คอลัมน์ People In Focus: คาร์ลอส กอส์น นักลดต้นทุนมือฉมัง
คาร์ลอส กอส์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มพันธมิตรเรโนลต์-นิสสัน-มิตซูบิชิ ต้องเผชิญกับคดีความผิดเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบและแจ้งรายได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง จนเป็นข่าวใหญ่โต และส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในญี่ปุ่นเป็นวงกว้าง
กอส์น เป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งผงาดเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการ ด้วยการมีพนักงานรวม 470,000 คน ขายรถยนต์ได้จำนวนมากถึง 10.6 ล้านคัน จากโรงงานผลิต 122 แห่งทั่วโลก เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา
“เลอ คอสต์ คิลเลอร์” ในความหมายของนักตัดลดต้นทุนมือฉมัง เป็นฉายาที่ใช้เรียก “กอส์น” ผู้มีบ้านเกิดที่ประเทศบราซิล
กอส์น ลูกชายครอบครัวชาวเลบานอน ฉายแววความรู้ด้านรถยนต์ตั้งแต่มีอายุเพียง 5 ขวบ สามารถแยกแยะรถยนต์ในแบบต่างๆด้วยการฟังเพียงเสียงแตร
กอส์น จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของฝรั่งเศสอย่างมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์โปลีเทคนิค เริ่มงานที่แรกที่บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์อย่าง “มิชลิน” ได้รับการโปรโมทสู่ตำแหน่งระดับสูงในเวลาอันรวดเร็วด้วยผลงานเปลี่ยนโฉมหน้าการผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์ในอเมริกาเหนือไปอย่างสิ้นเชิง
ในปี 1996 กอส์น ถูกว่าจ้างโดยบริษัท “เรโนลต์” เพื่อทำงานเคียงข้าง ลูอิส ชไวต์เซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทรถยนต์จากฝรั่งเศส และช่วยให้เรโนลต์ กลับมามีกำไรอีกครั้งหลังจากจัดการปรับโครงสร้างบริษัทให้กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3 ปีต่อมา กอส์น ถูกส่งไปบริหารกลุ่มบริษัทนิสสัน ที่โรโนลต์เพิ่งซื้อกิจการมาโดยมีเป้าหมายในแบบเดียวกันคือตัดลดต้นทุนให้บริษัทกลับมามีกำไรภายใน 2 ปี และกอส์น ก็ทำสำเร็จในเวลาเพียงแค่ปีเดียว
ผลงานอันโดดเด่นทำให้ กอส์น ได้รับการยกย่องในฐานะ “ฮีโร่” ถูกกล่าวถึงในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเลยทีเดียว
หลังนำเรโนลต์ และนิสสัน กลับมาสู่เส้นทางการเงินที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องผ่านกระบวนการอันเด็ดขาดด้วยการ “ตัดลดตำแหน่งงานนับพันตำแหน่ง” ในแต่ละบริษัท กอส์น ผู้ที่ถือสัญชาติฝรั่งเศสในเวลานี้ ก็เริ่มเดินหน้าไปสู่การพัฒนา “รถยนต์ไฟฟ้า” อย่างเต็มที่
และล่าสุดขณะที่ “กอส์น” กำลังอยู่ในเส้นทางฟื้นคืนบริษัท “มิตซูบิชิ” หลังจากนิสสัน เข้าซื้อหุ้น 34 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี 2016 ทว่าต้องมาถูกจับกุมเสียก่อนฐานไม่รายงานค่าตอบแทนที่แท้จริงที่ได้รับจากการบริหารนิสสันให้ตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นรับทราบ
ปัญหาใหญ่ที่กอส์นต้องเผชิญดังกล่าวถูกมองว่าเป็นผลมาจากการสร้างศัตรูในวงการธุรกิจของญี่ปุ่น หนึ่งคือการ “เหยียบย่ำ” วัฒนธรรมการบริหารงานอันล้าสมัย และสองคือระดับค่าตอบแทนที่สูงจนทำลายมาตรฐานค่าตอบแทนของซีอีโอบริษัทในญี่ปุ่นอย่างย่อยยับ
ยิ่งกว่านั้นค่าตอบแทนที่สูงเทียมฟ้าระดับ 273 ล้านบาทต่อปีนั้นอาจถูกมองว่าอาจส่งผลให้เกิดการอิจฉาริษยา โดยเฉพาะเมื่อกอส์น จัดงานฉลองสมรสกับภรรยาคนที่สองที่พระราชวังแวร์ซาย ด้วยธีมงานแบบ “มารี อองตัวเนตต์”
นอกจากนี้ค่าตอบแทนระดับสูงยังส่งผลให้กอส์นต้องถูกรัฐบาลฝรั่งเศส ผู้ถือหุ้นในบริษัทเรโนลต์อยู่ 15 เปอร์เซ็นต์กดดันให้ลดค่าตอบแทนลงอีกด้วย
คงต้องติดตามต่อว่า คาร์ลอส กอส์น จะรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีครั้งนี้หรือไม่ และโฉมหน้าวงการธุรกิจกับผู้บริหารต่างชาติในญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไรต่อไป