โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กามิกาเซ่-หน่วยรบพลีชีพ ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร? จากยุทธวิธีบนฟ้าสู่ใต้น้ำ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 มิ.ย. 2567 เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2567 เวลา 07.58 น.
เครื่องบินรุ่น Mitsubishi Ki-51 โดยนักบินกามิกาเซ่ เข้าโจมตีเรือ USS Columbia เมื่อวันที่ 6 มกราคม 1945

ก่อนฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1944 กองกำลังญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ใน สงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะกำลังขาดแคลนนักบินซึ่งมีประสบการณ์ ในสถานการณ์ที่เหมือนหมดหนทาง ทำให้ญี่ปุ่นคิดยุทธวิธีรบใหม่ที่เรียกว่า “กามิกาเซ่”

พลเรือโททากิจิโร โอนิชิ เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดเรื่อง “หน่วยรบพลีชีพ” ที่มีชื่อเป็นทางการว่า “ต็อกโกไต” ที่รู้จักกันไปทั่วไปคือ กามิกาเซ่ (kamikaze-สายลมแห่งสวรรค์) มีที่มาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เมื่อครั้งที่มองโกลยกทัพมารุกรานใน ค.ศ. 1281 แต่ก็ต้องแตกพ่ายไปเพราะพายุไต้ฝุ่น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของญี่ปุ่นหวังว่าหน่วยกามิกาเซ่จะเป็นดังสายลมที่พัดพาชัยชนะมาเช่นในอดีต

การบินเพื่อไปตายเป็นการเบี่ยงเบนจากกฎเกณฑ์โบราณ ตามความปรารถนาของพลเรือโทโอนิซิ ที่ไม่ต้องการให้ความตายของนักบินเป็นเรื่องสูญเปล่า เขามองว่าถ้าพวกเขาอยู่บนบกก็คงต้องถูกระเบิดถล่ม ถ้าอยู่บนฟ้าคงจะถูกยิงร่วง นั่นเป็นเรื่องเศร้าเกินไป คนหนุ่มควรตายอย่างงดงามเป็นหน้าที่ของหน่วยรบพลีชีพ ที่จะมอบความตายอันงดงาม ดังนักรบซามูไรคนหนึ่งพึงจะมี

ก่อนทำการบิน นักบินกามิกาเซ่จะเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงครอบครัว ด้วยรูปแบบมาตรฐานที่ปฏิเสธอารมณ์ถวิลหา โดยเชื่อว่าภารกิจที่ทํานี้จะช่วยให้ชื่อของพวกตนได้รับการจารึกไว้ในหอศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้ายาสุคูนิ ในกรุงโตเกียว ซึ่งสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ชาวญี่ปุ่นผู้เสียชีวิตในสงคราม

ภาพของนักบินกามิกาเซ่ในสายตาของคนในชาติและครอบครัว จึงเป็นซามูไรสมัยใหม่ที่ยอมพลีชีพของตนเพื่อปกป้องเจ้านายหรือองค์จักรพรรดิ

กองทัพแจ้งกับนักบินเสมอว่า การโจมตีทุกครั้งต้องได้ผล หากไม่สามารถหาองศาบินเข้าใกล้เป้าหมายเพื่อจะโจมตีเรือรบก็ไม่ให้พุ่งชนอย่างไร้ผล แต่ให้บินกลับฐาน เพราะการพลีชีพอันสูงส่งจะเปล่าประโยชน์ ถ้าไม่สามารถสกัดกั้นการรุกคืบของฝ่ายอเมริกันได้สำเร็จ หากในความเป็นจริงเครื่องบินพลีชีพประมาณ 4 จากทั้งหมด 5 ลำถูกยิงตกก่อนจะบินถึงเป้าหมาย

ปฏิบัติการรบพลีชีพครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จ 25 ตุลาคม 1944 เรือรบอเมริกัน ถูกโจมตีโดยนักบินทิ้งระเบิดพลีชีพเป็นครั้งแรก บริเวณนอกเกาะซามาร์ ของฟิลิปปินส์ นักบินได้รับการยกย่องที่จมเรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกันชื่อ เซนต์โล ของอเมริกาลงได้

เมื่อยุทธวิธีดังกล่าวได้ผล ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของญี่ปุ่นก็นำหลักการกามิกาเซ่ไปประยุกต์กับการรบทางทะเล

ตอร์ปิโดซึ่งใช้คนบังคับ หรือ ไคเตน (kaiten-ทางเชื่อมสู่สวรรค์) ที่จะพุ่งตรงเข้าใส่เรือดำน้ำและเรือรบของฝ่ายตรงข้าม มีการสรุปผลของยุทธวิธีดังกล่าวว่า ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรเสียชีวิตราว 3,000 นาย และเรือที่ถูกจม 120 ลำ ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 7,000 นาย

นี่จึงเป็นปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อฝ่ายสัมพันธมิตร

เจ้าหน้าที่อเมริกาที่กลับจากการรบในแปซิฟิก ไม่ได้รับอนุญาตให้แม้แต่เอ่ยชื่อกามิกาเซ่จนถึงฤดูร้อนปี 1945 เพราะเกรงว่าจะทำให้กองกำลังอื่นเสียขวัญ

กองทัพญี่ปุ่นเองก็พบร่องรอยของความเจ็บปวดเช่นกัน นักบินกามิกาเซ่ที่ต้องเผชิญกับความตายอย่างไม่อาจหลีกหนี ก็ไม่ได้มั่นใจตัวเองเสมอไป นักบินระดับแถวหน้าชื่อ ซาบุโร ซาไก ไม่เชื่อว่านักบินทุกนายจะสมัครใจไปตายจริงๆ เขากล่าวภายหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติว่า

“พวกคนที่ออกคําสั่งและคะยั้นคะยอพวกนักบินเป็นพวกที่พูดโกหก นักบินทุกนายสมัครใจเข้ามาอยู่หน่วยกามิกาเซ่อย่างนั้นหรือ…โกหก! ไม่มีใครหรอกที่อยากตาย แต่หากเป็นคําสั่ง พวกเราล้วนเป็นชายชาติทหาร เราจะไป ผมก็จะไปด้วยเช่นกัน”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

เรื่องจริงนอกบันทึกประวัติศาสตร์. บริษัท รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด, กรกฎาคม 2549

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กามิกาเซ่-หน่วยรบพลีชีพ ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร? จากยุทธวิธีบนฟ้าสู่ใต้น้ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...