โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

Finnomena

อัพเดต 21 พ.ย. 2561 เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 04.03 น. • Daddy trader
แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

ในการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคเพื่อการซื้อขายหุ้นนั้น ระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านเป็นข้อมูลจากกราฟที่มีความสำคัญอย่างมากในการหาจังหวะเทรดหุ้นที่ดี ผมเชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “แนวรับ-แนวต้าน” มาก่อนอย่างแน่นอน แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าแนวรับ-แนวต้านที่นักเทคนิคพูดกัน

1 คืออะไร

2 เกิดขึ้นได้อย่างไร

3 มีหน้าตากราฟเป็นแบบไหน

4 จะนำแนวรับ-แนวต้านไปใช้งานเพื่อซื้อขายหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

เนื้อหาในตอนนี้เขียนขึ้นมาเพื่อแนะนำให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจที่มาของการเกิดแนวรับ-แนวต้าน สามารถวิเคราะห์ระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านได้ด้วยตัวเอง และทำความเข้าใจวิธีการใช้งานเครื่องมือชนิดนี้ได้อย่างถูกต้อง

แนวรับ-แนวต้านในมุมมองด้านเทคนิค

จากสมมติฐานการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลง  เกิดจากความแตกต่างระหว่างความต้องการซื้อหุ้นและความต้องการขายหุ้นของคนใจตลาด ถ้าช่วงใดความต้องการซื้อหุ้นของคนในตลาดมากกว่าความต้องการขายหุ้นจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น  แต่ถ้าช่วงใดมีความต้องการขายของคนในตลาดมากว่าความต้องการซื้อราคาหุ้นก็จะปรับตัวลง

แนวรับ=ระดับราคาที่มีความต้องการซื้อมาก

คำนิยามของแนวรับ คือ ระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน ที่คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการซื้อเข้ามาอย่างมากหรือมีคนสนใจซื้อเป็นจำนวนมาก ถ้าความต้องการซื้อมีเข้ามาที่ระดับราคาที่เป็นแนวรับจำนวนมากพอ ก็จะสามารถหยุดไม่ให้ราคาปรับตัวลดต่ำลงไปกว่าระดับราคาแนวรับ และ“อาจจะ”ทำให้ราคาที่กำลังปรับตัวลดลงเกิดการกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น โดยการหาแนวรับนิยมหาตอนที่ราคากำลังปรับตัวลดลง

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างอธิบายนิยามของแนวรับเป็นระดับราคาที่มีคนต้องการซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก

แนวรับเป็นความหมายในเชิงจิตวิทยา

ลองจิตนาการตามตัวอย่างนี้ดูครับ….

มีหุ้นตัวหนึ่งกำลังปรับตัวลดลง และเรากำลังจด ๆ จ้อง ๆ สนใจอยากซื้อหุ้นตัวนี้ ปรากฎว่าหุ้นตัวนี้ปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ราคา 8 บาท แล้วราคากลับดีดตัวสูงขึ้น โดยที่เรายังไม่ทันได้ซื้อหุ้นตัวนั้นเลย และราคาก็ยังปรับตัวสูงขึ้นไปอีกจนทำใจซื้อไม่ลง สมมุติว่าเวลาต่อมาราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงมาแถว ๆ 8 บาทอีกครั้ง สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร ?

จากตัวอย่างข้างต้นคนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า เมื่อราคาหุ้นตัวนี้ปรับตัวลดลงมาใกล้ ๆ กับ 8 บาทอีกครั้ง ก็จะมีความรู้สึกอยากซื้อหุ้นตัวนี้ เนื่องจากครั้งที่แล้วเราพลาดโอกาสซื้อหุ้นตัวนี้ไป แถมราคานี้ก็เป็นราคาที่ต่ำที่สุดก่อนหน้านี้อีกด้วย จึงไม่อยากจะพลาดโอกาสในการซื้ออีกเป็นครั้งที่ 2

ดังนั้นถ้าราคาหุ้นกลับลดต่ำลงมาที่ 8 บาทจริง ก็จะมี “ความต้องการซื้อ” เป็นจำนวนมากเหมือนกับมีกำแพงหนา ๆ ที่มากั้นไม่ให้ระดับราคาลดต่ำลงไปกว่านี้ ในเชิงจิตวิทยานักเทคนิคจึงสรุปว่าที่ระดับราคาประมาณ 8 บาทเป็นระดับราคาที่เราเรียกว่า แนวรับ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

