โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.-อัยการสูงสุด MOU อบรม-เผยแพร่ความรู้ กม.-การเงิน เพื่อใช้ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 เม.ย. 2564 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2564 เวลา 11.01 น.

ธปท.และอัยการสูงสุด ลงนาม MOU ทางวิชาการด้านการอบรมและเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายและความรู้ทางด้านการเงินเพื่อใช้ในการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธปท. และนายประสิทธิ์ ศิริภากรณ์ รองอัยการสูงสุด ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการอบรมและเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายและความรู้ด้านการเงินเพื่อใช้ในการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท (MOU) ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย

นายเศรษฐพุฒิ เปิดเผยว่า ธปท. และสำนักงานอัยการสูงสุด มีเป้าหมายร่วมเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน สร้างความเป็นธรรมในสังคม และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืนและครบวงจร สอดคล้องกับภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดด้านการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผ่านการให้คำปรึกษา โดยผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินด้วย

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า โดย ธปท. จะร่วมส่งเสริมความรู้ความเชี่ยวชาญทางการเงินแก่พนักงานอัยการของสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดที่ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายให้กับลูกหนี้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อมาที่สายด่วน 1157 เพื่อขอรับคำปรึกษาข้อกฎหมาย หรือติดต่อที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ จำนวน 112 แห่ง ทั่วประเทศ

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว โดยร่วมกันปรับปรุงและยกระดับกลไกการไกล่เกลี่ยอย่างจริงจัง อาทิ กำหนดมาตรฐานกลางสำหรับการไกล่เกลี่ยคดีผู้บริโภคที่เป็นธรรมขึ้นเพื่อให้ลูกหนี้สามารถปฏิบัติได้ตามข้อตกลงหรือชำระหนี้ได้ และสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เกิดจากความร่วมมือดังกล่าวที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ งานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีประชาชนเข้ามาใช้ช่องทางดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ในปี 2564 ธปท. และพันธมิตรในภาคส่วนต่าง ๆ ได้ตั้งเป้าจะลดปริมาณคดีทางการเงินที่จะเข้าสู่ศาลด้วยการไกล่เกลี่ยได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนคดี คิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนคดีแพ่ง เพราะการฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นภาระทั้งต่อตัวลูกหนี้และเจ้าหนี้ เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศต้องแบกรับ ซึ่งรายงานของธนาคารโลกระบุว่าการดำเนินคดีแพ่งในไทยมีค่าใช้จ่ายคิดเป็นร้อยละ 16.9 ของทุนทรัพย์ ที่สำคัญแต่ละปีมีคดีเข้าสู่กระบวนการศาลเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2562 มีเกือบ 1.9 ล้านคดี และเป็นคดีแพ่งถึง 1.2 ล้านคดี

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ ข่าวดีสำหรับลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต คือจะมีการต่ออายุโครงการ “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคล” ที่ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 14 เมษายน 2564 ออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2564 และ ธปท. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหารือเพื่อสร้างมาตรฐานกลางในคดีผู้บริโภคประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ คดีเช่าซื้อ และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อมเตรียมการไกล่เกลี่ยหนี้รายสถาบันอีกด้วย

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ ธปท. ได้จับมือกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมครบทั้ง 3 เสาหลัก ในการสร้างวัฒนธรรมไกล่เกลี่ยในระบบการเงินของไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับภาคประชาชน และช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมสำหรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ในระยะต่อไป” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...