โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

‘ศิลปะเมื่อคราห่าลง’ เบื้องหลังภาพวาดดังที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

a day magazine

อัพเดต 25 พ.ค. 2563 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2563 เวลา 06.27 น. • ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่หาทางหยุดยั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดและกำจัดเชื้อโรคร้ายแล้ว ผู้คนในแทบทุกวงการต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการบันทึกเรื่องราว บอกเล่าเหตุการณ์ และสื่อสารสถานการณ์ในวงกว้างได้อย่างทรงพลัง

ในความเป็นจริงโรคระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเผชิญหน้าภัยพิบัติเช่นนี้เรื่อยมาในทุกยุคสมัย ทั้งกาฬโรค โรคห่าหรืออหิวาตกโรค โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ และไข้หวัดใหญ่สเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล

นอกจากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศิลปินในอดีตหลายคนต่างก็ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและถ่ายทอดสถานการณ์เหล่านั้นให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านงานศิลปะเสมอมา เช่นผลงานของศิลปินเหล่านี้ที่เล่าเรื่องโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกไว้อย่างน่าสนใจ

 

Josse Lieferinxe

เริ่มต้นด้วยผลงาน Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken (1497-1499) ภาพวาดสีน้ำมันบนแผ่นไม้ที่แสดงเรื่องราวของนักบุญเซบาสเตียน นายทหารโรมันและนักบุญมรณสักขีในศาสนาคริสต์ผู้มีชีวิตในช่วงคริสต์ศักราช 300 นักบุญเซบาสเตียนถูกธนูยิงใส่จนพรุนทั้งตัวและถูกทุบตีจนตาย (ศิลปินมากมายจึงวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนพิงต้นไม้และถูกธนูปักทั่วร่าง) ด้วยความที่เขารอดตายจากการถูกธนูกระหน่ำยิง และรอยบาดแผลที่หลงเหลือจากลูกศรก็เป็นรูพรุนคล้ายกับแผลของโรคฝีดาษ นักบุญเซบาสเตียนจึงถูกบูชาในฐานะสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองจากโรคร้าย

รายละเอียดในภาพวาด Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken แสดงถึงเหตุการณ์การระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 7 ที่เกิดขึ้นที่เมืองปาเวียของอิตาลี หลังจากที่นักบุญเซบาสเตียนตายไปหลายศตวรรษแล้ว

ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่เป็นประจักษ์พยานความสยดสยองของกาฬโรค หรือ ‘มฤตยูดำ’ ที่โจมตียุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ  ศพของเหยื่อในภาพผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคกำลังจะถูกฝังในขณะที่ผู้ช่วยสัปเหร่อถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายอย่างฉับพลัน (ถ้าสังเกตในภาพจะเห็นต่อมน้ำเหลืองบวมโตที่คอของเขาซึ่งเป็นอาการของโรคนี้) ในขณะที่บนท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏภาพของนักบุญเซบาสเตียนกำลังคุกเข่าอ้อนวอนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงเมตตาต่อมวลมนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมานกับโรคร้าย ต่ำลงมามีภาพเทวทูตและปีศาจกำลังสู้รบกันอยู่บนท้องฟ้า

อันที่จริง จิตรกรชาวดัตช์ตอนใต้ผู้วาดภาพนี้อย่าง Josse Lieferinxe ไม่เคยไปอิตาลีเลยสักครั้ง หากแต่วาดภาพนี้โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์โรคระบาดในเมืองอาวีญง ประเทศฝรั่งเศสแทน นอกจากภาพนี้แล้ว ลีเฟอริงเซยังวาดภาพนักบุญเซบาสเตียนต่อสู้กับโรคระบาดอีกหลายภาพ 

Josse Lieferinxe, Saint Sebastian Interceding for the Plague Stricken (1497-1499)

Pieter Bruegel the Elder

ไม่ถึงศตวรรษหลังจากนั้น Pieter Bruegel the Elder จิตรกรคนสำคัญแห่งยุคเฟลมมิชเรอเนซองซ์ในศตวรรษที่ 16 ก็วาดภาพ The Triumph of Death (1562) ที่แสดงถึงความโกลาหลวุ่นวายและความหวาดผวาต่อโรคระบาดที่จู่โจมยุโรปในยุคกลางอย่างรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายมหาศาล

Pieter Bruegel the Elder, The Triumph of Death (c. 1562), Museo del Prado, Madrid

 

William Blake

ศิลปินระดับตำนานชาวอังกฤษ อย่าง William Blake เองก็วาดภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน (Great Plague of London) ในช่วงปี 1665-1666 เชื้อในครั้งนั้นเชื่อกันว่าเป็นเชื้อกาฬโรคที่ทำให้ชนชั้นนำและเศรษฐีมีเงิน ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ต่างก็ละทิ้งเมืองหลวง หนีโรคภัยออกไปอยู่ในชนบท ทิ้งคนยากคนจนเป็นเหยื่อโรคระบาด ประมาณการว่าโรคร้ายครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปราว 75,000-100,000 คน หรือราวหนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมดของกรุงลอนดอนในเวลานั้น 

ในช่วงปี 1779-1805 เบลคสร้างสรรค์ผลงานชุด ‘The Plague’ หรือ ‘Pestilence’ ที่บันทึกเหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นก่อนยุคสมัยของเขาออกมาหลายต่อหลายภาพ ทั้งภาพวาดสีน้ำกับปากกาหมึกซึม และภาพวาดเส้นดินสอถ่าน ถ่ายทอดความน่าสะพรึงกลัวของโรคร้ายและความโศกเศร้ารันทดจาการสูญเสียได้อย่างสะเทือนอารมณ์

นอกจากนี้เขายังทำงานวาดภาพสีน้ำกับปากกาหมึกซึมทับบนดินสอถ่านบนกระดาษ อย่าง Pestilence: Death of the First Born (1757-1827) ที่ใช้รูปกายของอสูรกายยักษ์ร่างกายสีเขียวส่องประกายแสงแห่งความตายแทนภาพโรคร้ายที่เหยียบย่างผ่านร่างผู้คนเจ็บไข้และล้มตายในดินแดนที่มีพีระมิดอยู่เบื้องหลัง ภาพวาดนี้อ้างอิงมาจากภัยพิบัติสุดท้าย ‘มรณกรรมของบุตรหัวปี’ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม หนังสืออพยพ ซึ่งคือการที่พระผู้เป็นเจ้าสาบแช่งให้บุตรคนแรกของชาวอียิปต์ต้องตายลงทุกคน แม้แต่บุตรของฟาโรห์ก็ตาม เบลคเปรียบเปรยเหตุการณ์ในพระคัมภีร์กับภัยพิบัติโรคระบาดที่ถูกอุปมาว่าเป็นอสูรกายที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมาลงโทษมวลมนุษย์ ในยุคสมัยที่เชื้อโรคยังไม่ถูกค้นพบนั่นเอง

William Blake, Pestilence (1780-84) Courtesy of Robert N. Essick, Altadena, California.

William Blake, Pestilence (1805) Courtesy of Museum of Fine Arts, Boston.

William Blake, Pestilence: Death of the First Born (1757–1827)

 

Egon Schiele

ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โลกต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไข้หวัดใหญ่สเปน’ โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 500 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลกและมีผู้เสียชีวิตถึง 40 ล้านคนทั่วโลก 

การระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั่วโลกให้หยุดนิ่งไม่ต่างจากจากการระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ทั้งโรงเรียน โบสถ์ ที่ทำการไปรษณีย์ และสถานที่สาธารณะต้องปิดทำการ ระบบการคมนาคมขนส่งทั่วยุโรปต่างชะงักงัน