ความจริงแล้วไม่ใช่มีคนกลุ่มเดียวที่พลาดการซื้อหุ้นที่ราคา 8 บาทในครั้งก่อน แต่ยังมีอีกกลุ่มคนหนึ่งคือ พวกที่ขายหุ้นไปราคากแถว ๆ 8 บาทในครั้งที่แล้ว เมื่อขายหุ้นออกไปแล้วราคากลับปรับตัวสูงขึ้น คนกลุ่มนี้ก็จะมีความรู้สึกว่าต้วเองขายหุ้นราคาถูกเกินไป เมื่อราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงมาที่บริเวณใกล้ 8 บาทอีกครั้ง ก็จะเป็นระดับราคาที่กลุ่มนี้มีโอกาสได้ซื้อหุ้นคืน

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มคนที่ยังไม่เคยสนใจ หรือไม่เคยซื้อขายหุ้นตัวนี้มาก่อน แต่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจหุ้นตัวนี้ในเวลาต่อมา ก็จะใช้ข้อมูลของราคาหุ้นในอดีต คือ ระดับราคาใกล้ ๆ บริเวณ 8 บาท เป็นราคาที่น่าสนใจเข้าซื้อหุ้นได้อีก

แนวต้าน=ระดับราคาที่มีคนต้องการขายมาก

แนวต้านในมุมมองของการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะมีความหมายกลับกันกับแนวรับ ซึ่งคำนิยามของแนวต้าน คือ ระดับราคาที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน ที่คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการขายเข้ามาอย่างมาก หรือมีคนสนใจขายเป็นจำนวนมาก ถ้าความต้องการขายมีเข้ามาจำนวนมากพอจะสามารถหยุดไม่ให้ราคาเพิ่มขึ้นไปมากกว่าระดับราคาที่เป็นแนวต้าน และ“อาจจะ”ทำให้ราคาที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง โดยการหาแนวต้านนิยมหาตอนที่ราคากลับปรับตัวสูงขึ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างอธิบายนิยามของแนวต้านเป็นระดับราคาที่มีคนต้องการขายเป็นจำนวนมาก

แนวต้านก็เป็นความหมายเชิงจิตวิทยา

ลองจินตนาการกันอีกสักรอบ…

ถ้าเราถือซื้อหุ้นตัวหนึ่งได้ในราคา 10 บาท หลังจากนั้นราคาขยับปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนหยุดที่ราคา 15 บาท แล้วราคาก็กลับตัวลดต่ำลง โดยที่เรายังไม่ได้ขายหุ้นออกไป สมมติว่าถ้าหุ้นมีการปรับตัวขึ้นอีกครั้ง ไปถึงบริเวณใกล้ ๆ 15 บาท สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร?

จากคำถามข้างต้นคำตอบของคนส่วนใหญ่ คือ ขายหุ้นออกไปที่ระดับราคา 15 บาทหรือต่ำกว่า 15 บาทเล็กน้อยก็ยังอยากขายอยู่ เพราะเราเคยพลาดโอกาสในการขายหุ้นตอนที่ขึ้นไปที่ 15 บาทในครั้งแรก

ดังนั้นก็จะมีคนจำนวนมากจะแห่กันออกมาเทขายหุ้นที่ระดับราคานี้  ทำให้เกิด “ความต้องการขาย”เป็นจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นกำแพงหนา ๆ ที่พยายามกั้นไม่ไห้ราคาสูงขึ้นไปกว่าระดับราคานี้เราจึงสรุปว่าที่ระดับราคาประมาณ 15 บาทเป็นระดับราคาที่เราเรียกว่า แนวต้าน

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

ความจริงแล้วไม่ใช่มีคนกลุ่มเดียวที่พลาดการขายหุ้นที่ราคา 15 บาทในครั้งก่อน แต่ยังมีอีกกลุ่มคนหนึ่งคือ พวกที่ซื้อหุ้นไปในราคากแถว ๆ 15 บาทในครั้งก่อนหน้า เมื่อซื้อหุ้นแล้วราคากลับปรับตัวลดลง คนกลุ่มนี้ก็จะมีความรู้สึกว่าต้วเองซื้อหุ้นแพง หรือติดดอยนั่นเอง เมื่อราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาที่บริเวณใกล้ 15 บาทอีกครั้ง ก็จะเป็นระดับราคาที่กลุ่มคนเหล่านี้อยากจะขายหุ้นทิ้ง เพราะเป็นราคาที่ไม่ขาดทุนแล้ว

แนวรับ-แนวต้าน มีหน้าตากราฟเป็นยังไง ?

