ปลูก"แก้วมังกร" เสริมจากการทำนา สร้างรายได้ดี ปลูกง่าย ติดผลดก ผลผลิตต่อไร่สูง
“แก้วมังกร” หรือDragon fruit เป็นพืชในตระกูลแค็กตัสหรือสกุลหนึ่งของกระบองเพชร เป็นพืชไม้เลื้อย มีพื้นเพดั้งเดิมอยู่ในแถบอเมริกากลาง โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาทางประเทศเวียดนาม เมื่อ 100 ปี ที่ผ่านมา จนกระทั่งเป็นผลไม้ประจำถิ่นของเวียดนาม ปลูกในเชิงการค้าเป็นจำนวนมากในเวียดนาม สำหรับประเทศไทยเริ่มรู้จักผลไม้ชนิดนี้อย่างแพร่หลาย เมื่อ พ.ศ. 2534 เนื่องจากมีการนำเข้าต้นพันธุ์ดีจากเวียดนามมาปลูกเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาในช่วงแรกเป็นพันธุ์เนื้อในสีขาว ต่อมาอีกระยะหนึ่งจึงมีการนำเข้าแก้วมังกรพันธุ์เนื้อในสีแดง ซึ่งเป็นพันธุ์มาจากไต้หวัน เข้ามาปลูกในประเทศไทย
และมีอีกหลายสายพันธุ์ที่ทั้งนำเข้ามาจากต่างประเทศและเกิดขึ้นจากการผสมพันธุ์ในบ้านเรา ลำต้นเลื้อยของแก้วมังกรนั้นเป็นกิ่ง 3 แฉก และมีรอยหยักโดยตลอด รูปร่างนี้จึงดูคล้ายครีบมังกร จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของชื่อ แก้วมังกร นั่นเอง แต่ละแฉกของแก้วมังกรนั้นจะอวบน้ำเต่งตึง แท้ที่จริงแล้วนั้นกิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ลำต้นที่แท้จริง แต่เป็นใบที่เปลี่ยนรูปมา ลำต้นจริงๆ นั้นอยู่ภายในศูนย์กลางของแฉก ซึ่งก็เป็นลักษณะของตกระบองเพชรรูปแบบหนึ่ง
ลักษณะของต้นแก้วมังกร ลำต้นเป็นแฉก 3 แฉก สีเขียว อวบน้ำ มีความยาวประมาณ 5 เมตร ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นส่วนของใบที่เปลี่ยนรูปร่างไป ส่วนลำต้นที่แท้จริงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของแฉกทั้ง 3 บริเวณตาข้างจะมีหนาม 1-5 หนาม มีรากทั้งในดินและรากอากาศ
ดอกมีขนาดใหญ่ เกิดบริเวณปลายกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เมื่อบานมีลักษณะคล้ายปากแตร โดยจะบานในช่วงหัวค่ำจนถึงเช้า มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกจะมีความยาวประมาณเกือบ 1 ฟุต ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม เป็นช่วงที่แก้วมังกรให้ผลผลิต
ผลมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยมทู่ๆ เรียงรายอยู่ทั่วไปบนผิวเปลือก เปลือกหนา มีสีชมพูอมส้ม ภายในผลเมื่อผ่าออกจะมีเนื้อสีขาวขุ่นหรือสีชมพู ในเนื้อจะมีเมล็ดเล็กๆ สีดำ คล้ายกับเมล็ดงาฝังตัวอยู่ ตาข้างๆ ของต้นแก้วมังกรจะมีหนามอยู่โดยทั่วไป ตำแหน่งที่มีหนามนั้นคือ ส่วนที่จะเกิดเป็นดอกและผลแก้วมังกรต่อมานั่นเอง
แก้วมังกร ปัจจุบันกลายเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการปลูกเชิงการค้าในบ้านเรา ซึ่งก่อนหน้านี้ปลูกมากในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ซึ่งต่อมาพื้นที่เพาะปลูกแก้วมังกรกลับมาปลูกมากในเขตอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และได้รับความนิยมบริโภคไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่น โดยเฉพาะสุภาพสตรีส่วนใหญ่ใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก (ลดความอ้วน) เมื่อมีคนใดคนหนึ่งสามารถลดน้ำหนักได้จริง ทำให้มีการใช้ผลแก้วมังกรนี้เป็นองค์ประกอบของการควบคุมน้ำหนักของสุภาพสตรีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ คุณสมบัติของแก้วมังกรมีพอสมควร โดยมี
สารมิวซิเลจ (Muciage) สารพวกนี้เป็นโพลีแซ็กคาไรด์เชิงซ้อน มีลักษณะคล้ายวุ้น หรือเยลลี่ ช่วยดูดน้ำตาลกลูโคส โดยเฉพาะในคนที่เป็นเบาหวาน โดยไม่พึ่งอินซูลิน ลดไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นในเลือดต่ำ เพิ่มธาตุเหล็กอีกด้วย
แก้วมังกรอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งมีปริมาณสูงมาก จึงช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่าย ในส่วนของเนื้อมีสาร Complex Polysaccharides เป็นตัวที่ช่วยลดการดูดซึมไตรกลีเซอไรด์ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก บรรเทาโรคโลหิตจาง รวมถึงแร่ธาตุอีกมากมาย ทั้ง วิตามินบี 1 บี 2
บี 3 วิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน และแคลเซียม
ผลแก้วมังกรมีคุณค่าทางอาหาร มีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิต ตับ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ และต่อมลูกหมาก เสริมสร้างภูมิต้านทานกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อ และในแก้วมังกรเนื้อแดงนั้นยังมีสารไลโคปีนที่สามารถต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย ด้วยรสชาติที่หวานน้อยประกอบกับคุณค่าทางโภชนาการของแก้วมังกรที่มีมากมายเช่นนี้ จึงทำให้เป็นผลไม้ที่หลายๆ คนชื่นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รักสุขภาพ กลัวความหวาน กลัวไขมัน ต้องการลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนัก รวมถึงผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วย
คุณสมคิด บุญทูล เจ้าของสวน “สวนแก้วมังกรสมคิด” บ้านเลขที่ 36/2 หมู่บ้านยางตะพาย ตำบลบึงบัว อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โทร. (094) 229-6545 เล่าว่า ตนเองและครอบครัวเริ่มมาปลูกแก้วมังกร เนื่องจากความชอบก่อน มีเพื่อนบ้านปลูกอยู่ เห็นว่าต้นแก้วมังกรออกดอกสวย จึงศึกษาว่า ถ้าตนเองจะปลูกแก้วมังกรนั้นยากหรือไม่ ซึ่งพบว่าแก้วมังกรเป็นพืชที่ปลูกง่าย ออกดอกง่าย ติดผลดก ยิ่งปลูกเชิงการค้าแล้วแก้งมังกรเป็นพืชที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงมาก ปลูกเพียง 1 ปี ก็เริ่มมีผลให้เก็บได้แล้ว ประกอบกับครอบครัวมีอาชีพทำนาชอบทำการเกษตร อีกอย่างมองว่าจังหวัดพิจิตรไม่มีคนปลูกแก้วมังกรแบบเป็นสวน ถ้าปลูกแล้วก็คิดว่าจะขายแค่ในจังหวัดก็คงจะเพียงพอ จึงตัดสินใจปลูกแก้วมังกร ประมาณ 8 ไร่ ปลูกได้ราว 900 หลัก ตอนนี้ต้นอายุได้ 2 ปีเศษ ซึ่งตอนนี้สร้างรายได้เป็นอย่างดี ช่วยเสริมรายได้จากการทำนาที่พอมีเวลาดูแลในช่วงที่รอเกี่ยวข้าว ซึ่งคุณสมคิดอธิบายว่าในบ้านเรานั้นจะปลูกแก้วมังกรอยู่ 3 สายพันธุ์ หลักๆ คือ
หนึ่ง แก้วมังกรพันธุ์เวียดนาม ซึ่งมีลักษณะผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดในบ้านเรา
สอง แก้วมังกรพันธุ์ไทย ซึ่งมีลักษณะผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็กและถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม และ
สามแก้วมังกรพันธุ์ไต้หวัน ซึ่งมีลักษณะเนื้อแดง เปลือกแดง และมีขนาดผลเท่าแก้วมังกรพันธุ์ไทย
