โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความสัมพันธ์ชนชั้นนำสยามกับมาลายา ค้นที่มารากสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 ก.พ. 2563 เวลา 08.06 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 08.06 น.
รัชกาลที่ 5 ขณะเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ พร้อมด้วยพระราชโอรส มีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยืนอยู่ด้านหลัง ขวาสุดคือ Tunku Abdul Aziz รายามูดาแห้งเกอดะห์ (ภาพจากหนังสือ Siamese in Malaysia: Beyond Sixty Years of Heritage)

ระหว่างปี ค.ศ. 1870-1902 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัฐมาลายาเหนือหลายครั้งหลายหน โดยเสด็จฯ แวะพักในช่วงการเสด็จประพาสต่างประเทศหลาย ๆ ครั้ง เช่น เสด็จประพาสอินเดีย ค.ศ. 1871 เสด็จประพาสสิงคโปร์ ค.ศ. 1871 และ เสด็จประพาสยุโรป ค.ศ. 1897 ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องแวะพักที่รัฐมาลายาทั้งสิ้น การแวะพักในรัฐมาลายายังมีจุดมุ่งหมายที่จะเสด็จฯ เยือนรัฐภายใต้การปกครองของสยามด้วยคือ เกอดะห์ (Kedah) หรือไทรบุรี ปะลิส (Perlis) กลันตัน (Kelantan) และ ตรังกานู (Terengganu) อีกด้วย

รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนรัฐมาลายาที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในหลายเมืองและหลายรัฐ เช่น ปีนัง (Penang) เปรัก (Perak) มะละกา (Malacca) ยะโฮร์ (Johor) และสิงคโปร์ (Singapore) ในการเสด็จประพาสครั้งแรกที่สิงคโปร์นั้นก็มีจุดประสงค์เพื่อทอดพระเนตรการปกครองและความเจริญของบ้านเมืองเพื่อนำมาปรับใช้กับสยามสำหรับการพัฒนาให้เกิดความเจริญทัดเทียมกับชาติตะวันตก การเสด็จประพาสทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-อังกฤษ สยาม-มาลายา และโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับรัฐภายใต้การปกครองของทั้งสี่รัฐให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

การเสด็จประพาส/เสด็จฯ เยือนรัฐมาลายา

ในปลายปี ค.ศ. 1871 รัชกาลที่ 5 เสด็จเสด็จประพาสอินเดีย [โกลกาตา (Kolkata) เดลี (Delhi) และบอมเบย์ (Bombay)] โดยระหว่างเส้นทางเสด็จฯ ได้เยือน สิงคโปร์ มะละกา และปีนัง ก่อนที่จะไปยังพม่าและต่อด้วยอินเดีย และขากลับก็ผ่านภูเก็ต เกอะดะห์ (ไทรบุรี) หาดใหญ่ และสงขลา ซึ่งล้วนแล้วมีจุดประสงค์เพื่อทอดพระเนตรการปกครองของอังกฤษในมาลายา พม่า และอินเดีย ในการเสด็จประพาสปี ค.ศ. 1871 นี้ รัชกาลที่ 5 ยังทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 18-19 ปีเท่านั้น แม้จะทรงเป็น “ยุวกษัตริย์” แต่ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะให้การเสด็จประพาสในปีนั้น เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิรูปการปกครองในสยามในยุคต่อมา

หนึ่งในจุดแวะพักที่สำคัญคือ “ปีนัง” ซึ่งในยุคหลังปีนังก็เป็นที่นิยมของบรรดาชนชั้นนำของสยามเรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม ค.ศ. 1932   ปีนังเคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อนแต่ได้ตกเป็นของอังกฤษในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

ปีนังเป็นพื้นที่ที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเกาะที่คนไทยรู้จักกันดีคือเกาะหมาก กับส่วนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่อดีตและมีความเกี่ยวข้องกับสยามมาตลอด ซึ่งเชื่อมโยงถึงเมืองภูเก็ต สงขลา ตรัง และระนอง

ในปี ค.ศ. 1888 รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนปัตตานี กลันตัน และตรังกานู แม้จะมีจุดประสงค์ทางการเมืองเพื่อเพิ่มอำนาจในการปกครองหัวเมืองใต้ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับหัวเมืองใต้แน่นแฟ้นมากขึ้นตามไปด้วย โดยสองปีให้หลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 ก็เสด็จเยือนปักษ์ใต้อีกครั้งในแถบเมืองระนอง พังงา ตรัง ภูเก็ต แล้วเลยข้ามไปยัง ลังกาวี ปีนัง และเกอดะห์ ที่ลังกาวีทรงล่าสัตว์พร้อมกับราชวงศ์ของเกอดะห์ ทรงทอดพระเนตรสวนพฤกษศาสตร์  และทรงเป็นอาคันตุกะของพระยาระนอง ที่บ้าน “คอซิมบี้”

