อดังที่มีแฟน ๆ ทั่วโลกคอยติดตามผลงาน หรือไม่ก็ใช้ผู้กำกับชื่อดังที่มีผลงานขึ้นหิ้ง เสริมความน่าตื่นตาตื่นใจด้วยสเปเชียลเอฟเฟกต์ระดับอลังการ ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ว่ามานั้น ทั้งค่าตัวดาราและผู้กำกับ ค่าลิขสิทธิ์นิยายหรือเกมต้นฉบับ ค่าจ้างบริษัททำเอฟเฟกต์ระดับโลก ล้วนทำให้ทุนสร้างของหนังเป็นต้นทุนมูลค่ามหาศาล เหล่านี้ล้วนเรียกได้ว่าสูตรสำเร็จสำหรับหนังที่เราเรียกกันว่า บล็อกบัสเตอร์ หรือหนังทุนสร้างมหาศาลที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อหวังผลกำไรโดยเฉพาะ

แต่กระนั้นก็ยังมีหนังที่สร้างโดยบริษัทเล็ก ๆ ใช้ดาราและผู้กำกับหน้าใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ผลงานที่ออกมากลับสนุกเกินคาด กลายเป็นกระแสแบบปากต่อปาก หรือบรรดานักวิจารณ์ต่างยกนิ้วให้ ผลสุดท้ายก็กลายเป็นหนังม้ามืดที่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง และแน่นอนสิ่งที่ตามมาก็คือผลกำไรในระดับมหาศาลเกินคาดเมื่อเทียบกับทุนสร้างที่น้อยมาก ๆ และผลพลอยได้ก็คือ ดาราและผู้กำกับก็ได้แจ้งเกิดในวงการ ได้ขยับไปแสดงหนัง หรือผู้กำกับได้ไปกำกับหนังระดับบล็อกบัสเตอร์กันก็มากแล้ว ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาก็มีหนังม้ามืดในระดับโดดเด่นที่เราพอหยิบมาเล่าต่อในที่นี้ได้สัก 12 เรื่อง เผื่อว่าใครพลาดเรื่องไหนไป ได้ลองไปหามาดู เพราะแน่นอนหนังในกลุ่มนี้จะต้องมีครบทั้งคุณภาพและความบันเทิงถึงประสบความสำเร็จได้เกินคาดเช่นนี้

1.Saw (2004)

Saw (2004)

ทุนสร้าง : 1,200,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 103,096,345 เหรียญ

จากมันสมองของคู่หู เจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนลล์ ที่แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เจมส์รับหน้าที่กำกับ ส่วนลีห์รับผิดชอบหน้าที่เขียนบท หนังประสบความสำเร็จเกินคาดคิด จากหนังที่ใช้ตัวแสดงหลักแค่ 2 คน และอยู่ในห้องน้ำเกือบทั้งเรื่อง แต่เล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม แถมจบหักมุมแบบทำเอาคนดูเหวอสุด ๆ ไอเดียการใช้อุปกรณ์พิลึกพิลั่นแต่สุดโหดมาให้เหยื่อดิ้นรนเอาตัวรอดในเวลาที่กำหนด กลายเป็นจุดขายหลักในภาคต่อที่หากินไปได้อีกยาว ๆ

ตัวหนังกลายเป็นแฟรนไชส์ทรงคุณค่าของค่ายไลออนเกตส์ ที่สร้างภาคต่อตามมาจนถึงภาค 9 และจะยังไม่จบแค่นี้ จิ๊กซอว์ กลายเป็นอีกหนึ่งไอคอนสยองขวัญของฮอลลีวูด ไม่เพียงแค่หนังจะกลายเป็นตำนาน แต่ทั้งเจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนลล์ ก็กลายเป็นบุคลากรเบื้องหลังที่ทรงอิทธิพลในฮอลลีวูดไปแล้ว เจมส์ วาน กลายเป็นเจ้าพ่อหนังสยองขวัญที่มีจักรวาลเป็นของตัวเอง ได้ไปกำกับหนังบล็อกบัสเตอร์อย่าง Fast 7 และ Aquaman ส่วน ลีห์ แวนเนลล์ ก็ลองควบหน้าที่เขียนบทและกำกับ The Invisible Man กลายเป็นลูกรักของยูนิเวอร์แซลไปในทันที ที่เสกทุนสร้าง 7 ล้านเหรียญให้กลายเป็น 130 ล้านเหรียญไปได้

2.Rocky (1976)

Rocky (1976)

ทุนสร้าง : 1,100,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 225,000,000