โดยคุณสมคิดนั้นเลือกปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ “เวียดนาม” ทั้งหมด เนื่องจากเป็นที่นิยมในบ้านเรามากที่สุด มีรสชาติหวาน ผลใหญ่ แต่ก็ปลูกพันธุ์เนื้อแดงบ้างเล็กน้อยเผื่อลูกค้าบางคนชอบให้เป็นทางเลือก
วิธีการปลูกแบบแปลงลงดิน ขุดหลุมฝังเสา ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ฝังเสาหลักที่ให้ต้นแก้วมังกรออกรากเกาะยึด จะเป็นเสาปูนหรือเสาท่อน้ำทิ้ง (ข้างในกลวง) ก็แล้วแต่ ฝังให้เสาสูงจากพื้นประมาณ 1.5-2.0 เมตร มีระยะห่างระหว่างหลัก ประมาณ 3-3.5 เมตร ด้านบนของหลักทำเป็นร้านให้กิ่งของแก้วมังกรแผ่ขยายออกไปรอบๆ โดยเลือกใช้ยางมอเตอร์ไซค์เก่า เนื่องจากมีราคาถูกและมีอายุการใช้งานหลายปี นำเสาใส่ลงไปในหลุมที่ขุดอัดดินให้เสาแน่น จากนั้นนำปุ๋ยคอกเก่ามาโรยรอบๆ เสา พรวนดินรอบๆ เสาปลูกให้เป็นรัศมีออกไปประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นนำต้นแก้วมังกรที่สั่งซื้อเอาไว้ซึ่งตัดกิ่งแก่สดจากสวนนำมาปลูกเลยโดยไม่ต้องมาปักชำอนุบาลก่อน เพื่อจะไม่ต้องเสียเวลาในการเตรียมถุงดำ เตรียมวัสดุปลูก แรงงาน เพื่อใช้ในการปักชำกิ่งแก้วมังกรอีกนานนับเดือน
นำท่อนแก้วมังกร ซึ่งคุณสมคิดเล่าว่าที่สวนจะใช้กิ่งแก้วมังกรที่มีความยาว 50-80 เซนติเมตร โดยไม่ได้ตัดแบ่งให้สั้นลงเลย ได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากท่อนพันธุ์ที่ได้มามีราคาไม่แพงมากนัก ประมาณ ท่อนละ 15 บาท มาจากสวนที่จังหวัดเลย เนื่องจากเขาก็ตัดแต่งทิ้งออกจากต้นด้วย และดูว่าแก้วมังกรเป็นพืชที่ออกรากง่าย จึงใช้ท่อนพันธุ์ที่ยาวปลูกเลย เพื่อให้ต้นแก้วมังกรเลื้อยขึ้นค้างได้ไว การปลูกนั้นทำได้ไม่ยากเลย ขุดหลุมเพียงเล็กน้อย ขุดลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ถ้าสังเกตต้นแก้วมังกรนั้น ต้นจะเป็นสามเหลี่ยม ซึ่งจะมีด้านหนึ่งที่ราบแบน ให้เอาด้านที่ราบแบนหันเข้ากับผิวเสาปูน เนื่องจากด้านที่ราบแบนนั้นจะเป็นบริเวณที่เกิดราก เอาดินกลบ เป็นอันเสร็จ
ปลูก 4 ต้น หรือด้านละ 1 ต้น ของเสาปูน อย่าลืมใช้เชือกฟางมัดต้นแก้วมังกรให้ยึดกับเสาปูนให้พอประคองต้นแก้วมังกร ไม่ต้องมัดแน่นมากนัก มัดเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นล้มหรือว่าหัก และหมั่นมัดยอดแก้วมังกรที่แตกออกมาใหม่ให้แนบกับเสาปูนอยู่เสมอจนกว่าจะขึ้นถึงยอดเสาปูน ผลจากการปลูกแบบนี้พบว่า อัตราการรอดตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
หลังปลูกเลี้ยงได้ประมาณ 8-10 เดือน เมื่อต้นแก้วมังกรออกยอดสูงพ้นเกินเสาเล็กน้อย ให้ใช้มือเด็ดหรือตัดตรงปลายยอดทิ้ง เพื่อเป็นการทำให้ต้นแก้วมังกรแตกยอดออกมาใหม่จำนวนหลายยอด หมั่นถอนหญ้าหรือตัดหญ้าที่ขึ้นตรงโคนต้นทิ้งเป็นประจำ เพื่อให้ต้นแก้วมังกรได้รับอาหารเต็มที่โดยไม่ต้องแย่งอาหารกับต้นหญ้า
เมื่ออายุต้นครบ 2 ปี หลังจากที่ต้นแก้วมังกรออกผลจนหมด ในช่วงเดือนตุลาคมควรตัดแต่งกิ่งให้สวยงาม โดยเลือกกิ่งที่เสียหายโดยมดทำลายหรือกิ่งที่เกิดซ้อนทับกันมากๆ ออก ให้มีช่องว่างและสัดส่วนพอดี ไม่มากเกินไป เพราะว่าจะทำให้ค้างรับน้ำหนักมากเกินความจำเป็น
การตัดแต่งกิ่งโดยการตัดกิ่งที่ให้ผลผลิตแล้ว โดยการตัดออก ประมาณ 50 เซนติเมตร ของความยาวกิ่ง แต่ถ้ากิ่งยาวไม่ถึงก็ให้ตัดเกือบชิดข้อที่แตกออกมาจากกิ่งเดิม โดยทั่วไปการตัดแต่งกิ่งแก้วมังกรที่นิยมคือ แบบตัดออก 50-60 เปอร์เซ็นต์ ของกิ่งที่มีอยู่ จะทำให้การเกิดกิ่งใหม่เร็วขึ้นและสมบูรณ์
ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่งแก้วมังกร คือช่วยเสริมสร้างให้แก้วมังกรมีผลผลิตดีขึ้น 25-30 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านี้แล้วแต่สภาพพื้นที่ปลูก ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งจำเป็นต้องทำทุกปี เพื่อให้ผลผลิตแก้วมังกรเกิดขึ้นกับกิ่งที่แตกใหม่ซึ่งยังสาวอยู่ กิ่งมีความสมบูรณ์มากที่สุด กิ่งที่ออกใหม่จะสมบูรณ์แข็งแรงกว่า พร้อมที่จะออกดอกออกผลในปีถัดไป เราควรตัดกิ่งที่ปลายไม่แหลมออก ปลายที่ไม่แหลมสั้นๆ ทู่ๆ มันจะไม่ยืดและเวลากิ่งแก่ก็จะออกผลช้ากว่ากิ่งที่ปลายแหลม ส่วนกิ่งที่ตัดควรทิ้งนอกแปลงแล้วกำจัด ไม่ควรทิ้งไว้ในแปลงจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง และกิ่งแก้วมังกรจะแตกรากในแปลงเรายิ่งจะกำจัดได้ยากขึ้น
หลังการตัดแต่งกิ่งสังเกตดูดีๆ กิ่งที่ออกลูกติดผลมักเป็นกิ่งที่มีปลายกิ่งห้อยย้อยลงดิน เพราะฉะนั้นกิ่งไหนที่ชี้ขึ้นฟ้าควรตัดทิ้งเลย เอาไว้ก็แย่งอาหารกิ่งที่จะออกดอกเสียหมด ระหว่างที่เตรียมความพร้อมกิ่งเพื่อให้ติดผล ถ้ามีกิ่งแตกมาใหม่ เมื่อเห็นได้ชัดเจนแน่นอนแล้วว่าไม่ใช่ตาดอกแน่นอน สะกิดกิ่งที่แตกมาใหม่เหล่านี้ทิ้งไปเสียบ้าง อย่าเสียดายเอาไว้มันเสียทุกกิ่ง มันจะได้มีอาหารสะสมไปออกดอกบ้าง เพราะกิ่งที่แตกใหม่เหล่านี้แย่งอาหาร
คุณสมคิด เล่าย้อนกลับไปว่า ได้ปลูกแก้วมังกรเมื่อเดือนมกราคม 2558 พอเดือนพฤษภาคม 2559 แก้วมังกรก็ที่สวนก็ออกดอกรุ่นแรก เก็บผลได้ต้นเดือนสิงหาคม 2559 และเก็บผลผลิตยาวต่อเนื่องมาถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2559 คือแก้วมังกรจะทยอยออกมาเรื่อยๆ ราว 8-9 รุ่น
ใน 1 ปี ซึ่งเท่าที่สังเกตคือ ต้นแก้วมังกรจะออกดอกเดือนเว้นเดือน ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้ การนับอายุการเก็บเกี่ยวเบื้องต้น สามารถนับอายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน ผลแก้วมังกรจะแก่เก็บจำหน่ายได้ ดอกแก้วมังกรจะเริ่มบานตั้งแต่เวลาเย็น ประมาณ 15.00-09.00 น. ในช่วงเช้าของอีกวัน
หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-30 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก การออกดอกนั้นแก้วมังกรจะออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันยาวกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม สามารถออกดอกได้ตลอด ครั้นถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก หรือช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้ แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน
ถ้าช่วงที่ดอกบานแล้วฝนตก โอกาสติดผลดี ดอกไม่เน่า แต่ถ้าเจอฝนตกหนักดอกก็จะเสียหายเน่าไม่ติดผล แต่ถ้าฝนไม่ตกในช่วงที่ดอกแก้วมังกรบานเปอร์เซ็นต์การติดผลเรียกได้ว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อติดผลอ่อนกลีบดอกที่อยู่ปลายผลแก้วมังกรจะแห้งแต่ไม่ร่วง (ซึ่งจะกลายเป็นที่อาศัยของมดดำ) ให้ดึงกลีบดอกที่แห้งออก เพื่อให้ผลโตเร็ว แต่ถ้าในช่วงฝนกลีบดอกเหล่านี้อาจจะเน่าแทน ดังนั้น ควรเด็ดหรือตัดกลีบดอกออกหลังผลแก้วมังกรมีขนาดพอสมควรแล้ว