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพาณิชย์การค้าในปีนังเป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 นำมาเป็นต้นแบบของการพัฒนาสยามให้ทันยุคทันสมัย ซึ่งจะเห็นความเจริญเหล่านี้ได้จากบันทึกต่าง ๆ เช่น นิราศเมืองประเหลียน ค.ศ. 1879 ของพระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) หนึ่งในสมาชิกของตระกูลผู้ปกครองแห่งพัทลุง ซึ่งได้พรรณนาจากที่สังเกตเห็นความเจริญในระหว่างการเดินทางเอาไว้ว่า ปีนังเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายและเจริญ นอกจากนี้ก็ยังมีนิราศเรื่องอื่น ๆ ที่ได้พรรณาถึงเมืองปีนังในหลายด้าน เช่น การระบายน้ำ ถนน การไฟฟ้า เศรษฐกิจ

ในการเสด็จประพาส ค.ศ. 1890 เมือเสด็จฯ ถึงเมือง Taiping ในรัฐเปรัก ได้ทอดพระเนตรการทำเหมืองดีบุกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของรัฐมาลายาทั้งหลายที่สร้างรายได้มหาศาล ซึ่งรัชกาลที่ 5 ให้ความสนใจในการทำเหมืองดีบุกและการจัดการระบบต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งจะส่งผลมาถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองในภาคใต้ของสยามอีกด้วย

ปีนังกับการเสด็จประพาสยุโรป

การเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง เมื่อ ค.ศ. 1897 และ 1907 ทรงแวะพักที่ปีนังทั้งสองครั้ง โดยพำนักที่ “Chakrabonge House” หรือบ้านจักรพงษ์ ในการเสด็จฯ เยือนรัฐมาลายาก็ได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากผู้ปกครองท้องถิ่นมาลายา เช่น รายาแห่งปะลิส (Raja of Perlis) รายามูดาแห่งเกอะดะห์ (Raja Muda of Kedah)

ไม่แต่เพียงในระดับกษัตริย์เท่านั้น ในระดับรองลงมาก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายแน่นแฟ้นขึ้น กล่าวคือ ผู้ติดตามของรัชกาลที่ 5 เช่น พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือ คอซิมบี๊ ณ ระนอง ข้าหลวงใหญ่มณฑลภูเก็ตและผู้ว่าการเมืองตรังก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีวงศ์ตระกูลคอ (Khaw) กระจายอยู่ทั่วในภาคใต้ของสยามและภาคเหนือของรัฐมาลายา รวมถึงที่ปีนังนี้ด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติทั้งในระดับกษัตริย์และรองลงมาแนบแน่นมาโดยตลอด

พระยารัตนเศรษฐี หรือคอซิมก๊อง ณ ระนอง (Khaw Joo Tok) หลานของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีได้ทูลเกล้าฯ ถวายบ้านพักต่างอากาศที่เรียกว่า บ้านอัษฎางค์ (Asdang House) แก่รัชกาลที่ 5 เพื่อใช้เป็นที่พำนักพร้อมกับคณะผู้ติดตามในพระองค์ระหว่างประทับที่ปีนัง ซึ่งการเสด็จฯ มาประทับที่ปีนังบ่อยครั้งทำให้กลายเป็นเหมือนประเพณีปฏิบัติของชนชั้นนำสยามในยุคหลังที่นิยมมาพำนักที่ปีนังกันมากยิ่งขึ้น

ชนชั้นนำสยามกับบ้านอีกหลังที่ปีนัง

บ้านจักรพงษ์และบ้านอัษฎางค์ถูกตั้งจากชื่อพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ และพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ โดยก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโมเดิร์น ซึ่งใช้เป็นที่พำนักรับรองชนชั้นนำและบุคคลสำคัญของสยามมาตลอดหลายสมัย

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1929 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จฯ ประทับที่บ้านอัษฎางค์ ในภายหลังบ้านอัษฎางค์นี้ได้ตกทอดเป็นสมบัติของโรงแรม Metropole อีกบ้านหลังหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ “บ้านชินนามอน” (Cinnamon House) ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพใช้เป็นที่ประทับภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม ค.ศ. 1932 ทั้งยังได้ต้อนรับ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่เสด็จฯ มาเยี่ยมที่บ้านชินนามอนเมื่อ ค.ศ. 1937 อีกด้วย

นอกจากนี้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา อดีตนายกรัฐมนตรีของสยาม ภายหลังจากพระยาพหลพยุหเสนาได้ทำการรัฐประหารเมื่อ ค.ศ. 1933 พระยามโนปกรณ์ฯ ก็ได้มาอาศัยอยู่ที่ปีนังเช่นกัน ซึ่งท่านก็ถึงแก่อสัญกรรมที่ปีนังและศพก็ถูกฝังไว้ที่นี่ ใน ค.ศ. 1947