จุดกำเนิดของ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในฮอลลีวูด ด้วยภาพพจน์ของพระเอกหนังแอ็กชันจากยุค 80s – 90s ทำให้หลายคนลืมไปหรือบางคนอาจไม่เคยรู้ว่าเขาเข้าสู่วงการฮอลลีวูดด้วยฝีมือการเขียนบทภาพยนตร์ เขาเสนอขายบทเรื่องนี้ให้กับ เออร์วิน วิงเคลอร์ และ โรเบิร์ต ชาร์ทอฟ 2 ผู้อำนวยการสร้างชื่อดังในยุค 70s โดยซิลเวสเตอร์ยื่นข้อแม้ว่าจะต้องให้เขารับบทนำเท่านั้นเขาถึงจะยอมขายลิขสิทธิ์บทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้

แน่ล่ะว่าผู้อำนวยการสร้างหน้าไหนจะเอาเงินมาเสี่ยงสร้างหนังกับนักแสดงนำโนเนมแบบนี้ ทั้งคู่ก็เลยยื่นข้อเสนอให้เป็นเงิน 350,000 เหรียญกับซิลเวสเตอร์ เพื่อขอซื้อบทอย่างเดียว แต่ไม่ต้องให้เขามายุ่งเกี่ยวในการสร้างด้วย แม้ว่าขณะนั้นซิลเวสเตอร์มีเงินในกระเป๋าแค่ 106 เหรียญ ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้ออาหารให้หมาของเขา และกำลังตัดสินใจจะเอาหมาไปขายด้วย แต่ก็ยังเชื่อมั่นในบท Rocky ของเขาว่าต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน จึงยืนกรานข้อแม้เดิม จึงมาจบกันที่ข้อเสนอสุดท้าย ว่ายอมให้ซิลเวสเตอร์รับบทนำ และเขาจะได้ค่าตอบแทนในฐานะนักแสดงเท่านั้น และจะจ่ายเป็นขั้นบันไดตามรายได้ของหนัง แต่จะไม่ได้ค่าตอบแทนจากบทภาพยนตร์สักเหรียญเดียว ซิลเวสเตอร์ตกลง

เออร์วินและโรเบิร์ตเอาโพรเจกต์ Rocky ไปเสนอกับค่ายยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ เสนอขอทุนสร้างไปที่ 2 ล้านเหรียญ ทางสตูดิโออ่านบทแล้วก็เห็นชอบด้วยอนุมัติงบให้แล้วก็ยื่นตัวเลือกมาให้ว่าจะเอาใครมารับบทนำบ้าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด, ไรอัน โอ’นีล, เบิร์ต เรย์โนลด์ หรือ เจมส์ คาน แต่เมื่อเออร์วินและโรเบิร์ตเปิดเผยว่าบทหนังเรื่องนี้มีเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับซิลเวสเตอร์ สตอลโลน เจ้าของบทจะต้องรับบทนำเท่านั้น ยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ ก็หั่นงบเหลือให้แค่ 1 ล้านเหรียญ แล้วยังบอกอีกว่าถ้าคุมงบไม่ได้ แล้วทุนสร้างเกินจากนี้ก็ควักกระเป๋ากันเองแล้วกัน หนังปิดกล้องที่ 1,100,000 เหรียญ กลายเป็นว่าไอ้ที่เกินมา 100,000 เหรียญนั้น เออร์วินกับโรเบิร์ตต้องเอาบ้านตัวเองไปจำนองมา

ผลลัพธ์ที่ออกมาคงไม่ต้องสาธยายว่าประสบความสำเร็จเพียงใด หนังไม่เพียงแต่ทำกำไรมหาศาลแล้ว ยังคว้าออสการ์รางวัลใหญ่มาถึง 3 สาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม ส่วนซิลเวสเตอร์ สตอลโลน นั้นแสดงหนังเรื่องแรกก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงถึง 2 สาขา นักแสดงนำยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ถึงวันนี้ตำนาน Rocky ยังคงสานต่อมาอย่างต่อเนื่อง Rocky มีถึง 6 ภาค และมีภาคแยกออกมาเป็น Creed อีก 2 ภาค

3.Moonlight (2016)

Moonlight (2016)

ทุนสร้าง : 1,500,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 65,300,000 เหรียญ

ไม่เพียงแค่ทำกำไรมหาศาลเท่านั้น หนังยังประสบความสำเร็จสูงสุดทางด้านรางวัลอีกด้วย จากการคว้ารางวัลใหญ่มาได้ 3 สาขาจากเวทีออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และเป็นหนังที่ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่คนทั่วโลกจะต้องจดจำไปนานแสนนาน เพราะเป็นความผิดพลาดอันน่าอับอายบนเวทีใหญ่อย่างออสการ์ เมื่อมีการการประกาศรายชื่อผู้ชนะผิดจากเดิมที่ประกาศว่า La La Land เป็นผู้ชนะรางวัลนี้ จนตัวแทนของหนังขึ้นมารับรางวัลไปแล้วด้วย ก่อนที่จะส่งออสการ์ต่อให้กับทีมงานของ Moonlight

บางกระแสบอกว่า Moonlight ใช้ทุนสร้างไป 4 ล้านเหรียญ แต่ทางผู้สร้างออกมาแก้ข่าวและยืนยันว่าหนังของเขาใช้ทุนสร้างไปที่ 1.5 ล้านเหรียญเท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ แถมยังประกาศด้วยความภาคภูมิใจอีกว่า นี่คือหนังรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ใช้ทุนสร้างต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์หลังจาก Rocky (1976) และถ้าเปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อมาเทียบกันแล้ว Moonlight ใช้ทุนสร้างน้อยกว่า Rocky เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลขรายรับ 65 ล้านเหรียญ นั้นส่วนหนึ่งก็ได้มาเพราะรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ด้วยนี่แหละ ที่ทำให้ผู้ชมอยากพิสูจน์คุณภาพของหนังว่าดีอย่างไร

4.Pulp Fiction (1994)

Pulp Fiction (1994)

ทุนสร้าง : 8,000,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 213,000,000 เหรียญ

เรียกได้ว่านี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ เควนติน ทาแรนติโน และเป็นออสการ์ตัวแรกของเขาจากสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก่อนไปคว้าตัวที่ 2 จากหนัง Django Unchained (2012) แม้ว่าหนังจะถูกบันทึกว่าใช้ทุนสร้างไปที่ 8 ล้านเหรียญ แต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว หนังใช้ทุนสร้างจริงไปแค่ 3 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่อีก 5 ล้านเหรียญตกเป็นค่าตัวของ บรู๊ซ วิลลิส ล้วน ๆ กลายเป็นว่าค่าตัวของพระเอกบรู๊ซ วิลลิส มากกว่าทุนสร้างหนังทั้งเรื่องเสียอีก แต่อย่างไรเสียค่ายหนังก็ต้องยอมจ่าย เพราะชื่อของ เควนติน ทาแรนติโน ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักเลยก็ว่าได้ เขาเพิ่งมีผลงาน Reservoir Dogs หนังอินดี้ที่ประสบความสำเร็จในสายตานักวิจารณ์มาแค่เรื่องเดียวเท่านั้น

ส่วนบรู๊ซ วิลลิส นั้นแม้ว่าจะอยู่ในช่วงชื่อเสียงกำลังโด่งดังสุด ๆ แต่ก็เพิ่งมีหนังเจ๊งในเครดิตมาหมาด ๆ Striking Distance (1993) ทำรายได้ไป 24 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 30 ล้านเหรียญ บรู๊ซ ก็เลยยอมลดค่าตัวเป็นพิเศษมาร่วมแสดงใน Pulp Fiction เพื่อจะมีหนังประสบความสำเร็จมากู้ชื่อเขาได้บ้าง แล้วก็เป็นการตัดสินใจไม่ผิดทั้งเจ้าของหนังและทั้งตัวบรู๊ซ วิลลิส เอง หนังทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปที่ 107 ล้านเหรียญ แต่ก็เพราะได้ชื่อ บรู๊ซ วิลลิส ทำให้หนังกวาดรายได้นอกสหรัฐฯ มาอีก 106 ล้านเหรียญ

5.The Terminator (1984)

The Terminator (1984)

ทุนสร้าง : 6,400,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 78,000,000 เหรียญ

The Terminator ถือได้ว่าเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ เจมส์ คาเมรอน ที่ในวันนี้เขาได้กลายเป็นผู้กำกับระดับโลก มีหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านรางวัลและทำรายได้มากมาย และอีก 2 ปีจากนี้เค้าจะมีหนัง Avatar 2 ออกมาทวงตำแหน่งหนังที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก จาก Avatar (2009) ที่เคยครองแชมป์แล้วต้องเสียตำแหน่งนี้ไปให้กับ Avengers : EndGame (2019)

