โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘เฉลี่ยต้นทุน’ แบบใส่มุมมอง…ด้วย “Value Averaging” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 22 ธ.ค. 2568 เวลา 18.26 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2564 เวลา 10.42 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความ"ผันผวน"ของราคาสูง เช่น หุ้น, กองทุนหุ้น, กองทุนประหยัดภาษีที่ลงทุนในหุ้นรวมถึงกองทุนดัชนีหุ้น
หนึ่งในกลยุทธ์ที่แนะนำกันสำหรับการลงทุนก็คือ “การเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging : DCA)"เป็นวิธีการลงทุนเพื่อเฉลี่ยต้นทุนโดยนักลงทุนจะต้องมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัย‘วินัย’ในการลงทุน และต้องตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป ซึ่งนักลงทุนน่าจะได้รับรู้กันมาบ้างแล้ว
แต่ก็ยังมีการ‘เฉลี่ยต้นทุน’อีกแบบที่มีการใช้อยู่เช่นกัน นั่นก็คือValue Averaging : VA”นั่นเอง
วันนี้ ทีมงาน‘Wealthythai’มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

ตั้งเป้าพอร์ตโต ‘อย่างสม่ำเสมอ’…ด้วย “Value Averaging : VA”

นักลงทุนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับแนวคิดของDollar Cost Averaging : DCA” ที่เป็นการใช้เงินจำนวนที่เท่ากันเข้าลงทุนอย่าง‘สม่ำเสมอ’ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ยังไม่มีความชำนาญใช้ประโยชน์จากวิธีการนี้ โดยอาศัยความสม่ำเสมอในการลงทุนเป็นหัวใจในการเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงเป็นสำคัญ ซึ่งการลงทุนอย่างสม่ำเสมอยังช่วยสร้าง"วินัยในการลงทุน"ที่ดีให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย
“ดังนั้น DCA จึงเหมาะสมกับคนที่เริ่มรู้จักออมใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนชีวิตล่วงหน้าได้ดีพอสมควร แล้วไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวายว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตลาดหุ้นจะตก เราไม่สนใจ เพราะเป็นวิธีการออมและลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ใส่เงินเข้าไปลงทุนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ซึ่งพบว่าในระยะยาวจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่ำกว่าราคาตลาดของสินทรัพย์ที่ลงทุน ถือเป็น‘ประโยชน์’ที่เป็นผลพลอยได้จากวิธีการนี้นั่นเอง”
โดยแนวคิดของValue Averaging : VA”นั้น ยังคงอาศัยแนวคิดของการลงทุนที่ ‘สม่ำเสมอ’ เช่นเดียวกัน แต่แทนที่จะใช้เงินลงทุนที่เท่ากันทุกงวดก็จะมีการใส่มุมมองของผู้ลงทุนที่มีต่อภาวะตลาดในขณะนั้นๆ เข้าไปด้วย เหมือนเป็นผู้จัดการกองทุนเล็กๆ ให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอโดยมีการบริหารจัดการเพื่อ‘ปรับเพิ่ม’หรือ‘ปรับลด’น้ำหนักการลงทุนควบคู่กันไปด้วย
"แนวคิดของValue Averagingคือ มองว่าถ้าตลาดหุ้นตก ราคาหุ้นมีราคาถูกลง แทนที่เราจะใช้เงินจำนวนเท่าเดิมทุกๆ งวดในการซื้อหุ้น เราก็จะเพิ่มน้ำหนักเงินลงทุนเข้าไปเพื่อให้ได้จำนวนหุ้นหรือจำนวนหน่วยลงทุนในตอนที่ราคาหุ้นต่ำๆ ให้มากขึ้น และหากราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนเพิ่มสูงขึ้นเราก็ไม่ได้ซื้อหุ้นแพงมาเฉลี่ยต้นทุนมากนัก ในบางกรณีที่ตลาดหุ้นขึ้นแรงมากๆ แสดงว่าความเสี่ยงเริ่มเพิ่มสูงขึ้น เราก็อาจไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน หรือขายหุ้นบางส่วนออกมาเพื่อนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่นหรือตราสารอื่นที่ความเสี่ยงต่ำกว่าหรือมีราคาถูกกว่าก็ได้"

Value Averaging : VA”…ตั้งเป้าหมาย ‘พอร์ตโตอย่างสม่ำเสมอ’

วิธีการลงทุนแบบValue Averaging : VA”นั้นไม่ยาก เพียงนักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายการลงทุนว่า มูลค่าพอร์ตการลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นมูลค่าเท่าๆ กันทุกงวดการลงทุน เช่น งวดแรกตั้งเป้าหมายพอร์ตลงทุนไว้10,000 บาทงวดถัดไปต้องลงทุนให้มูลค่าพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น20,000 บาทงวดที่สามต้องเพิ่มเป็น30,000 บาทมูลค่าพอร์ตลงทุนจะต้องเพิ่มเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกงวดดังนี้ แต่ที่เราใช้เงินลงทุนแต่ละงวดไม่เท่ากันก็เพราะว่าราคาหุ้นหรือราคาหน่วยลงทุนมีขึ้นมีลงนั่นเอง

ตัวอย่างนาย A ใช้เงินลงทุนเริ่มแรก 10,000 บาท ราคาหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาท นาย A ก็จะได้หน่วยลงทุนมาทั้งหมด 1,000 หน่วยลงทุน(=10,000/10) คิดเป็นมูลค่าพอร์ตลงทุน 10,000 บาท วิธีการของ VA ตั้งเป้าหมายว่าเราจะลงทุนด้วยจำนวนเงินในแต่ละเดือนที่ทำให้มูลค่าพอร์ตของเราทวีขึ้นเดือนละ 10,000 บาท
พอถึงกำหนดต้องลงทุนงวดที่2ราคาหน่วยลงทุนลดลงมาเหลือ 8 บาท มูลค่าพอร์ตลงทุนของเราก็ลดลงมาเหลือ 8,000 บาท นาย A จึงต้องลงทุนในงวดที่ 2 อีก 12,000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ตลงทุนของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จึงทำให้นาย A ได้หน่วยลงทุนเพิ่มมาที่ต้นทุน 8 บาท อีก 1,500 หน่วยลงทุน(=12,000/8)
พอถึงงวดที่3มูลค่าพอร์ตลงทุนที่ตั้งเป้าไว้ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท แต่ปรากฏว่าราคาหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตลงทุนของนาย A เพิ่มขึ้นเป็น 31,250 (=2,500*12.5) ดังนั้นในงวดที่ 3 นี้นอกจากนาย A จะไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว ยังจะต้องขายหน่วยลงทุนออกไป 1,250 บาท เพื่อให้มูลค่าพอร์ตตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เป็น 30,000 บาทนั่นเอง
"ถ้างวดใดมูลค่าพอร์ตเพิ่มมากขึ้นจนเราต้องขายหุ้นหรือหน่วยลงทุนออกไป แสดงว่าตลาดขึ้นมาแรง ความเสี่ยงสูง การไม่ลงทุนในหุ้นเพิ่มและขายบางส่วนออกมานั้น ทำให้ผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปในตลาดอื่นๆ หรือตราสารประเภทอื่นๆ ได้ จากตัวอย่างด้วยวิธี Value Averagingนาย A จะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นเพียง 20,750 บาท ได้หน่วยลงทุนมา 2,400 หน่วยที่ต้นทุนเฉลี่ย 8.65 บาท ซึ่งถูกกว่าวิธี Dollar Cost Averaging"
แต่ ‘จุดด้อย’ของ Value Averagingก็มีเช่นกัน เพราะหากราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง การจะทำให้พอร์ตโตได้ตามเป้าหมาย นักลงทุนจะต้องใช้เงินลงทุนเข้ามาเติมมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งหากรายรับมีจำกัด อาจกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ลงทุนในการใช้ชีวิตได้เช่นกัน หรืออาจจะยากที่จะทำให้ปฏิบัติได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ต่างกับ Dollar Cost Averagingที่รู้แน่ๆ เลยว่า …แต่ละงวดจะใส่เงินเข้ามาเท่านี้ก็ว่ากันไปนั่นเอง
อย่าลืมว่านักลงทุนเองก็สามารถ‘ลดความเสี่ยง’ ได้ด้วยการเข้า "ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ" ในการเข้าซื้อแต่ละครั้งอาจจะซื้อถูกจังหวะบ้าง ผิดจังหวะบ้าง แต่ในที่สุดต้นทุนในการลงทุนก็จะเฉลี่ยกันไป ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนมี "ต้นทุน" ในการลงทุนโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าการเข้าลงทุนเพียงครั้งเดียวนั่นเอง ซึ่งแนวคิดของ ‘Value Averaging: VA’ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...