โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมการค้าต่างประเทศ แจงข้อกำหนด ห้ามนำเข้า รถยนต์มือ 2 มีผล 10 ธ.ค. นี้

Khaosod

อัพเดต 28 พ.ย. 2562 เวลา 08.54 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 08.54 น.
กรมการค้าต่างประเทศ แจงข้อกำหนด ห้ามนำเข้า รถยนต์มือ 2

กรมการค้าต่างประเทศ แจงข้อกำหนด ห้ามนำเข้า รถยนต์มือ 2 มีผล 10 ธ.ค. นี้

รถยนต์มือ 2 / วันที่ 28 พ.ย. นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจะมีผลใช้บังคับวันที่ 10 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดห้ามนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วหลายชนิด โดยเฉพาะรถยนต์นั่งใช้แล้วส่วนตัว ซึ่งใบอนุญาตนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วทุกประเภทที่ออกตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายฉบับเดิม จะมีอายุไม่เกินวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ดังนั้น ผู้ได้รับใบอนุญาตแล้วจะต้องนำเข้ารถยนต์ให้แล้วเสร็จภายในอายุใบอนุญาตด้วย

สำหรับการนำเข้ารถยนต์ลักษณะพิเศษใช้แล้ว อาทิ รถหัวลาก รถเครนและปั่นจั่น และการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วที่ได้รับบริจาคของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การสาธารณกุศล อาทิ รถพยาบาลและรถดับเพลิง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ยังคงสามารถขออนุญาตนำเข้าได้

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

สำหรับการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วประเภทอื่น อาทิ การนำเข้ารถยนต์ที่มีเอกสิทธิ์ทางการทูต การนำเข้ารถยนต์ชั่วคราว การนำเข้ารถยนต์ต้นแบบเพื่อวิจัยและทดสอบ การนำเข้ารถยนต์เพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก การนำเข้ารถยนต์เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และการนำเข้ารถยนต์ที่เป็นยุทธภัณฑ์ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรายละเอียดในประกาศกระทรวงฯ ฉบับดังกล่าว

กรณีการนำเข้ารถยนต์เพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.62 เป็นต้นไป ผู้ประกอบอุตสาหกรรมปรับสภาพรถยนต์หากประสงค์จะนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเพื่อปรับปรุงหรือซ่อมด้วยวิธีการใดๆ ให้มีสภาพใช้งานได้ในเขตประกอบการเสรีหรือเขตปลอดอากรแล้วส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมศุลกากรและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ย.62กรมฯ ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประกาศกระทรวงฯ ฉบับดังกล่าว ที่ประชุมขอให้กรมการค้าต่างประเทศซักซ้อมความเข้าใจแนวปฏิบัติในกรณีการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเพื่อปรับปรุงหรือซ่อมด้วยวิธีการใดๆ ให้มีสภาพใช้งานได้ในเขตประกอบการเสรีหรือเขตปลอดอากร ดังนี้

1. ผู้นำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเพื่อปรับปรุงหรือซ่อมด้วยวิธีการใดๆ ให้มีสภาพใช้งานได้ในเขตประกอบการเสรีหรือเขตปลอดอากรแล้วส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือกฎหมายว่าด้วยศุลกากร จะต้องมีหนังสือแสดงเจตนาหรือวัตถุประสงค์ประกอบใบขนสินค้าขาเข้า และจะต้องมีสถานประกอบการในเขตดังกล่าวด้วย

2. ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 “ปรับปรุง” หมายความว่า แก้ไขให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น “ซ่อม” หมายความว่า ทำสิ่งที่ชำรุดให้คืนดี ดังนั้น “การปรับปรุงหรือซ่อมด้วยวิธีการใดๆ ให้มีสภาพใช้งานได้” หมายความถึง การแก้ไขหรือปรับปรุงของที่ชำรุดหรือเสียหายให้คืนดีหรือเรียบร้อยยิ่งขึ้น แต่ไม่รวมถึง การบำรุงรักษาทั่วไปหรือตรวจสภาพการใช้งาน

อาทิ การทำความสะอาด การขัดสีที่มิได้อยู่ในกระบวนการทำสีและซ่อมสี การตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ การทดสอบระบบการขับเคลื่อน การตรวจสอบระบบไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานการปรับปรุงหรือซ่อมเมื่อดำเนินการแล้วเสร็ ผู้ประกอบการรายใดที่ได้รับอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศให้นำเข้ารถยนต์เพื่อปรับสภาพแล้วส่งออกก่อนวันที่ 10 ธันวาคม 2562 จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎหมายเดิมจนกว่าจะพ้นภาระและความรับผิด ทั้งนี้ รวมถึงการนำเข้ารถยนต์เป็นการชั่วคราวด้วย

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝ่าฝืนนำเข้าสินค้าต้องห้ามจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ดังนั้น หากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนนำเข้าสินค้ารถยนต์ใช้แล้วตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.01 (ยกเว้นรถหัวลาก) ประเภท 87.02 ประเภท 87.03 (ยกเว้นรถพยาบาล) ประเภท 87.04 และรถยนต์ใช้แล้วที่มีอายุเกินหนึ่งร้อยปี (รถโบราณ) ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 97.06 ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าแล้ว

กรมศุลกากรจะดำเนินการทำลายรถยนต์ดังกล่าว ผู้ประสงค์นำเข้าจึงต้องตรวจสอบประเภทรถยนต์ใช้แล้วให้เรียบร้อยก่อนนำเข้าว่าเข้าข่ายต้องห้ามนำเข้าหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...