ศิลปินในยุคนั้นหลายคนต่างตกเป็นเหยื่อของไข้หวัดใหญ่สเปน บางคนถึงกับต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นคือจิตรกรชาวออสเตรีย-ฮังการีผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุคเปลี่ยนศตวรรษที่ 20 อย่าง Egon Schiele นั่นเอง

ในช่วงปี 1918 อีกอน ชีเลอ ในวัย 28 กำลังอยู่ในช่วงเวลารุ่งโรจน์ เขาเป็นหนึ่งในศิลปินดาวรุ่งที่อายุน้อยที่สุดในยุคนั้น และประสบความสำเร็จทั้งด้านชื่อเสียงและเงินทอง เขาได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้แสดงงานในต่างประเทศหลายครั้ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในโลกศิลปะระดับสากล และกำลังจะเปิดสถาบันสอนศิลปะที่เขาเคยใฝ่ฝันมานาน

แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของเขาช่างแสนสั้น เพราะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1918 โรคไข้หวัดใหญ่ในสเปนที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 20 ล้านชีวิตในยุโรปได้ระบาดมาถึงกรุงเวียนนา และชีเลอกับครอบครัวก็ตกเป็นเหยื่อของโรคนี้

ในจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนถึงแม่ของเขา ชีเลอบรรยายถึงความกังวลใจเกี่ยวกับ Edith ภรรยาท้องแก่ผู้กำลังเป็นโรคร้ายนี้ ความในจดหมายเขียนว่า 

“เรียนคุณแม่ชีเลอที่รักยิ่ง, อีดิทป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อ 8 วันที่แล้ว ตอนนี้เธอกำลังทุกข์ทรมานจากอาการปอดอักเสบในขณะที่เธอกำลังตั้งท้อง 6 เดือน โรคนี้ช่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ตอนนี้ผมกำลังเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด”

และในวันที่ 28 ตุลาคม อีดิทผู้กำลังตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนก็เสียชีวิตจากโรคนี้ไปพร้อมกับลูกในท้อง ชีเลอเองติดโรคและเสียชีวิตตามไปในเวลาเพียง 3 วันหลังจากนั้นด้วยวัยเพียง 28 ปี ในช่วงเวลา 3 วันก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิต เขาสเกตช์ภาพใบหน้าไร้ชีวิตของอีดิทเอาไว้หลายภาพ 

Egon Schiele, Portrait of the Dying Edith Schiele (1918)

นอกจากภาพสเกตช์เหล่านี้ ชีเลอยังมีผลงานชิ้นสุดท้ายที่ยังวาดไม่เสร็จอย่าง The Family (1918) (หรือในชื่อเดิมว่า Squatting Couple ‘คู่รักนั่งยองๆ’) ภาพวาดสีน้ำมันอันงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความรันทด แสดงภาพเปลือยของเขาและภรรยากับลูกชายผู้ไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก เป็นภาพของครอบครัวอันสมบูรณ์พร้อมหน้าที่ไม่มีวันเป็นไปได้ในความเป็นจริง (อันที่จริงเด็กในภาพคือหลานชายของอีกอน และอีดิทเองก็ไม่ได้เป็นแบบให้เขาวาดภาพนี้ เพราะขณะนั้นเธอกำลังท้องอยู่) 

ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไม่นาน ชีเลอได้ไปเยี่ยม Gustav Klimt ศิลปินรุ่นพี่ชาวออสเตรียผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ของเขาเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากที่คลิมต์เสียชีวิตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อกันว่าเป็นอาการข้างเคียงจากโรคไข้หวัดสเปน ชีเลอเองก็ได้สเกตช์ภาพใบหน้าไร้ชีวิตของคลิมต์เอาไว้ด้วยเช่นกัน

Egon Schiele, The Family (1918)

Egon Schiele,Gustav Klimt on his death bed (1918)

 

Edvard Munch

แม้แต่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวนอร์เวย์อย่าง Edvard Munch ผู้เป็นที่รู้จักจากภาพวาด The Scream (1893) อันหลอนหลอก ที่เป็นไอคอนของโลกศิลปะสมัยใหม่ ก็เป็นอีกคนที่ตกเป็นเหยื่อของไข้หวัดใหญ่สเปนแต่รอดชีวิตมาได้ ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า 