ในหัวข้อนี้จะแนะนำรูปแบบกราฟทั้งหมด 5 รูปแบบที่ส่งผลในเชิงจิตวิทยาของคนที่เข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาด ทำให้รูปแบบกราฟทั้ง 5 นี้น่าสนใจพิจารณาเป็นแนวรับ-แนวต้าน ได้แก่ 1 จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Previous High & Previous Low) 2 เส้นแนวโน้ม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Trend Line, Moving Average) 3 ระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region) 4 ตัวเลขกลม ๆ (Round Number) 5 สัดส่วน Fibonacci (Fibonacci Ratio)

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปแสดงกราฟ 5 แบบที่นักเทคนิคพิจราณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน

1. จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (PREVIOUS HIGH & PREVIOUS LOW)

จุดสูงสุดก่อนหน้า Previous High และจุดต่ำสุดก่อนหน้า Previous Low (L) คือ ระดับราคาที่เป็นราคาสูงสุด หรือระดับราคาที่เป็นราคาต่ำสุดที่อยู่ในกราฟจากการเคลื่อนที่ของราคาในอดีต ทั้งสองระดับราคาซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เราจะพิจารณาเป็นแนวรับหรือแนวต้าน ลองจินตนาการการเคลื่อนที่ของราคาในหัวข้อที่แล้วอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าเมื่อราคากลับขึ้นไปใกล้บริเวณจุดสูงสุดเดิมก่อนหน้าอีกครั้ง  ในครั้งนี้คนส่วนใหญ่ก็จะเกิดความคิดว่าราคาจะปรับตัวลดลงไปอีกเหมือนครั้งที่แล้วจึงมีแรงเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากที่ระดับราคานี้ ทำให้จุดสูงสุดก่อนหน้าจะเป็นระดับราคาที่เราจะพิจารณาให้เป็นแนวต้าน   แต่ถ้าเมื่อราคาปรับตัวลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนหน้านี้จะมีหลายคนในตลาดจะคิดว่าเป็นราคาถูกแล้ว และคิดว่าราคาจะกลับขึ้นไปอีกครั้ง ก็น่าจะมีแรงซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากที่ระดับราคานี้ ทำให้จุดต่ำสุดก่อนหน้าจะเป็นระดับราคาที่เราพิจารณาให้เป็นแนวรับ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปอธิบายเหตุผลที่จุดสูงสุดเดิมทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และจุดต่ำสุดเดิมทำหน้าที่เป็นแนวรับ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างจุดต่ำสุดก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นแนวรับ ความต้องการซื้อที่เข้ามามากที่แนวรับสามารถทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างจุดสูงสุดก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นแนวต้าน ความต้องการขายที่เข้ามามากที่แนวต้านสามารถทำให้ราคาปรับตัวลดลง

2. เส้นแนวโน้ม (TREND LINE)

