เปิดชีวิต "อ้อย จิระวดี" เป็นทอมแต่เด็กแต่อยากแต่งงานเพราะอยากมีลูก !!
เป็นอีกหนึ่งนักแสดงเจ้าบทบาทสำหรับ “อ้อย – จิระวดี อิศราง ณ อยุธยา” ซึ่งมักจะคุ้นเคยกกันดีกับบทสาวห้าว ล่าสุดออกมาเปิดใจในรายการคุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี ท็อป ดารณีนุช และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร ถึงอดีตเส้นทางความรักที่เจ้าตัวเผยว่าเป็นทอมตั้งแต่เด็กแต่ที่ตัดสินใจแต่งงานเพราะอยากมีลูกมาก ทั้งๆที่ยังชอบผู้หญิงอยู่ พร้อมควงคุณแม่มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ในวัย 98 ปี เผยเคล็ดลับดูแลคุณแม่อย่างไรให้แข็งแรง
ตอนนั้นเข้ามาเป็นนางเอก เป็นนางเอกลุคห้าวๆแต่รู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเป็นทอม คนรอบข้างที่ร่วมงานกับเรารู้มั้ย ? อ้อย : รู้หมด สามีก็รู้
แล้วพี่มีแฟนเป็นผู้หญิงก่อนมั้ย ?
อ้อย : ก็มีค่ะ
แล้วตอนที่เค้าขอแต่งงานเป็นตอนที่เราพักว่างจากแฟนสาว ?
อ้อย : ก็มีอยู่ค่ะ พี่ก็บอกแฟนผู้หญิงพี่ว่า พี่อยากมีครอบครัว อยากแต่งงาน เค้าก็บอกโอเค เพราะช่วงชีวิตเรามันต้องมีช่วงที่แต่งงาน อยากใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
ทำไมจุดนั้นถึงคิดอยากมีลูก ?
อ้อย : เพราะพี่เป็นคนรักเด็กมาก อยากมีลูกมาก สิ่งที่อยากมีมากที่สุดคือลูก ตอนนี้ที่อยากมีมากที่สุดคือหลาน
ขอถามความรู้สึกหน่อย ถ้าคนเป็นทอมคบกับผู้หญิง ไปเลี้ยงลูกบุญธรรมเป็นลูกของเรา แต่พี่อ้อยคิดว่าอยากมีเป็นของตัวเองเลย ?
อ้อย : อยากมีเป็นของตัวเองเลย ซึ่งเราก็ต้องรู้ว่าเราผ่านชีวิตมาอะไรที่เรามีความสุขที่สุด เพราะเราก็ไม่เคยมีสามี เราก็ลองมีสามี มีครอบครัวดูว่าโอเคมั้ย แต่ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่ใช่ ก็ต้องขอไปเป็นตัวของตัวเองดู
แฟนผู้หญิงมางานแต่งมั้ย ?
อ้อย : มาค่ะ เค้าแต่งตัวให้ด้วย
แล้วสามีพี่เค้ารู้จักกับแฟนพี่มั้ย ?
อ้อย : รู้จักค่ะ
ความรู้สึกอึดอัดมั้ย กดดันมั้ย กับความรู้สึกที่จะเปลี่ยนคู่ชีวิตเป็นอีกหนึ่งเพศ ?
อ้อย : พี่ก็ไม่อึดอัดนะ
แสดงว่าต้องมีใจรักเค้า ?
อ้อย : ตอนแรกเอาตรงๆก็ชอบธรรมดา ไม่ถึงขั้นรักหรอก แต่อยากมีครอบครัว อยากมีลูกมาก เพราะว่าชีวิตพี่ที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กไม่เคยอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ พ่อแม่ทำพากย์หนัง ถ่ายละครตลอด พี่อยู่บ้านเสรีรัตน์ครอบครัวนี้เค้าอบอุ่นมาก ทุกคนในครอบครัวไม่มีภรรยาน้อย รักเดียวใจเดียวแล้วเวลาอยู่ในครอบครัวมันมีความสุขมาก ซึ่งพี่เห็นภาพแบบนั้นแล้วอยากมีบ้าง
เราอยากมีครอบครัวแต่เราไม่ได้รักเค้าหมดใจ ไม่เหมือนคู่รักที่ความรักสุกงอมแล้วเค้าสู่ประตูวิวาห์ มันจะทำให้ความสัมพันธ์เรากับสามีพัฒนาไปในลักษณะไหน ?
