โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เอไอเอส'​ เดินเครื่อง 5G เพื่อการแพทย์ ช่วยคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 เม.ย. 2563 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2563 เวลา 08.50 น.

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ​เอไอเอส​ เปิดเผย​ว่า เอไอเอสได้ดำเนินภารกิจ​เร่งด่วน​ โดย​นำเครือข่าย​ 5G ที่เหมาะสมในการเป็นโครงข่ายดิจิทัลพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติงานทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือคนไทยและช่วยประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตไวรัสโควิด-19 อาทิ การติดตั้งเครือข่าย 5G ในโรงพยาบาลที่รับตรวจและรักษาผู้ป่วยโควิด-19, การส่งมอบหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ 5G โรบอตฟอร์แคร์ เพื่อช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งได้ส่งมอบจำนวน 18 ตัว ให้กับโรงพยาบาล 17 แห่งแล้ว โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างเร่งพัฒนาและส่งมอบทั้งหมด 23 ตัว ให้กับโรงพยาบาล 22 แห่ง ภายในเดือนพฤษภาคม 2563

นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับครั้งนี้ เอไอเอส ได้นำ 5G มาช่วยยกระดับศักยภาพการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ให้กับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยครอบคลุมตั้งแต่การนำ 5G เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถให้กับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยตรง เพื่อทำให้อุปกรณ์ทางแพทย์สามารถทำงานและแสดงผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ประกอบกับสนับสนุนการพัฒนาระบบประมวลผลปัญญาประดิษฐ์​ (เอไอ)​ บนเครือข่าย 5G สำหรับเครื่องซีทีสแกนปอด เครื่องแรกของไทย ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้นหลายเท่าตัว, การมอบหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ 5G โรบอทฟอร์แคร์ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ช่วยรักษาระยะห่าง เพื่อปกป้องทั้งทีมแพทย์และผู้ป่วยให้ปลอดความเสี่ยงโควิด-19

รวมถึงการนำแอพพลิเคชั่น​เกี่ยวกับบริการพบแพทย์ออนไลน์ เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบปรึกษาแพทย์ผ่านทางไกลจากที่บ้าน โดยที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาล ซึ่งช่วยในการคัดกรองผู้ป่วย แบ่งเบาภาระให้กับทีมแพทย์ อีกทั้งเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ทั้งยังได้นำ 5G มาสนับสนุนการเรียนการสอนแบบสมาร์ทคลาสรูม ของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อประโยชน์ด้านการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์

“ทั้งหมดนี้จะสร้างประโยชน์ต่อการรักษาพยาบาลในปัจจุบัน โดยมีโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นโมเดลต้นแบบของการรักษาพยาบาลผ่านเทคโนโลยี 5G และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการต่อยอดวิจัยและพัฒนาในอนาคต เตรียมความพร้อมสู่ความปกติในรูปแบบใหม่ (นิวนอมอล) วงการแพทย์ไทยหลังยุคโควิด-19 ซึ่งเราก็ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อจุดประกายและส่งต่อองค์ความรู้เทคโนโลยี 5G เพื่อการแพทย์สู่สังคมไทย” นายสมชัย กล่าว

ทั้งนี้ 5G เทเลเมดดิซีน โซลูชัน​ เพื่อสนับสนุนบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย 1.นำ 5G สนับสนุนการพัฒนาระบบประมวลผลเอไออัจฉริยะสำหรับเครื่องซีทีแปอด บนเครือข่าย 5G เครื่องแรกของไทย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องซีทีสแกนให้สามารถส่งภาพปอดที่มีไฟล์ขนาดกว่า 300 เมกะไบต์ ขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยระบบเอไอจะทำการเปรียบเทียบภาพปอดของผู้ป่วย โควิด-19 และประมวลผลว่าปอดของผู้ป่วยคนนี้ มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ และอยู่ในระยะไหน ซึ่งให้ผลแม่นยำถึง 96% และช่วยลดเวลาทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมาก จากเดิม 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 30 วินาที

2.ส่งมอบหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ 5G โรบอทฟอร์แคร์ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ในการดูแลพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 โดยนำเทคโนโลยี อาทิ เทคโนโลยีอินฟราเรด ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายได้อย่างแม่นยำ, เทคโนโลยีสร้างแผนที่​สามมิติ​ กำหนดแผนที่เส้นทางเดินของหุ่นยนต์ ให้เคลื่อนที่เข้าหาผู้ป่วยได้โดยอัตโนมัติ, เทเลเมดดิซีน ระบบปรึกษาทางไกลระหว่างแพทย์และผู้ป่วยผ่านวิดีโอคอลเพื่อให้แพทย์ที่อยู่ด้านนอกห้องใช้สมาร์ทดีไวซ์ เชื่อมต่อมาที่ตัวหุ่นยนต์ เพื่อพูดคุยและดูอาการคนไข้ภายในห้องพักได้

3.สนับสนุนสมาร์ทดีไวซ์, เครือข่าย และแอพพลิเคชัน แบบครบวงจร เพื่อเสริมประสิทธิภาพบริการปรึกษาแพทย์ทางไกล ด้วยระบบวิดีโอคอล ซึ่งถูกนำไปใช้งานที่ศูนย์บริการโควิด-19 คอลเซ็นเตอร์​ ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยร่วมกับแอพพลิเคชัน ME-MORE (มีหมอ) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชัน​พบแพทย์ออนไลน์ ที่ให้คนไข้หรือผู้สงสัยว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถปรึกษาแพทย์ทางไกลจากที่บ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล

4.นำ 5G มาสนับสนุนการเรียนการสอนแบบสมาร์ท​คลาสรูม ของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยสร้างห้องเรียนอัจฉริยะเพื่อเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษาคณะต่างๆ ทั้งการเรียนในห้องเรียนที่มีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (โซเชียล ดิสแทนซิ่ง)​ และการเรียนออนไลน์ รวมทั้งการฝึกปฏิบัติแบบเรียลไทม์ให้มีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยประเมินการเรียนการสอนระหว่างอาจารย์และนักศึกษา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...