Fruitvale Station – หนึ่งวันธรรมดาและตลอดไปที่ไม่มีจริง - เพจ Kanin The Movie
* บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
“ผมอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป”
“ตลอดไปเป็นยังไง?”
เชื่อว่าตอนนี้ใครหลายคนคงกำลังวางแผนสำหรับ “ปีใหม่” ของตัวเอง ทั้งในส่วนของกิจกรรมเคาท์ดาวน์ ไปจนถึงเรื่องที่ตั้งใจจะทำในปีหน้า บ้างอาจจะให้ความสำคัญกับมันมาก และบ้างอาจจะให้ความสำคัญกับมันน้อย กระนั้นเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการก้าวสู่ปีใหม่นั้นเป็นหมุดหมายสำคัญจุดหนึ่งของชีวิตที่เหมือนเปิดโอกาสให้เราได้นับหนึ่งกับบางสิ่งอีกครั้ง การนับถอยหลังวินาทีจากปีหนึ่งไปสู่อีกปีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุกน่าตื่นเต้นในเทศกาล แต่ยังเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตสำหรับใครหลายคนด้วย , แน่นอนว่าสำหรับโลกภาพยนตร์ มีหนังหลากหลายเรื่องที่หยิบเอาหัวข้อปีใหม่มานำเสนอมากมายผ่านเรื่องราวของเทศกาลแห่งความสุข ไปจนถึงการเริ่มต้นใหม่ให้ชีวิต กระนั้น ภาพยนตร์ที่เรานึกถึงเป็นเรื่องแรกกลับไม่ใช่เรื่องราวแห่งรอยยิ้มและการเฉลิมฉลองนัก แต่เป็นบรรยากาศความเศร้าชวนใจหายใน “Fruitvale Station” เสียมากกว่า - ภาพยนตร์ดราม่าโศกนาฏกรรมจากเรื่องจริงที่ร้อยเรียงชีวิตหนึ่งวันสุดท้ายของ “ออสการ์ แกรนท์” ชายธรรมดาคนหนึ่งในคืนปีใหม่
หนังค่อยๆ พาเราไปทำความรู้จักกับ ออสการ์ แกรนท์ ชายธรรมดาคนหนึ่งกับชีวิตทั่วไปในวันสุดท้ายของปี 2008 เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาและลูก ได้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับแม่ ได้รับฟังอดีตที่ผ่านพ้นไปจนถึงอนาคตที่ตั้งเป้าหมายไว้ แกรนท์ กำลังต่อสู้กับหน้าที่การงานและความมั่นคงครอบครัวแต่อย่าคิดว่ามันจะเป็นหนังดราม่าแด่การต่อสู้ชีวิต มันไม่ใช่เรื่องราวที่มีต้นกลางจบหรือบทสรุปตามสูตรสำเร็จที่เคยเข้าใจ เพราะสุดท้ายทุกอย่างได้พังทลายลงหลังจากเขาตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าไปงานปีใหม่ประจำเมืองก่อนจะเสียชีวิตจากปืนของตำรวจที่พยายามจับกุมเขาหลังทะเลาะวิวาทกับอดีตนักโทษที่เคยเจอในคุกบนรถไฟ
นี่คือผลงานหนังยาวเรื่องแรกของ ไรอัน คูกเลอร์ (Black Panther, Creed) ที่เขาสนใจจะทำตั้งแต่ได้ยินข่าวเรื่องนี้เมื่อตอนต้นปี 2009 , คูกเลอร์ เติบโตและอาศัยอยู่ใน เบย์ แอเรีย บริเวณเดียวกับ แกรนท์ มากไปกว่านั้นทั้งสองยังมีอายุเท่ากันด้วย (ณ ตอนนั้นทั้งคู่มีอายุ 22 ปี คูกเลอร์ เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยทางด้านภาพยนตร์) แม้ว่าเรื่องราวการเสียชีวิตของ ออสการ์ แกรนท์ จะนำมาสู่เหตุการณ์ประท้วงและการตั้งคำถามต่อสังคมอเมริกาในวงกว้าง (ทั้งเรื่องของการทำงานเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจนถึงเรื่องของสีผิว) คูกเลอร์ กลับเลือกที่จะโฟกัสเรื่องราวดังกล่าวในช่วงเวลาก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นหนึ่งวันแทน เพราะสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่ผลลัพธ์หรือเรื่องราวหลังโศกนาฏกรรมนี้แต่เป็นชีวิตปูมหลังของ ออสการ์ แกรนท์ ต่างหากที่สำคัญต่อการสื่อสารมายังผู้ชม คูกเลอร์ กล่าวถึงส่วนหนึ่งของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้ได้น่าสนใจ “ผมต้องการให้คนดูได้รู้จักกับชายคนนี้ ได้ผูกพันกับเขา และเมื่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา มันจะไม่ใช่แค่เรื่องเรื่องหนึ่งที่คุณอ่านในหนังสือพิมพ์ .. เมื่อคุณรู้จักใครสักคนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณจะรู้ว่าชีวิตของพวกเขามีความหมาย”
เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบใน Fruitvale Station จึงไม่ใช่การพยายามที่จะสำรวจและสนใจไปยังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม แต่เป็นการค่อยๆ พาผู้ชมไปทำความรู้จักกับ แกรนท์ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิต มีงาน มีคนรัก มีครอบครัว อย่างคนทั่วไป ซึ่งยิ่งเราได้เห็นมิติชีวิตของเขามากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ปลายทางใจสลายมากขึ้นเท่านั้น คูกเลอร์ ไม่ได้พยายามทรีตตัวละครออกมาให้น่าสงสารจนเกินธรรมชาติ ชีวิตหนึ่งวันของ ออสการ์ แกรนท์ ก็เหมือนกับชีวิตหนึ่งของใครหลายๆ คน มันอาจจะไม่ใช่วันที่พิเศษ ไม่ใช่วันที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการไม่ได้มีอีกหนึ่งวันให้ใช้ชีวิตต่อไป ใครหลายคนขณะชมภาพยนตร์อาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องเฝ้ามองสังเกตการณ์ชีวิตของชายคนหนึ่งที่ดูไม่มีอะไรพิเศษหรือน่าสนใจ แต่มันกลับกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดทรงพลังเมื่อบทสรุปของเรื่องฉายให้เห็นถึงจุดจบชีวิตของเขา การที่ แกรนท์ เสียชีวิตโดยที่ตนไม่ได้ทำผิดอะไรก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน การที่เขายังมีสิ่งต่างๆมากมายให้จัดการ มีคนอีกมากมายที่เขาต้องใช้ชีวิตร่วมและดูแล ก็ทำให้เราใจสลายด้วยที่เขาจะไม่มีโอกาสได้สานต่อสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว
“ผมอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป”
“ตลอดไปเป็นยังไง?”
ประโยคที่พูดถึงข้างต้นบทความคือบทสนทนาระหว่าง ออสการ์ แกรนท์ กับ ภรรยา ในตอนเปิดเรื่อง เขาพูดถึงความต้องการของตนที่อยากจะอยู่กับลูกและเมียตลอดไป บทสรุปตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สั่นคลอนประโยคดังกล่าวอย่างน่าชวนใจหาย เพราะมันไม่มีคำว่าตลอดไปอย่างที่เขาตั้งใจไว้จริงๆ ชีวิตที่เป็นเรื่องที่เปราะบาง ในหลายๆ ครั้งมันทำให้รู้สึกแบบนั้น ชีวิตของ แกรนท์ เองก็ทำให้รู้สึกแบบนั้น ณ ขณะที่กำลังเจ็บปวดกับชะตากรรมของชายบริสุทธิ์ที่ถูกยิงระยะเผาขนบนสถานีรถไฟ มันคือเรื่องราวที่ทำให้เราได้ทบทวนถึง เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้ของตัวเอง การที่ คูกเลอร์ กำกับภาพยนตร์ออกมาได้มนุษย์และเป็นธรรมชาติราวกับสารคดี (โดยเฉพาะช่วงท้ายที่สถานีรถไฟฟลุตเวลล์) ทำให้เราสัมผัสตรงนี้ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
Fruitvale Station คือภาพยนตร์ดราม่าเรื่องเยี่ยมเรื่องหนึ่งของทศวรรษ 2010s และเป็นกรณีที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องราวชีวประวัติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หนังใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆในการพาผู้ชมไปผูกพันและรู้สึกร่วมไปกับชีวิตของคนจำนวนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย ทั้งทางตรง (ออสการ์ แกรนท์) และทางอ้อม (ภรรยา ลูก และครอบครัว) แบบกะทันหันในวันที่ไม่มีใครคาดคิด ความธรรมดาคืออาวุธทำลายล้างที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ การพาคนดูไปสัมผัสกับห้วงวินาทีของความตายอย่างค่อยเป็นค่อยไปมันน่าทรมาน มันเชื่องช้าและเจ็บปวดในขณะที่ช่วงเวลาอื่นๆ กลับเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่เรามีความสุข
หลังเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมขึ้น ทั้งการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อคนผิวสี มาตราการการรับมือของตำรวจ และความสมเหตุสมผลของโทษที่ผู้ก่อเหตุได้รับ ซึ่งหนังไม่ได้พยายามผลักประเด็นไหนให้ไปไกลนอกเสียจากอธิบายมันเป็นตัวอักษร (แต่ก็เชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน มันทั้งเศร้า น่าสลด และก็โกรธในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง) สิ่งที่น่าสนใจและทำให้เรื่องนี้ชัดเจนคือการที่ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ ผู้ชมได้กลายเป็นพยานให้เหตุการณ์รุนแรงที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ แต่ไม่เคยได้สัมผัสต่อหน้า ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจของหนัง (และ คูกเลอร์ ใช้มันเป็นฉากเปิดเรื่อง
“เราต่างได้ยินเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรง เรื่องของคนที่ถูกยิง ทั้งฆ่ากันเอง และถูกฆ่าโดยตำรวจ มันเป็นสิ่งที่เราตระหนักถึงอย่างต่อเรื่องเสมอ แต่ครั้งนี้เราได้พบเห็นมันด้วย วิดีโอทำให้เราทุกคนกลายเป็นพยาน”