เหตุผลในการพิจารณาเส้นแนวโน้มเป็นแนวรับหรือแนวต้าน เนื่องจากเมื่อเราลากเส้นแนวโน้มขึ้นมาได้ 1 เส้นไม่ว่าจะเป็นเส้นแนวโน้มขาขึ้น หรือเส้นแนวโน้มขาลงก็ตาม ตลอดช่วงที่ลากเส้นแนวโน้มขึ้นมาได้จะไม่มีช่วงไหนเลย หรือ”แทบ”จะไม่มีช่วงไหนเลยที่ราคาข้ามเส้นแนวโน้ม แปลความหมายได้ว่าเส้นแนวโน้มที่ลากขึ้นมาได้ทำการแบ่งพื้นที่กราฟออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือส่วนที่มีกราฟราคาถูกวาดอยู่ กับส่วนที่ไม่มีกราฟราคา เราจึงเชื่อว่าถ้าแนวโน้มจะยังคงทิศทางขาขึ้นหรือขาลงแบบเดิมอยู่ ราคาไม่ควรจะตัดข้ามเส้นแนวโน้ม และถ้าราคาถูกตัดข้ามผ่านเส้นแนวโน้มไปได้ ก็เป็นสัญญาเตือนว่าทิศทางของราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากทิศทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากสนใจรายละเอียดวิธีการลากเส้นแนวโน้น แนะนำให้กลับไปอ่านบทความ “Trend Line ที่ลากกันอยู่ ถูกหรือไม่” ดังนั้นในช่วงแนวโน้มมีทิศทางขาขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากใกล้ ๆ บริเวณเส้นแนวโน้มขาขึ้น หากทิศทางของราคาหุ้นยังยังคงทิศทางเป็นขาขึ้นเหมือนเดิม ก็ควรจะเป็นระดับราคาที่หลายคนให้ความสนใจอยากจะซื้อหุ้น ในทางกลับกันในช่วงแนวโน้มมีทิศทางขาลงเมื่อราคาหุ้นมีการขยับตัวสูงขั้นเข้าใกล้บริเวณเส้นแนวโน้มขาลง หากทิศทางของราคาหุ้นยังคงทิศทางเป็นขาลงเหมือนเดิม ก็ควรจะมีคนให้ความสนใจอยากขายหุ้นตัวนั้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ในมุมมองของนักเทคนิค เมื่อราคาอยู่ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้น จะพิจารณาระดับราคาบริเวณใกล้ ๆ กับเส้นแนวโน้มขาขึ้นเป็นแนวรับ  ถ้าราคามีการปรับตัวลงมาใกล้บริเวณเส้นแนวโน้มขาขึ้น ก็จะเริ่มหาจังหวะในการลงมือซื้อหุ้น โดยการดูมีสัญญาณทางเทคนิคอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม เพื่อสรุปว่ามีแรงซื้อเข้ามาและจะทำให้ราคากลับตัวขึ้นได้หรือไม่ ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาอยู่ในทิศทางแนวโน้มขาลง ระดับราคาบริเวณเส้นแนวโน้มขาลงก็จะถูกพิจารณให้เป็นแนวต้านเพื่อหาจังหวะในการลงมือขายหุ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปที่ตัวอย่างที่เส้นแนวโน้มขาขึ้นทำหน้าที่เป็นแนวรับ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างที่เส้นแนวโน้มขาลงทำหน้าที่เป็นแนวต้าน

เส้นแนวโน้มไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงแต่เพียงอย่างเดียว เราอาจวาดเส้นแนวโน้มที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้งก็ได้ โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัด (Indicators) ประเภทหนึ่ง โดยจะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกค่าตัวแปรที่เหมาะสมของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำหรับหุ้นแต่ละตัว เมื่อราคาเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั้น ๆ จะสามารถพิจารณาให้เป็นแนวรับหรือแนวต้านได้

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปที่อย่างการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 50 วัน เป็นเส้นแนวโน้มแบบโค้ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับในช่วงแนวโน้มขาขึ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างการใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 25 วัน เป็นเส้นแนวโน้มแบบโค้ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านในช่วงแนวโน้มขาลง

3. ระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (HORIZONTAL CONSOLIDATION REGION : HCR)

การที่กราฟแสดงเป็นรูปแบบของระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region : HCR) จะเป็นกราฟที่มีการซื้อขายกันในช่วงราคาแคบ ๆ แต่กินระยะเวลานาน สามารถแปลความหมายจากกราฟได้ว่า ในอดีตน่าจะมีคนจำนวนมากที่เคยซื้อ หรือเคยขายหุ้นในราคานี้เป็นจำนวนมาก ถ้าราคาในอดีตปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับราคาที่ทำกราฟเป็นรูปแบบ HCR จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยขายหุ้นตัวนี้ไปในช่วงที่ราคาเคลื่อนที่ในกรอบแคบ ๆ ที่กินระยะเวลานานนั้น แล้วมีความรู้สึกเสียดาย เพราะว่าตัวเองขายหุ้นไปในราคาถูก คิดว่าตัวเองน่าจะถือหุ้นตัวนั้นไว้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนในตลาดกลุ่มอื่นอีก เช่น กลุ่มคนที่เคยซื้อหุ้นได้ที่ระดับราคานี้อาจจะมีความรู้สึกว่าครั้งที่แล้วหุ้นตัวนี้จำนวนน้อยเกินไป กลุ่มคนที่ไม่ได้ซื้อหรือขายหุ้นตัวนี้ และไม่มีหุ้นอยู่ในมือ แต่กำลังจด ๆ จ้อง ๆ ต้องการซื้อหุ้นตัวนี้ แต่ยังไม่ทันได้ซื้อ ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้นไปเสียก่อน จะได้ข้อมูลว่าระดับราคาบริเวณ HCR เป็นราคาที่น่าสนใจเข้าซื้อ ดังนั้นหลังจากที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปจาก HCR และหลังจากนั้นมีการปรับตัวลดลงมาใกล้ๆบริเวณ HCR ในอดีตอีกครั้ง ก็จะมีกลุ่มคนที่ยกตัวอย่างข้างต้นให้ความสนใจซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการพิจารณา HCR เป็นแนวรับถ้าในอดีตราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นจาก HCR

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างที่ HCR ทำหน้าที่เป็นแนวรับ ในทางตรงข้ามกรณีที่พิจารณา HCR เป็นแนวต้าน ถ้าราคาในอดีตมีการปรับตัวลดลงจาก HCR จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อหุ้นตัวนี้ไปในช่วงที่ราคาเคลื่อนที่ในกรอบแคบๆ เป็นเวลานาน กลุ่มคนเหล่านี้จะขาดทุนจากการซื้อหุ้น และจะมีความรู้สึกว่าตัวเองซื้อหุ้นผิดจังหวะในราคาที่แพงเกินไป และก็ยังมีกลุ่มคนอื่น ๆ อีกในตลาดด้วย เช่น กลุ่มคนที่เคยขายหุ้นได้ที่ระดับราคานี้บางส่วนแต่ยังขายไม่หมดก็จะมีความรู้สึกว่าครั้งที่แล้วขายหุ้นจำนวนน้อยเกินไป ดังนั้นหลังจากที่ราคาปรับตัวลดลงจาก HCR และหลังจากนั้นมีการปรับตัวขึ้นมาใกล้ ๆ บริเวณ HCR ในอดีตอีกครั้ง ก็จะมีกลุ่มคนที่ยกตัวอย่างข้างต้นให้ความสนใจเข้ามาขายหุ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการพิจารณา HCR เป็นแนวต้านถ้าในอดีตราคามีการปรับตัวลดลงจาก HCR

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างที่ HCR ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน

4. ตัวเลขกลม ๆ (ROUND NUMBER)

คำถาม : เวลาคุณต้องการซื้อหุ้นหรือเวลาที่คุณต้องการขายหุ้น คุณจะตั้งราคาไว้ที่ราคาใดต่อไปนี้ ระหว่าง 70 บาท หรือ 69.75 บาท หรือ 70.25 บาท คำตอบ : คนส่วนใหญ่มักจะตั้งราคาที่อยากจะซื้อ หรือ ราคาที่อยากจะขายไว้ที่ตัวเลขกลม ๆ  คือ 70 บาท ด้วยกันทั้งนั้น ราคาเป็นตัวเลขกลม ๆ ที่ลงท้ายด้วย 0 เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจอยากลงมือซื้อหุ้นหรือขายหุ้น ทำให้ระดับราคาบริเวณตัวเลขกลม ๆ มีนัยสำคัญใช้พิจารณาเป็นแนวรับ-แนวต้านเชิงจิตวิทยาด้วยเช่นกัน

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างกราฟหุ้นที่ราคามีการกลับทิศทางที่ตัวเลขกลม ๆ

5. สัดส่วนฟิโบนาชี่ (FIBONACCI RATIO)

การวิเคราะห์ Fibonacci Ratio มีวัตถุประสงค์เพื่อหาระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน เป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ตามหลักจิตวิทยา ว่าทำไมระยะการเคลื่อนที่ขึ้นลงของกราฟราคาหุ้นจึงสามารถวัดเป็นสัดส่วน Fibonacci ได้ (แต่บางสำนักก็บอกว่าพอมีการสร้างเครื่องมือ Fibonacci Ratio ขึ้นมาให้ใช้ในการวิเคระาห์กราฟ แล้วพอมีคนนำไปใช้กันเยอะ ก็เลยเป็นระดับราคาที่มีคนจำนวนมากให้ความสนใจนั่นเอง)

จากการสังเกตพบว่า บ่อยครั้งเวลาที่ราคามีพักฐานในช่วงแนวโน้มขาขึ้นหรือ Rebound ในช่วงแนวโน้มขาลง มักจะจบการพักฐาน หรือจบการ Rebound ที่สัดส่วน Fibonacci สัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่งได้แก่ 0 0.382   (38.2%) 0.500   (50%) 0.618   (61.8%) 0.764 หรือ 0.786 (76.4% หรือ 78.6%) 1.000  (100%) นักเทคนิคจึงมีการนำ Fibonacci Ratio มาใช้หาระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน นั่นเอง ในหัวข้อนี้ผมจะแนะนำการวัด Fibonacci Ratio ด้วยวิธี Retracement (การปรับฐาน) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการหาแนวรับตอนตลาดพักฐานในช่วงแนวโน้มขาขึ้น และหาแนวต้านตอนตลาด Rebound ในช่วงแนวโน้มขาลง

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

ตัวอย่างภาพแสดงกรณีที่กราฟหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้น เมื่อราคาหุ้นสิ้นสุดการปรับฐานระยะทางมักจะเป็นสัดส่วน Fibonacci ของระยะทางขาขึ้นก่อนหน้า สัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่ง ระหว่าง 38.2% , 50% , 61.8% หรือ 76.4%

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

ตัวอย่างภาพแสดงกรณีที่กราฟหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลง เมื่อราคาหุ้นสิ้นสุดการ Rebound ระยะทางมักจะเป็นสัดส่วน Fibonacci ของระยะทางขาลงก่อนหน้า สัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่ง ระหว่าง 38.2% , 50% , 61.8% หรือ 76.4%

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างแสดงกราฟหุ้นที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงที่ราคาหุ้นลดลงเป็นการปรับฐาน (สีขาว) จะมีส่วนสูงหรือระยะทางคิดเป็น 0.500 (50%) ของช่วงที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงชึ้นก่อนหน้า (สีเขียว) ซึ่งคิดเป็นส่วนสูงหรือระยะทาง 1.000 (100%) หมายเหตุ : สัดส่วน Fibonacci ทุก ๆ ค่าไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแนวรับ-แนวต้านเสมอไป เช่น เมื่อราคาปรับฐานลงมาถึงสัดส่วน 0.382 ที่ระดับราคานี้ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแนวรับก็ได้ หรือเมื่อราคาปรับฐานลงมาถึงสัดส่วน 0.500 ที่ระดับราคานี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแนวรับอีกเช่นเดียวกัน หรือเมื่อราคาปรับฐานลงมาถึงสัดส่วน 0.618 ที่ระดับราคานี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น แนวรับอีกเช่นเดียวกัน แต่ว่าที่ระดับราคาที่เป็นสัดส่วน Fibonacci มักเป็นจุดที่การปรับฐานของราคาสิ้นสุดลง และราคามีการเคลื่อนที่ไปต่อในทิศทางเดิม ดังนั้นเวลาใช้งานเครื่องมือ Fibonacci Retarcement จะใช้เมื่อราคาเริ่มมีการปรับฐาน หรือมีการ Rebound โดยนักเทคนิคจะวาดเส้นแนวนอนที่เป็นสัดส่วน Fibonacci ทิ้งไว้ล่วงหน้า เมื่อราคาปรับตัวลดลงมาถึงระดับราคาที่เป็นแต่ละสัดส่วนของ Fibonacci เราก็จะติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ที่ระดับราคานั้น ๆ มีแรงซื้อเข้ามามากหรือไม่

อย่าซื้อหุ้น(ทันที)ที่แนวรับ และอย่าขายหุ้น(ทันที)ที่แนวต้าน

คำแนะนำที่บอกว่า “ให้ซื้อหุ้นที่แนวรับ” และ “ให้ขายหุ้นที่แนวต้าน” เป็นคำแนะนำในการใช้งานแนวรับ-แนวต้านที่ผิด!!!!วิธีครับ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ราคาหุ้นปรับตัวเด้งขึ้นจากแนวรับ “ และ “ราคาหุ้นปรับตัวลงทะลุแนวรับ” ซึ่งก็แปลว่าเมื่อหุ้นปรับตัวลงมาที่บริเวณระดับราคาที่เป็นแนวรับมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ได้ 2 กรณี คือ 1) ถ้าแรงขายที่แนวรับมีมากกว่าแรงซื้อ ราคาจะปรับตัวลดลงต่อ 2) ถ้าแรงซื้อที่แนวรับมีมากกว่าแรงขาย ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปแสดงตัวอย่าง 2 กรณีที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อราคาปรับตัวลดลงมาที่แนวรับ และสำหรับแนวต้าน หลายคนก็คงเคยได้ยินคำว่า “ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไม่ผ่านแนวต้าน” และ “ราคาหุ้นทะลุแนวต้านขึ้นไป” ซึ่งก็แปลว่าเมื่อหุ้นปรับตัวลงมาที่แนวต้านมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ได้ 2 กรณีด้วยเช่นเดียวกัน คือ 1) ถ้าแรงขายที่แนวต้านมีมากกว่าแรงซื้อ ราคาจะปรับตัวลดลง 2) แรงซื้อที่แนวต้านมีมากกว่าแรงขาย ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นต่อ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปแสดงตัวอย่าง 2 กรณีที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่แนวต้าน

ราคามาถึงแนวรับหรือแนวต้านควรทำอย่างไร ?

จากคำนิยาม แนวรับ คือ ระดับราคาที่คาดว่าจะมีความต้องการซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าแรงซื้อจำนวนมากที่แนวรับ จะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น แนวต้าน คือ ระดับราคาที่คาดว่าจะมีความต้องการขายเข้ามาเป็นจำนวนมาก และก็ไม่มีอะไรการันตีได้อีกเช่นเดียวกันว่าแรงขายจำนวนมากที่แนวต้าน จะทำให้ราคาปรับตัวลดลง เมื่อราคาปรับตัวลงมาที่ระดับราคาแนวรับ หรือราคาเพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับราคาแนวต้าน จะเป็นบริเวณที่แรงซื้อกับแรงขายยกพวกจำนวนมากมาต่อสู้กัน สิ่งที่ควรทำเมื่อราคามาถึงที่แนวรับ หรือแนวต้าน คือ เราควรจะอยู่เฉย ๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนลงมือซื้อขาย

ทำไมควรอยู่เฉย ๆ ?

ในเชิงกลยุทธ์หริอการสร้างความได้เปรียบในการเทรด เมื่อราคาหุ้นมีการเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กับระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านเราควรอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนลงมือซื้อขายหุ้นทันที เนื่องจาก

1 เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะออกมาทางไหน

2 เราไม่ควรเข้าไปร่วมกับการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายทันทีในขณะที่กำลังต่อสู้กัน เพราะมันเหมือนกับการแทงสูงต่ำ โอกาสแทงถูก 50-50 3 ควรรอให้รู้ผลการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งชนะก่อนดีกว่า แล้วผมค่อยเข้าไปร่วมอยู่ฝั่งเดียวกับฝั่งชนะ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างแสดงวิธีให้เห็นข้อดีของการไม่รีบลงมือซื้อหุ้นทันทีเมื่อราคาลดลงมาที่แนวรับ

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างแสดงวิธีให้เห็นข้อดีของการไม่รีบลงมือขายหุ้นทันทีเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปมาที่แนวต้าน

สิ่งที่จะได้และสิ่งที่ต้องยอมรับ

สิ่งที่จะได้จากการรอดูการต่อสู้กันระหว่างแรงซื้อกับแรงขายแล้วค่อยลงมือหลังจากที่รู้ผลแล้ว คือ ความน่าจะเป็นที่จะตัดสินใจได้ถูกมากยิ่งขึ้น หรือ ต้องการ High Winning Probability นั่นเอง สิ่งที่ต้องยอมรับคือ จะไม่ได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำที่สุด เพราะเราต้องรอให้ราคาปรับตัวเพิ่มจากแนวรับจนถึงจุดที่มั่นใจว่าแรงซื้อชนะแรงขายแล้ว จึงค่อยซื้อหุ้น และจะไม่ได้ขายหุ้นในราคาที่สูงที่สุดเพราะต้องราให้ราคาปรับตัวลดลงจากแนวต้านจนถึงจุดที่มั่นใจว่าแรงขายชนะแรงซื้อด้วยเช่นเดียวกัน 

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างการซื้อหุ้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นจากแนวรับ ซึ่งจะไม่สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำที่สุด แต่จะได้โอกาสในการตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปตัวอย่างการขายหุ้นเมื่อราคาปรับตัวลดลงจากแนวต้าน ซึ่งจะไม่สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำที่สุด แต่จะได้โอกาสในการตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

แนวรับ-แนวต้าน เอาไว้ใช้ทำอะไร ?

รูปแสดงแนวคิดการใช้งานแนวรับ-แนวต้านที่ถูกต้อง

เทคนิคเพิ่มเติมในการใช้งาน แนวรับ-แนวต้าน

สิ่งสำคัญที่ต้องยึดเป็นหลักของกลยุทธ์การซื้อขายหุ้นตามแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคา (Trend Following) คือ ทิศทางของแนวโน้ม การใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ ทางเทคนิคทุกประเภท จะให้ดีต้องใช้งานให้สอดคล้องกับทิศทางของแนวโน้ม  แนวรับ-แนวต้าน เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งทางเทคนิค ที่ใช้ในการหาจังหวะซื้อหรือจังหวะขายที่ดี ดังนั้นการใช้งานแนวรับ-แนวต้าน จะใช้งานได้ดี จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับทิศทางของแนวโน้มด้วย ถ้าราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น แนวรับจะต้องรับอยู่เสมอ ส่วนแนวต้านจะต้องโดนเบรกเสมอ ไม่เช่นนั้น กราฟจะไม่เป็นทิศทางขาขึ้น ทำให้ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้น แนวรับจะมีความสำคัญมากกว่าแนวต้าน  ทางกลับกันถ้าราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง แนวต้านจะต้องต้านอยู่เสมอ ส่วนแนวรับจะต้องโดนเบรกเสมอ ไม่เช่นนั้น กราฟก็จะไม่เป็นทิศทางขาลง ทำให้ในทิศทางแนวโน้มขาลง แนวต้านจะมีความสำคัญมากกว่าแนวรับ

สรุป

ในมุมมองทางเทคนิคการวิเคราะห์หาแนวรับ-แนวต้านมีวัตถุประสงค์เพื่อบอกระดับราคาที่น่าสนใจในการหาจังหวะเทรดหุ้น โดยไอเดียหลัก ๆ จะใช้วิธีการหาระดับราคาในเชิงจิตวิทยาที่จะมีคนจำนวนมากในตลาดสนใจซื้อ(แนวรับ) หรือสนใจขาย(แนวต้าน) ซึ่งรูปร่างหน้าตาของกราฟราคาที่น่าสนใจพิจารณาเป็นแนวรับ-แนวต้าน ได้แก่  จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Previous High & Previous Low) เส้นแนวโน้ม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Trend Line, Moving Average) ระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region) ตัวเลขกลม ๆ (Round Number) สัดส่วน Fibonacci (Fibonacci Ratio)

เมื่อราคามีการเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้าน มีข้อแนะนำ คือ ให้รอดูผลการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อกับแรงขายให้เสร็จก่อนแล้วค่อยลงมือตามทิศทางที่เป็นฝ่ายชนะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตััดสินใจที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะทำให้เราไม่สามารถซื้อหุ้นในราคาที่ถูกที่สุด หรือไม่ได้ขายหุ้นในราคาที่แพงที่สุด และสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรมากขึ้น เราควรใช้งานเครื่องมือให้สอดคล้องกับทิศทางของแนวโน้มด้วย โดยการให้ความสำคัญกับแนวรับมากกว่าเมื่อทิศทางราคาเป็นขาขึ้น และให้ความสำคัญกับแนวต้านมากกว่าเมื่อทิศทางราคาเป็นขาลง

ที่มาบทความ: http://daddytrader.guru/sars/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...