สกู๊ปพิเศษ : แข้งฝรั่งเศสกับพรีเมียร์ลีก และเหตุผลที่หงส์จะไม่ได้แชมป์?
ฤดูกาลพรีเมียร์ลีกผ่านมาแล้วค่อนทาง เหลืออีกเพียง 10 นัดเพื่อชี้ชะตาว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะได้เป็นแชมป์
สถานการณ์ที่หัวตารางเวลานี้เป็นอย่างเข้มข้นดุเดือดกว่าตอนช่วงปลายปีที่แล้วมาก เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถร่นระยะห่างมาไล่ตาม ลิเวอร์พูล เหลือเพียงแต้มเดียวเท่านั้น
หงส์แดงตอนนี้ได้เปรียบกว่าเรือใบสีฟ้าเพราะเป็นฝ่ายกุมชะตาตัวเอง ถ้าเก็บชัยได้ทั้งหมดทุกนัดที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องไปลุ้นผลของทีมอื่นๆ
และจะก้าวไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก รวมถึงแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษครั้งแรกในรอบ 29 ปีมาครอง
อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นกรณีที่ลิเวอร์พูลก้าวไปคว้าแชมป์ได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ คือการเป็นทีมแรกของศตวรรษที่ 21 ที่สามาารถคว้าแชมป์ได้โดยไม่มีนักเตะชาวฝรั่งเศสอยู่ในทีมแม้แต่คนเดียว!
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตั้งแต่ล่วงเข้าสู่ศตวรรษนี้ จนถึงปัจจุบัน ทุกทีมที่ได้แชมป์จะต้องมีนักเตะฝรั่งเศสอยู่ในทีมอย่างน้อย 1 คนเสมอ
ยกตัวอย่างทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่ง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมชูถ้วยนี้มา 13 สมัย ก็มีนักเตะจากแดนน้ำหอมร่วมทีมเป็นระยะๆ
แข้งฝรั่งเศสที่โดดเด่นที่สุดของยุคเฟอร์กี้คือ เอริค ก็องโตน่า แข้งอัจฉริยะสุดติสต์ที่ร่วมชูถ้วยแชมป์ลีกกับทีมถึง 4 สมัย
หรืออย่างฤดูกาลแรกของศตวรรษนี้อย่างฤดูกาล 1999-2000 มิกาแอล ซิลแวสตร์ ก็เป็นนักเตะที่ลงเล่นเป็นตัวจริงให้ทีมปีศาจแดงมากที่สุดในฤดูกาลนั้น
ขณะที่ ฟาเบียน บาร์เตซ นายทวารดีกรีแชมป์โลกก็ย้ายร่วมทีมในปี 2000 ก่อนร่วมคว้าแชมป์ในปีถัดมาและปี 2003
พอเว้นช่วงไปพักหนึ่ง เฟอร์กี้สร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยมีกองหลังสุดแกร่ง ปาทริซ เอวร่า นำทัพ และร่วมคว้าแชมป์กับทีมถึง 4 สมัยเช่นกัน
แต่ถ้าพูดถึงทีมที่นิยมใช้นักเตะแดนน้ำหอมมากที่สุดคงต้องยกให้ อาร์เซน่อล ในยุคที่ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสคุมทีม
2 แชมป์ล่าสุดของปืนใหญ่ในปี 2002 และ 2004 โดยเฉพาะปีหลังซึ่งถือเป็นชุด “ไร้เทียมทาน” คว้าแชมป์พร้อมสถิติไร้พ่าย ก็มี 3 กำลังหลักอย่าง เธียร์รี่ อองรี, ปาทริก วิเอร่า และ โรแบร์ ปีแรส
นอกจากนี้ยังมีกำลังเสริมอย่าง กาแอล คลิชี่, ปาสกาล ซีก็อง, เฌเรมี่ อาเลียดิแยร์ และ ซิลแวง วิลตอร์
ด้าน เชลซี มีสุดยอดกองกลาง โคล้ด มาเกเลเล่ บัญชาการตอนคว้าแชมป์ลีกปี 2005 และ 2006 ซึ่งกล่าวกันว่าบทบาทของมาเกเลเล่ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เวลานั้น คือการนำตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลมาสู่วงการลูกหนังเมืองผู้ดีเลยทีเดียว
พอมาถึงยุคของ คาร์โล อันเชล็อตติ ปีที่คว้าดับเบิลแชมป์ปี 2010 ก็ได้ โฟลร็องต์ มาลูด้า และ นิโกล่าส์ อเนลก้า เป็นกำลังหลักในเกมรุก ถัดมาในปี 2015 พอมูรินโญ่กลับมาอีกครั้ง แชมป์ตอนนั้นมี เคิร์ต ซูม่า และ โลอิก เรมี่ ร่วมเป็นกำลังเสริม
ขณะที่แชมป์ปี 2017 ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ก็มีหัวใจในแดนกลางอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แข้งชาวฝรั่งเศสซึ่งฤดูกาลก่อนหน้านั้นเพิ่งจะแจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดในโลกกับการพา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์มาครอง
