"เทเลเมดิซีน" แรงจัด อานิสงส์ "หมอ-คนไข้" รักษาระยะห่าง
คอลัมน์ Market Move
“เทเลเมดิซีน” (telemedicine) หรือบริการทางการแพทย์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต และการสื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอคอล, แอปแชต, แชตบอต ฯลฯ กำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงแบบก้าวกระโดดในช่วงไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดนี้ และทำให้ทั้งแพทย์และผู้ป่วยต่างต้องการหลีกเลี่ยงการพบปะกันโดยตรง เพื่อความปลอดภัยของทั้ง 2 ฝ่าย
สำนักข่าว “ซีเอ็นบีซี” รายงานว่า บริษัทวิจัยฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช คาดการณ์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้จำนวนการใช้บริการเทเลเมดิซีนทั่วสหรัฐอเมริกาจะแตะ 1 พันล้านครั้งภายในสิ้นปี 2563 นี้ โดย 900 ล้านครั้ง จะมาจากเคสโควิด-19 และอีก 200 ล้านครั้งจากผู้ป่วยปกติ นับเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เดิมที่คาดว่าจะมีผู้ใช้งานเพียงประมาณ 36 ล้านครั้งเท่านั้น เพราะสถานะเดิมที่เป็นบริการในกลุ่มนิช สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นพิเศษเท่านั้น
“อาริเอล เทรสซินสกี้” นักวิเคราะห์ของฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้เทเลเมดิซีนไม่แพร่หลายในช่วงก่อนหน้านี้ เป็นเพราะอุปสรรคหลัก ๆ 3 ด้าน คือ กองทุนสุขภาพไม่รองรับค่าใช้จ่ายด้านนี้, จำนวนสถานพยาบาลที่ให้บริการยังน้อย และหลักนิยมพบแพทย์แบบตัวเป็น ๆ
แต่ขณะนี้อุปสรรคทั้งหมดได้หายไปหมดสิ้นเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องใช้มาตรการร้องขอแกมบังคับให้ประชาชนรักษาระยะห่างระหว่างกัน ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ในกรณีไม่ฉุกเฉิน พร้อมแนะนำให้ใช้ “เทเลเมดิซีน” แทน เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส
รวมถึงประกาศให้กองทุนประกันสุขภาพของรัฐบาลออกค่าใช้จ่ายให้แพทย์-สถานพยาบาลในเรตเดียวกับการพบแพทย์แบบปกติ จากเดิมที่จะจ่ายเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือสูงอายุ จนไม่สามารถเข้ามารับบริการด้วยตนเองที่สถานพยาบาลได้เท่านั้น และยังอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปในการให้บริการเทเลเมดิซีนได้ ช่วยเร่งเพิ่มจำนวนสถานพยาบาลที่เปิดบริการรูปแบบนี้ให้มากขึ้นแบบก้าวกระโดด
“การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกปากแนะนำให้แพทย์-ผู้ป่วยใช้เทเลเมดิซีนด้วยตัวเองนั้น ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคชาวอเมริกันได้มากและรวดเร็ว”
นอกจากนี้บรรดาบริษัทประกันและโรงพยาบาลยังร่วมกระแสด้วยการแนะนำลูกค้า-ผู้ป่วยในเคสเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ใช้บริการเทเลเมดิซีนแทนการไปพบแพทย์โดยตรงในช่วงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงติดโรคและลดภาระของโรงพยาบาล
ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโทมัส เจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ที่แจกแท็บเลตให้กับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ที่มาใช้บริการ เพื่อใช้สื่อสารกับแพทย์จากในห้องกักกันโรค ช่วยลดความเสี่ยง และปริมาณการใช้ชุดป้องกันลงได้มาก เช่นเดียวกับคลินิกหลายแห่งเริ่มนำวิธีนี้มาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน หรือให้บริการกับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างกักตัว
ทั้งนี้ สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนจากผลสำรวจของบริษัทวิจัยฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน ที่พบว่ายอดการใช้งานเทเลเมดิซีนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้นถึง 50% เช่นเดียวกับข้อมูลจากผู้ให้บริการเทเลเมดิซีนอย่าง “เทลาด็อก” (Teladoc) ที่เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอลถึง 15,000 คนต่อวัน
สอดคล้องกับความเห็นของ “บ็อบ เมอเร่” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ข้อมูลทางการแพทย์ของเน็กซ์เจน เฮลท์แคร์ บริษัทผู้ให้บริการเทเลเมดิซีน ที่กล่าวว่า ตอนนี้การใช้งานเทเลเมดิซีนเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีการนี้ทวีความสำคัญขึ้นจนกลายเป็นทางเลือกเดียวของทั้งฝั่งแพทย์และผู้ป่วย โดยเฉพาะในพื้นที่มีการระบาดรุนแรงอย่างนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ โดยขณะนี้ตนเองได้ปิดคลินิกในนิวเจอร์ซีย์ชั่วคราว หันมานัดผู้ป่วยผ่านทางเทเลเมดิซีนอย่างเดียวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แพทย์ในสหรัฐหลายรายตั้งข้อสังเกตว่า เทรนด์เทเลเมดิซีนจะยั่งยืนแค่ไหนนั้น ต้องจับตาดูนโยบายของรัฐบาลหลังจากนี้ว่าจะยังคงให้กองทุนสุขภาพ และบริษัทประกันจ่ายผลตอบแทนในระดับเดียวกับการพบแพทย์แบบปกติต่อไปหรือไม่ เพราะเดิมสถานพยาบาลแทบจะไม่ได้รับค่าใช้จ่ายใด ๆ จากการให้บริการเทเลเมดิซีนเลย ทำให้สถานพยาบาลขนาดเล็กไม่สามารถให้บริการแบบนี้ได้
ทั้งนี้ จากสถานการณ์การระบาดที่แพร่ไปทั่วโลก เป็นไปได้สูงว่าเทรนด์เทเลเมดิซีนอาจจะได้รับความนิยมในประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน