โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"โบสถ์" สกุลช่างอยุธยา วิวัฒนาการศาสนาคารหลายร้อยปี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 ม.ค. 2567 เวลา 03.59 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2567 เวลา 17.07 น.

เมื่อกล่าวถึงงานช่างศาสนาคาร “พระอุโบสถ” หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปอย่างภาษาปากตลาดว่า “โบสถ์” นั้นในยุคสมัยที่ อยุธยา เป็นราชธานี พระอุโบสถถือเป็นส่วนที่มีองค์ประกอบสำคัญในเขตพุทธาวาสของวัด แตกต่างจากคติของราชอาณาจักรสุโขทัย ที่ให้ความสำคัญแก่พระวิหารมากกว่า พระอุโบสถ

ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นราชธานีเดิมของไทย ในช่วงเวลาแห่งการดำรงอยู่ของราชธานีแห่งนี้ซึ่งมีระยะเวลากว่า417 ปี มีทั้งยุคที่เจริญรุ่งเรืองและยุคที่ตกต่ำจนถึงการล่มสลายไปในที่สุด เหลือไว้แต่เพียงร่องรอยทางอารยธรรมจากซากอิฐปูนตามโบราณสถานต่าง ๆ

กล่าวกันว่า มีวัดอยู่ในกรุงศรีอยุธยากว่า531 แห่ง(กรมศิลปากร. ผังเมืองอยุธยาโบราณ, ใน สมเด็จพระนารายณ์และพระเจ้าหลุยส์ที่14. 2530, น. 19.) ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ล้วนได้รับความเสียหายจากพิษภัยแห่งสงครามและได้ผุพังไปตามกาลเวลา อีกทั้งบางส่วนได้รับความเสียหายก็มาจากการลักลอบขุดค้นหาสมบัติของคนในชาติเรานี่เอง

เฉกเช่นที่พวกฝรั่งบันทึกไว้ว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี คนไทยคนจีนไม่ต้องทำอะไรกัน นอกจากไปขุดค้นสมบัติในกรุงเก่า แล้วเอาไม้จากประตูวิหารอุโบสถมาเป็นฟืนเผาหล่อหลอมโลหะ เดินไปทางไหนพบแต่เถ้าถ่าน นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก และบางส่วนก็ต้องขนอิฐจากกรุงเก่าเอาไปสร้างเมืองใหม่ที่บางกอก ด้วยเป็นอิฐที่แข็งแกร่งดีกว่าอิฐที่เผาขึ้นใหม่

โบสถ์ ภาพวาด ลายเส้น อยุธยา โบสถ์ อยุธยา

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้โบราณสถานต่าง ๆ หรือโบราณวัตถุต่าง ๆ ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงหลงเหลืออยู่น้อยมาก(น. ณ ปากน้ำ, (นามแฝง). ถามตอบศิลปะไทย. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, 2540, น. 162-163.)) ดังนั้นจึงแทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์(ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะโบสถ์) เพียงพอที่จะสะท้อนให้เราเห็นถึงความวิจิตรตระการตาในชั้นเชิงของช่างฝีมือในสมัย อยุธยา ที่หลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นเอง เฉกเช่นเมื่อเราได้ศึกษาหลักฐานเอกสารต่าง ๆ จากสิ่งที่ชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาทำการค้าขายหรือเผยแผ่ศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้จดบันทึกเกี่ยวเนื่องกับโบสถ์ไว้เป็นหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้

ท่านบาทหลวงบูเวต์ ได้เขียนบันทึกโดยบรรยายถึงความประทับใจเกี่ยวกับโบสถ์และวิหารไว้ว่า“…ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าชาวสยามนำเอาสิ่งที่เขาใช้ในการก่อสร้างตกแต่งเจดีย์ โบสถ์ วิหารของเขามาจากไหน เมื่อเปรียบเทียบกับโบสถ์ของชาวยุโรปแล้ว ต้องยอมรับว่าโบสถ์ของชาวสยามสวยงามมาก และต้องยอมรับว่าอดประหลาดใจไม่ได้ว่าท่ามกลางบ้านเรือนที่เป็นกระท่อมหรือกระต๊อบ ที่เรียกอย่างนี้เพราะเห็นว่าไม่สมควรเรียกว่าบ้าน

บ้านเมืองสยามจะเต็มไปด้วยโบสถ์ วิหาร เจดีย์ที่น่าชื่นชมเช่นในยุโรป และเชื่อว่าโบสถ์จะมีอยู่ในหมู่บ้าน และในเมืองมีมากเท่า ๆ กับโบสถ์ในปารีสทีเดียว ไม่มีโบสถ์แห่งไหนที่จะไม่ทาสีภายในโบสถ์ จะเห็นพระพุทธรูปทองคำซึ่งมีสัดส่วนพอเหมาะ การประดับตกแต่งทุกอย่างเป็นสีทอง ซึ่งประเทศฝรั่งเศสไม่มีเหมือนที่นี่…” (กรมศิลปากร. สมเด็จพระนารายณ์และพระเจ้าหลุยส์ที่14. น. 17.)