และแน่นอนว่าสำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอง ทุกครั้งที่ได้แชมป์ก็มีนักเตะฝรั่งเศสอยู่ในทีมเช่นกัน ตอนยุคแรกปี 2012 มีสตาร์อย่าง ซามีร์ นาสรี่ และกาแอล คลิชี่ ส่วนฤดูกาลที่แล้วก็มี เบนจามิน เมนดี้, เอเมอริก ลาปอร์ต และ เอเลียแกง ม็องกาล่า โดยลาพอร์ตได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดของฤดูกาลนี้ไม่แพ้ เวอร์กิล ฟาน ไดค์ ของลิเวอร์พูลเลยทีเดียว
ปัจจุบัน เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดง เวียนใช้นักเตะในเกมลีกฤดูกาลนี้แล้ว 22 คน เป็นนักเตะชาวอังกฤษ 7 คน, บราซิล 3 คน, เนเธอร์แลนด์ 2 คน และเบลเยียม, แคเมอรูน, โครเอเชีย, อียิปต์, กินี, โปรตุเกส, เซเนกัล, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์ และสกอตแลนด์ ชาติละ 1 คน
อันที่จริงลิเวอร์พูลหวุดหวิดจะมีนักเตะเลือดฝรั่งเศสในทีมอยู่แล้ว เพราะเคยเกือบๆ จะเซ็นสัญญากับ นาบิล เฟคีร์ กองกลางทีมน้ำหอมชุดแชมป์โลกปีล่าสุดของ โอลิมปิก ลียง ตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดฤดูกาลนี้
แต่ดีลดังกล่าวมาล่มเอานาทีสุดท้าย โดยข่าวระบุว่าในขั้นตอนการตรวจร่างกายนั้น ทีมแพทย์ของหงส์แดงมองว่าปัญหาเจ็บเข่าเรื้อรังของเฟคีร์ได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี เกรงว่าจะมากำเริบในอนาคต เลยไม่เสี่ยงเซ็นสัญญา
ไม่ว่าเหตุผลที่ออกสื่อดังกล่าวจะจริงหรือไม่ สุดท้ายก็ไม่มีความพยายามจะทาบทามเฟคีร์ไปร่วมทีมอีก ทำให้ลิเวอร์พูลไม่มีนักเตะฝรั่งเศสในทีมในขณะนี้
ถ้าในท้ายที่สุด หงส์แดงเกิดชวดแชมป์ขึ้นมา เท่ากับว่าเคล็ดความเชื่อข้อนี้จะมีผลต่อไป
และสงสัยหงส์แดงต้องหานักเตะแดนน้ำหอมมาเสริมทัพอย่างจริงจังเสียกระมัง!
ทำเนียบแข้งฝรั่งเศสร่วมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
เอริก ก็องโตน่า (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) 1992-93, 1993-94, 1995-96, 1996-97
นิโกล่าส์ อเนลก้า (อาร์เซน่อล) 1997-98, 2009-10
เรมี่ การ์ด (อาร์เซน่อล) 1997-98
ชีลส์ กริม็องดี้ (อาร์เซน่อล) 1997-98, 2001-02
เอ็มมานูเอล เปอตีต์ (อาร์เซน่อล) 1997-98
ปาทริก วิเอร่า (อาร์เซน่อล) 1997-98, 2001-02, 2003-04
มิกาแอล ซิลแวสตร์ (แมนฯยูไนเต็ด) 1999-2000, 2000-01, 2002-03, 2006-07
ฟาเบียน บาร์เตซ (แมนฯยูไนเต็ด) 2000-01, 2002-03
เธียร์รี่ อองรี (อาร์เซน่อล) 2001-02, 2003-04
โรแบร์ ปีแรส (อาร์เซน่อล) 2001-02, 2003-04
ซิลแว็ง วิลตอร์ (อาร์เซน่อล) 2001-02, 2003-04
โลร็องต์ บล็องก์ (แมนฯยูไนเต็ด) 2002-03
เฌเรมี่ อาเลียดิแยร์ (อาร์เซน่อล) 2003-04
ปาสกาล ซีก็อง (อาร์เซน่อล) 2003-04
กาแอล คลิชี่ (อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้) 2003-04, 2011-12, 2013-14
วิลเลียม กัลลาส์ (เชลซี) 2004-05, 2005-06
โคล้ด มาเกเลเล่ (เชลซี) 2004-05, 2005-06
ปาทริซ เอวร่า (แมนฯยูไนเต็ด) 2006-07, 2007-08, 2008-09, 2010-11, 2012-13
หลุยส์ ซาฮา (แมนฯยูไนเต็ด) 2006-07, 2007-08
โฟลร็องต์ มาลูด้า (เชลซี) 2009-10
ซามีร์ นาสรี่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) 2011-12, 2013-14
โลอิก เรมี่ (เชลซี) 2014-15
เคิร์ต ซูม่า (เชลซี) 2014-15, 2016-17
เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (เลสเตอร์ ซิตี้, เชลซี) 2015-16, 2016-17
เอเมอริก ลาปอร์ต (แมนฯซิตี้) 2017-18
เอเลียแก็ง ม็องกาล่า (แมนฯซิตี้) 2017-18
เบนจามิน เมนดี้ (แมนฯซิตี้) 2017-18