สยามกับกลันตัน

รัฐกลันตันก็เป็นอีกรัฐหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับสยามมายาวนาน สุลต่านของกลันตันเช่น สุลต่าน Ahmad, สุลต่าน Muhammad III และสุลต่าน Mansur ตั้งแต่ ค.ศ. 1886-1899 ก็ล้วนแล้วแต่เคยเสด็จฯ มากรุงเทพมหานครฯ เพื่อประชุมหารือกับรัชกาลที่ 5   

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองรัฐคือ ในช่วงที่มีการออกพระราชบัญญัติสงฆ์ ค.ศ. 1902 ซึ่งว่าด้วยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แห่งสยามในการแต่งตั้งพระราชาคณะในพระราชอาณาจักร รัฐกลันตันก็ยอมรับและให้การรับรองในสิทธิของสยามที่จะแต่งตั้งพระราชาคณะในกลันตัน

หลังจากที่กลันตันได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียแล้วนั้น สุลต่านแห่งกลันตันจึงยึดเอาประเพณีนี้มาปฏิบัติใช้ กล่าวคือ สุลต่านแห่งกลันตันเป็นผู้แต่งตั้งพระราชาคณะของศาสนาพุทธในรัฐกลันตัน จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังยึดปฏิบัติกันสืบมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักทั้งสองมีความใกล้ชิดระหว่างกันและต่างก็ให้เกียรติซึ่งกันและกันในการให้การยอมรับความเท่าเทียมทางศาสนา

สยามกับเกอดะห์

ในช่วงที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนรัฐเกอดะห์ในหลาย ๆ ครั้งนั้นจะตรงกับรัชสมัยของสุลต่านสองพระองค์คือ สุลต่าน Ahmud Tajuddin และสุลต่านอับดุลฮามิด ( Sultan Abdul Hamid) ราชสำนักเกอดะห์ได้ถวายการต้อนรับรัชกาลที่ 5 อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศ รัชกาลที่ 5 ก็มิได้แสดงออกว่าพระองค์เหนือกว่าในฐานะผู้ปกครอง ซึ่งทรงให้เกียรติสุลต่านเกอดะห์ด้วยพระมหากรุณาธิคุณฉันมิตร ทั้งยังสนับสนุนกิจการภายในราชสำนักเกอดะห์อีกหลาย ๆ ประการ ราชสำนักทั้งสองจึงมีความใกล้ชิดกันมาตลอดหลายปี

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ “เจ้าพระยา” แก่ Ahmad Tajuddin Mukarram Shah สุลต่านผู้ปกครองรัฐเกอะดะห์ในสมัยนั้น ครั้นรัชกาลที่ 5 ก็ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีแก่ สุลต่านอับดุลฮามิดเช่นกัน อีกทั้งสุลต่านอับดุลฮามิดยังได้อภิเษกสมรสกับหญิงชนชั้นสูงชาวสยาม ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

หญิงผู้นั้นคือหม่อมเนื่อง บุตรสาวของหลวงนราบริรักษ์ เป็นพระภรรยาคนที่ 8 ของสุลต่าน โดยได้ให้กำเนิดพระโอรสพระองค์หนึ่งคือ “ตนกู อับดุล ระห์มัน” (Tunku Abdul Rahman ) ซึ่งภายหลังได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย   

ตนกู อับดุล ระห์มัน ได้เข้ามาศึกษาที่กรุงเทพมหานครฯ ในโรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากรัชกาลที่ 5 รวมถึงพระโอรสองค์อื่น ๆ ของสุลต่านเกอดะห์ เช่น Tunku Yusuf และ Tunku Mohammad Jewa ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้ศึกษาในโรงเรียนราชวิทยาลัย หรือ King’s College ตรงกับช่วงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เรียนอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน

แม้ภายหลังรัฐเกอดะห์ รัฐตรังกานู รัฐปะลิส และรัฐกลันตัน จะตกเป็นของอังกฤษไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชสำนักยังคงแนบแน่นเสมอมา ครั้นเมื่อตนกู อับดุล ระห์มัน พยายามเจรจาต่อรองกับอังกฤษในการแยกประเทศมาเลเซียให้เป็นเอกราชนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสนอความช่วยเหลือทางการเงินและทรงให้กำลังใจตนกู อับดุล ระห์มัน เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราชสำนักสยามกับเกอดะห์ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันมาตลอดหลายยุคหลายสมัย สยามได้ให้เกียรติเกอดะห์ฉันมิตร โดยมิได้ถือตัวว่าตนเป็นเจ้าผู้ปกครองที่จะกระทำตัวให้อยู่เหนือกว่าแต่อย่างใด นั่นจึงทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ยังคงแนบแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง: หนังสือ Siamese in Malaysia: Beyond Sixty Years of Heritage โดย Mala Rajo Sathian และ Rosenun Chesof

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...