อ้อย : จริงๆพอแต่งงานแล้ว พี่พลิกตัวเองเลยนะ จากห้าวๆพี่เป็นผู้หญิงเลยเป็นกุลสตรีไทยดูแลอย่างดี แต่พี่เป็นคนไม่ดีพอเค้าเลยมีผู้หญิงอื่น พอเค้ามีผู้หญิงอื่นพี่ก็เลยมีความรู้สึกว่าเลิกดีกว่ากลับมาเป็นตัวของตัวเอง
ภายในระยะเวลากี่ปี ?
อ้อย : ก็ท้องลูกคนที่สอง เค้ามีคนอื่นพี่ก็เลิกเลย แต่ยังไม่ถึงขั้นหย่า พอคลอดลูกแล้วถึงขอหย่าเค้า
ไม่ให้โอกาสเลยหรอ ?
อ้อย : ไม่ค่ะ พอแล้ว พี่ก็เป็นกุลสตรีดีที่สุดแล้ว แต่มันไม่ดีพอสำหรับเค้า ถ้าพี่เป็นคนดีพอเค้าคงไม่ไปมีผู้หญิงคนอื่น
ชีวิตก็ดำเนินมาตามที่พี่ตั้งใจไว้เลย ไม่ว่าจะแต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว วันที่พี่ต้องเดินออกจาชีวิตคู่พี่อ้อยต้องนอนร้องไห้กับความผิดหวังของความอบอุ่นครอบครัว ?
อ้อย : เอาจริงหรือเอาดราม่า ถ้าเอาจริงคือไม่รู้สึกอะไรเลย
ไม่มีมุมเสียใจในความรักครั้งนี้หรอ ?
อ้อย : เฉยๆ
ไม่สงสารลูกหรอว่าลูกเราจะไม่มีครอบครัว ?
อ้อย : พี่มีความรู้สึกว่าพี่เลี้ยงลูกได้ พี่จะสอนลูกพี่ว่าคนเราถ้าเรารักใครซักคนถ้าเค้ามีความสุขยังไงเราต้องให้เค้าตรงนั้น แล้วการที่อยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะกันต่อหน้าลูก มันทำให้ครอบครัวไม่มีความสุข ถึงเลิกกันแต่เราก็เป็นเพื่อนกัน ไปมาหาสู่กัน
ตอนแรกๆที่ตัดสินใจแยกทางกัน หย่าร้างกัน ช่วงแรกมีการง้อขอคืนดีกันบ้างมั้ย ?
อ้อย : พี่ขอหย่าเค้า เค้าไม่หย่า ก็ต้องให้คุณแม่ไป พอเจอแม่ปั๊ป เค้าก็ครับ ยอมหย่า
แล้วทำไมแม่ถึงเข้าข้างเรา ?
อ้อย : แม่อ้อยก็เหมือนอ้อย ทำยังไงก็ได้ให้ลูกมีความสุข
ตอนนั้นบอกกับลูกๆมั้ย ?
อ้อย : ตอนนั้นลูกยังเล็กอยู่ พี่ก็เอาลูกมาเลี้ยง ลูกอยู่กับฝั่งพี่ พอลูกเข้าโรงเรียนคุณย่า แม่ของสามีเค้าก็ขอลูกไปเลี้ยงเพราะตอนนั้นพี่ทำงานดีเจเปิดแผ่นอยู่กลางคืน กลางวันทำงาน เค้าก็ขอเอาไปเลี้ยง เพราะเราไม่มีเวลา เราก็มองว่าไปอยู่บ้านเค้า ก็คงจะอบอุ่นมากกว่า เพราะว่าบ้านเค้า โกสิยพงษ์ เป็นบ้านที่อบอุ่นมาก พอลูกไปอยู่ลูกก็มีความสุข เพราะทุกคนดูแลดี พอเสาร์ อาทิตย์ก็มาหาเรา ทุกวันนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่
พี่อ้อยเป็นผู้หญิงที่แมนมากเลย อยากฟังคำพูดที่พี่ขอสามีหย่า ?