“ความป่วยไข้ ความวิกลจริต และความตาย คอยเฝ้ามองผมมาตั้งแต่เกิด และคอยติดตามผมมาตลอดชีวิต”

มุงก์บันทึกช่วงเวลาก่อนและหลังการป่วยจากไข้หวัดใหญ่สเปนลงในภาพวาดสีน้ำมันของเขาสองภาพ อย่างภาพ Self-Portrait With Spanish Flu (1919) ที่จับความรู้สึกเจ็บป่วยทรุดโทรมจากโรคร้ายของเขา ร่างกายซูบซีดจนแทบจะกลืนไปกับผนังห้อง เขาหันใบหน้าอ่อนล้ามามองผู้ชมด้วยดวงตาเลือนราง ปากเปิดอ้า มือไม้ไร้เรี่ยวแรงวางอยู่บนผ้าคลุมบนตัก เขาสวมเสื้อคลุมนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายสีเหลืองอยู่ในห้องคนป่วย ข้างๆ เป็นเตียงนอนกับผ้าห่มยับยู่ยี่ที่บ่งบอกถึงอาการดิ้นทุรนทุราย ร่องรอยแดงบนผนังเองก็บอกใบ้ถึงอาการไข้สูงของเขา การวาดภาพผ้าห่ม เตียงนอน และเก้าอี้ ด้วยสีสันสดใส ตรงกันข้ามกับสีสันที่ซีดจางของร่างกายของเขา ขับเน้นให้เห็นถึงความไร้ชีวิตชีวาของมุงก์ได้เป็นอย่างดี 

หลังฟื้นจากการป่วยไข้ไม่นาน มุงก์บันทึกภาพตัวเองอีกครั้งใน Self-Portrait After The Spanish Flu (1919) ที่เขาสำรวจตัวเองในกระจก ถึงแม้ใบหน้าจะซูบผอม หนวดเครารกรุงรัง เบ้าตาลึกโหล แต่ก็มีสีสันและชีวิตชีวากว่าภาพตอนที่ป่วยอยู่มากโข รวมถึงสภาพในห้องที่เต็มไปด้วยแสงสว่างจ้า พื้นปูพรมสีสันสดใส เก้าอี้หวายว่างเปล่าไร้คนป่วย และโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือ แสดงให้เห็นถึงภาพในชีวิตประจำวันของเขาที่กลับสู่สภาวะปกติในที่สุด

Edvard Munch, The Scream (1893)

Edvard Munch, Self-Portrait with the Spanish Flu (1919)

Edvard Munch, Self-Portrait After the Spanish Flu (1919)

 

ผลงานทั้งหลายเหล่านี้ต่างเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาลำบากยากเข็ญและเปี่ยมอันตราย มนุษย์เราก็ยังคงไม่ขาดไร้ซึ่งสุนทรียะ และสามารถใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงความจริงได้อย่างทรงพลังยิ่งเสมอมา

Highlights

  • นอกจากศิลปะจะมีไว้เพื่อสุนทรียะ ศิลปะยังเป็นเครื่องมือชั้นดีในการบันทึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เช่น ภาพวาดของศิลปินชื่อดังมากมายที่บันทึกโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลกไว้อย่างสวยงามและทรงพลัง
  • ภาพวาดเหล่านี้ถ่ายทอดทั้งแง่มุมเชิงสังคมและปัจเจก เช่น ภาพ The Triumph of Death (1562) ที่แสดงภาพผู้คนล้มตายเพราะโรคระบาดในยุคกลาง ในขณะที่ภาพ Self-Portrait With Spanish Flu (1919) เล่าเรื่องส่วนตัวของ Edvard Munch ระหว่างที่กำลังเผชิญกับไข้หวัดสเปน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...