จากบันทึกที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ ทำให้เราทราบถึงความรู้สึกหรือมุมมองของชนชาติอื่นที่มีต่ออาคารทางพุทธศาสนาประเภทนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของช่างหลวงซึ่งมีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง ภูมิปัญญาเหล่านี้เกิดจากการสะสมประสบการณ์จากอดีต และผสมผสานวัฒนธรรมอื่น ๆ จนก่อเกิดเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ของ “สกุลช่างอยุธยา” ถือได้ว่าส่งอิทธิพลต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน(ในสมัยอยุธยาถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของพระอุโบสถ ซึ่งแต่เดิมนิยมสร้างวิหารมากกว่า ดังเช่นในสมัยสุโขทัย)

และหากจะจินตนาการภาพถึงความงดงามของงานพุทธศิลปะสถาปัตยกรรมประเภทนี้ ประจักษ์พยานทางด้านวัตถุที่ยังหลงเหลืออยู่และใช้งานอยู่ ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งทางด้านรูปทรงทางสถาปัตยกรรม และองค์ประกอบตกแต่งจากงานจำหลักไม้ ก็คือ พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมพระอุโบสถสกุลช่างอยุธยารูปแบบหนึ่ง(ซึ่งในยุคนี้ยังมีอีกหลายรูปแบบ) ที่มีความโดดเด่นซึ่งรอดพ้นจากพิษภัยแห่งสงคราม(รวมถึงการลักลอบขุดค้นขโมยของคนในชาติเราเองด้วย)

แต่ไม่ได้หมายความว่า รูปแบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้จะเป็นรูปแบบดั้งเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์แต่การบูรณะในสมัยหลัง ซึ่งเป็นช่วงรัตนโกสินทร์ได้พยายามรักษาสภาพเดิมไว้(ดูรายละเอียดการบูรณะที่จดบันทึกไว้ที่เห็นชนวนทั้ง3 แผ่น ซึ่งอยู่ภายในโบสถ์และวิหารน้อย)

หากมองในภาพรวมเพื่อค้นหาลักษณะร่วมในเชิงช่างของโบสถ์สกุลช่างอยุธยา สามารถจำแนกได้โดยข้าพเจ้าได้อิงกรอบแนวความคิดการแบ่งยุคสมัยทางศิลปะของ น. ณ ปากน้ำ ซึ่งจำแนกได้ดังนี้

สมัยอยุธยายุคต้น(สมัยพระเจ้าอู่ทอง–สมเด็จพระไชยราชา พ.ศ. 1893-2089 รวมระยะเวลา196 ปี) จำแนกลักษณะรูปแบบพระอุโบสถได้2 ลักษณะ คือ

1. รูปทรงมุขโถง หลังคาจั่วกันสาดและหลังคาจั่วเปิด2. รูปทรงมุขเด็จ

โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ส่วนฐาน นิยมทำฐานปัทม์(ไม่ตกท้องสำเภา) ส่วนเรือน เสานิยมทำเป็นเสาหน้าตัดแปดเหลี่ยมหรือเสากลมโดยมีบัวหัวเสาเป็นบัวโถ คันทวยมีลักษณะหยักลูกคลื่น ช่องเปิดด้านข้างนิยมทำแบบช่องแสง ส่วนยอด หน้าบันจำหลักเป็นรูปเทพหรือยักษ์ไม่นิยมทำลวดลาย

สมัยอยุธยายุคกลาง(สมัยพระยอดฟ้า–สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พ.ศ. 2089-2199 รวมระยะเวลา110 ปี) จำแนกลักษณะรูปแบบพระอุโบสถได้4 ลักษณะ คือ

1. รูปทรงมุขโถงหลังคาจั่วเปิด2. รูปทรงโรงหลังคาจั่วเปิด(ทรงคฤห์)
3. รูปทรงจั่นหับ(ด้านหน้า–ด้านหลัง)
4. รูปทรงหลังคามุขประเจิด

โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ส่วนฐาน ยังคงลักษณะรูปแบบฐานปัทม์ และเริ่มทำฐานตกท้องสำเภาในช่วงปลาย ส่วนเรือน เสาหน้าตัดเริ่มทำเสาสี่เหลี่ยมย่อมุม บัวหัวเสาแบบบัวจงกล ช่องเปิดด้านข้างเริ่มทำช่องเปิดแบบบานหน้าต่าง ส่วนยอด หน้าบันไม้จำหลักลวดลายกนกก้านขดและหน้าบันแบบเครื่องก่อประดับถ้วยชามจีน

สมัยอยุธยายุคปลาย(สมัยสมเด็จพระนารายณ์–พระเจ้าเอกทัศน์ พ.ศ. 2199-2310 รวมระยะเวลา111 ปี) จำแนกลักษณะรูปแบบพระอุโบสถได้5 ลักษณะ คือ

1. รูปทรงมุขเด็จ2. รูปทรงมุขโถง หลังคาจั่วเปิด3. รูปทรงมุขโถงหลังคาจั่วกันสาด4. รูปทรงจั่นหับ ซึ่งแบ่งย่อยได้2 ลักษณะ คือ ทรงวิลันดาและทรงคฤห์5. ทรงโรง แบ่งย่อยออกได้2 ลักษณะ คือ ทรงวิลันดาและทรงคฤห์

โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ส่วนฐาน มีลักษณะแบบฐานปัทม์แบบตกท้องสำเภา และมีการทำฐานสิงห์ ส่วนเรือน เสาหน้าตัดสี่เหลี่ยมย่อมุม บัวหัวเสาแบบบัวจงกล ช่องเปิดด้านข้างทำช่องเปิดแบบบานหน้าต่าง มีการตกแต่งซุ้มช่องเปิด ส่วนยอด หน้าบันไม้ จำหลักลวดลายละเอียดมากขึ้นและหน้าบันเครื่องก่อมีอิทธิพลศิลปะต่างชาติเข้ามาผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะมุสลิม ศิลปะตะวันตก ศิลปะจีน หรือศิลปะขอมก็ตามแต่

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อรูปแบบในเชิงช่างของโบสถ์ รวมถึงคตินิยมในการสร้างโบสถ์ในสยามประเทศ ในสมัยต่อมา(เรื่องโบสถ์ว่ายกขึ้นเป็นประธานสำคัญเมื่อไรนั้น สมเด็จกรมพระยานริศฯ ประทานอธิบายว่า“…ในการสร้างพระเจดีย์ไว้หลังโบสถ์นั้นก็มาแต่วิหารที่นมัสการพระเจดีย์นั้นเอง…หากถูกแก้ให้เป็นโบสถ์เสียในภายหลัง…” (กรมศิลปากร. เรื่องพระปฐมเจดีย์. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2528), น. 118.)นั้นหมายความว่าคติเดิมนิยมสร้างวิหารมากกว่าโบสถ์

ด้วยเพราะจริง ๆ แล้วโบสถ์เป็นที่สำหรับพระสงฆ์ที่ใช้ประกอบศาสนกิจพิธีที่เกี่ยวกับสงฆ์เท่านั้น จึงมีขนาดเล็ก ๆ ที่เพียงพอและเหมาะสมกับการใช้งานจริง ๆ ดังที่ยังปรากฏรูปแบบโบสถ์ลักษณะดังกล่าวอยู่ในแถบวัดโบราณของอีสานที่เรียกว่า “สิม” และยังถือคติเดิมคือไม่ให้สตรีเพศเข้าไป

หากแต่ในวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการปกครอง ทำให้ต้องมีการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมอื่น ๆ จากภายนอกเข้ามามากทั้งเจตนาและไม่เจตนา ทำให้คตินี้เสื่อมและถูกยกเลิกไป จนในที่สุดจึงปรับเปลี่ยนคติวิหารมาแปลงเป็นโบสถ์แทน เพราะวิหารในวัดหนึ่ง ๆ จะมีหลายหลังได้ไม่จำกัดจำนวนแต่ในขณะที่โบสถ์จะต้องมีเพียงหลังเดียวตามคตินิยมที่ยังทำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีใบเสมาเป็นสัญลักษณ์ร่วม ที่กำหนดความแตกต่างระหว่างโบสถ์กับวิหารตามโครงสร้างสังคมใหม่

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าคติการสร้างพระอุโบสถที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนั้น มีพัฒนาการด้านรูปแบบและเอกลักษณ์ในเชิงช่างที่มีลักษณะการถ่ายมาเทไป ผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลายของ รูปแบบ ศิลปะสุวรรณภูมิ จนกลายมาเป็นฉันทลักษณ์มาตรฐานของงานช่างประเพณีหลวงของราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ส่งอิทธิพลต่อให้กับวัฒนธรรมชาวบ้าน ภายใต้เงื่อนไขตัวแปรทางสังคมการเมืองเรื่องวัฒนธรรม ไม่แตกต่างอะไรจากในอดีต

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 ตุลาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “โบสถ์” สกุลช่างอยุธยา วิวัฒนาการศาสนาคารหลายร้อยปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...