อ้อย : ที่จำได้ก็ ขอหย่าได้มั้ย มีแฟนใหม่แล้วก็หย่าดีกว่ามั้ย อยู่ด้วยกันทำไม ไปอยู่กับคนนั้นดีกว่ามั้ย ในเมื่อไม่มีความสุขก็แยกย้ายดีกว่า
กลับมาเป็นตัวขอตัวเองได้ไม่เท่าไหร่ ฝ่ายสามีเก่าก็มีคนใหม่ พี่ก็เข้าไปรับรู้ ?
อ้อย : ก็เป็นเพื่อนกัน
ไปดูแลเค้าด้วย ?
อ้อย : เค้าก็มีลูกสองคน ก็เหมือนกันกับลูกเราเหมือนกัน
ภรรยาเค้ามีมาปรึกษาพี่มั้ย ?
อ้อย : ก็มีเหมือนกัน ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันถึงทุกวันนี้อยู่ ลูกเค้าลูกเรา ก็ยังจอยกันอยู่ ลูกเค้าก็เหมือนลูกเรา ลูกเราก็เหมือนลูกเค้า ลุกเราก็เรียกเค้าว่าแม่ยุ้ย
ได้ยินมาว่าอดีตสามีพี่เสียชีวิตไปแล้ว ?
อ้อย : เสียตอนพี่ไปอยู่เมืองนอก
พี่ก็ไม่ได้ใช้เวลาในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิตกับเค้า ?
อ้อย : ไม่ค่ะ ช่วงหนึ่งที่พี่อยู่เมืองไทยอยู่ เค้าเลิกกับภรรยาเค้า แต่ไม่ใช่พี่ยุ้ยนะ เค้าก็มาอยู่บ้านพี่ ลูกมาขอบอกว่าแม่ให้พ่อมาอยู่ได้มั้ย เราก็บอกว่าได้ก็ให้มาอยู่ห้องลูก
กลับมาอยู่กี่ปี ?
อ้อย : ก็ 2-3 ปี เค้ามาอยู่กับพี่ ตอนนั้นพี่ก็มีแฟน แต่พี่ไม่ค่อยได้คุยอะไรกับเค้าเท่าไหร่หรอก แฟนพี่ยังบอกเลยว่าพี่ใจร้ายทำไมไม่คุยกับเค้า เวลานั่งดื่มก็ชวนเค้ามาด้วยซิ เพราะเค้ากลัวพี่ พอพี่เข้าบ้านเค้าก็เข้าห้องลูกทันที พอเรียกออกมาดื่มตั้งแต่นั้นก็เฮฮาปาร์ตี้กันไป
ฝากแง่คิดให้บางครอบครัวที่ไม่กล้าคุย ทำยังไงที่เวลาเปิดใจคุยกับลูกๆแล้วทำให้เค้าไม่ขาดความอบอุ่นแบบบ้านพี่อ้อย
อ้อย : มีอะไรคุยกัน เราต้องกล้าเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ ยอมรับความคิดของลูก ลูกเค้าคิดยังไง เราก็ต้องเอามาปรับความคิดเรา บางครั้งเราอาจจะผิด เพราะเด็กสมัยนี้เค้าสมัยใหม่ เค้าเก่งกว่าเรา เราต้องยอมรับ เอาง่ายๆถ้าเรารักใครเราต้องรู้ว่าคนที่เรารักเค้าเป็นยังไง เราต้องพร้อมที่จะแก้ไขให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง คนเป็นพ่อแม่ต้องเสียสละ ตอนนี้ไม่มีแฟนก็ลูกด้วยแหละ
ถ้าลุกดูอยู่อยากบอกอะไรลูก ?
อ้อย : ก็ต้องเปิดใจ แม่แก่แล้วก็ต้องมีคนดูแลบ้าง คือเค้าไม่ได้หวงแม่หรอก แต่เค้าบอกว่ามีแฟนอายุน้อยกว่าเค้ามันน่าเกลียดมั้ยแม่
จะครองโสดแบบนี้ไปอีกนานมั้ย แล้วถ้ามีคนเข้ามายังจำกัดเพศมั้ย ?
อ้อย : ถ้าสมมุติว่าถ้าคุยกันรู้เรื่อง แต่ขอเป็นผู้หญิงดีกว่ามั้ย