ในยุคเริ่มต้นนั้น เจมส์ เคยเป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญเกรดบี Piranha Part Two: The Spawning (1981) แต่เขาก็มีปัญหากับทีมสร้างจนถูกไล่ออกจากกองถ่ายกลางคัน ทำให้เขาได้เครดิตร่วมกับอีก 2 ผู้กำกับ ในช่วงนั้นเจมส์ไม่สบาย ช่วงที่เขาหลับพักผ่อนนั้นก็เกิดความฝันที่เขาจำภาพได้ชัดเจนว่าถูกหุ่นยนต์จากโลกอนาคตไล่ฆ่า พอเจมส์ตื่นขึ้นมาเขาก็เอาความฝันมาขยายเป็นบทภาพยนตร์ เจมส์ขายบทร่างของเขาให้กับ เกล แอนน์ เฮิร์ด หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัท นิว เวิลด์ พิกเจอร์ ไปในราคาเพียงแค่ 1 ดอลลาร์ เท่านั้น แต่มีข้อแม้ว่าเกลต้องพยายามผลักดันให้หนังเรื่องนี้ได้สร้าง แล้วเขาจะต้องเป็นผู้กำกับเท่านั้น

เกลเอาบทหนังไปเสนอให้กับหลายสตูดิโอ แทบทุกสตูดิโอให้ความสนใจแต่พอเจอข้อแม้ว่าจะต้องให้ เจมส์ คาเมรอน เป็นผู้กำกับ ซึ่งในวันนั้นไม่มีใครรู้จักชื่อนี้ สตูดิโอก็ขอปฏิเสธ แต่ท้ายที่สุดเกลก็ได้บริษัท โอไรออน พิกเจอร์ ที่ตกลงให้ทุนสร้าง แต่ทางโอไรออนก็ขอแก้ไขบท เขาอยากให้มีหุ่นยนต์หมามาคอยปกป้อง ไคล์ รีส ซึ่งเจมส์ คาเมรอนไม่เห็นด้วยและขอปฏิเสธ แต่โอไรออนก็ยังมีอีกข้อเสนอ ขอให้มีเรื่องราวความรักระหว่างไคล์ รีส กับ ซาราห์ คอนเนอร์ ข้อเสนอหลังนี้เจมส์เห็นชอบด้วย

แต่เมื่อหนังสร้างเสร็จ โอไรออน กลับเจียดทุนโฆษณาหนังมาให้น้อยนิดมาก หลังหนังเข้าฉายในโรงไปได้ 3 สัปดาห์ เสียงตอบรับจากบรรดานักวิจารณ์ไปในทางที่ดีมากจนไปถึงสตูดิโอ ทาง เฮมเดล โปรดักชัน บริษัทผู้ร่วมสร้างจึงตัดสินใจอัดงบโฆษณาเพิ่มให้กับหนัง จนกลายเป็นความสำเร็จระดับโลกในที่สุด และกลายเป็นต้นกำเนิดอีก 1 แฟรนไชส์ ทรงคุณค่าของฮอลลีวูด

6.Insidious (2010)

Insidious (2010)

ทุนสร้าง : 1,500,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 99,500,000 เหรียญ

อีกก้าวสำคัญของคู่หู เจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนล หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก Saw (2004) เขามีผลงานร่วมกันมาอีก 2 เรื่อง Dead Silence (2007) ทำรายได้ไปแค่ 22 ล้านเหรียญ และในปีเดียวกันกับ Death Sentence (2007) ทำรายได้ไปแค่ 16 ล้านเหรียญ นับเป็นผลงานที่ขาดทุนทั้ง 2 เรื่อง แทบมองไม่เห็นโอกาสกลับไปสร้างเกียรติประวัติได้อีกครั้งอย่างที่ Saw เคยทำได้

แต่แล้วปรากฏการณ์ก็มาอีกครั้งในปี 2010 กับจุดกำเนิดอีกหนึ่งแฟรนไชส์ Insidious ที่สานต่อไปได้ถึง 4 ภาค บ้านเราใช้ชื่อไทยว่า “วิญญาณตามติด” และในภาค 2 ใช้ชื่อว่า “วิญญาณยังตามติด” กลายเป็นชื่อหนังที่ถูกล้อกันใบนโลกโซเชียล ความสำเร็จของ Insidious เรียกได้ว่ามาแบบพลิกล็อก เพราะรอบนี้หนังใช้ทุนสร้างแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ใช้นักแสดงอย่าง แพททริก วิลสัน อดีตพระเอกที่เคยผ่านยุครุ่งเรืองมาแล้วมารับบทนำ หนังถ่ายทำกันแค่ 3 สัปดาห์ แต่กลับทำรายได้แบบว่าอีกนิดเดียวจะแตะ 100 ล้านเหรียญ กลายเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ทรงคุณค่าของ เจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนลล์ เพราะภาค 2, 3, 4 ล้วนทำรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านเหรียญกันหมด แพททริก วิลสัน กลายเป็นนักแสดงคู่บุญของ เจมส์ วาน ที่ตามไปร่วมงานใน The Conjuring และ Aquaman

อ่านต่ออีก 6 เรื่องในหน้า 2 ได้เลยครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...