โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนินทธ์ โทณวณิก ทุบ "ดุสิตธานี" โดนด่ามากที่สุดในชีวิต มองด้านดี...มีคนมากมายรักโรงแรมนี้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ธ.ค. 2566 เวลา 05.28 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 12.58 น.

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

ราว 50 ปีก่อน โรงแรมดุสิตธานีถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับสถิติตึกสูงที่สุดในเมืองไทย ณ เวลานั้น เมื่อปี 2513 ดุสิตธานีเปิดให้บริการพร้อมความหรูหราและมาตรฐานการบริการในระดับโรงแรม 5 ดาว ซึ่งนับเป็นโรงแรม 5 ดาวเพียงไม่กี่แห่งในเมืองไทยและครองความเป็น “ที่สุด” ในหลายด้าน

ตลอดการเปิดให้บริการเกือบ 5 ทศวรรษ ดุสิตธานี มีโอกาสต้อนรับลูกค้ามากมายจากทั่วโลก คนดังระดับโลกเมื่อมาที่เมืองไทยก็ต้องมาพักที่ดุสิตธานี แต่เวลาเดินไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ ความเป็น “ที่สุด” ของดุสิตธานีจึงถูกท้าทายแทบทุกด้าน ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ยิ่งมีโรงแรมที่เป็น “ที่สุด” เกิดขึ้นมาใหม่มากขึ้น ๆ ดังนั้น ถ้าดุสิตธานีไม่เปลี่ยนก็คงจะอยู่ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทดุสิตธานีจึงตัดสินใจประกาศปิดกิจการและรื้อถอนโรงแรมดุสิตธานี เพื่อก่อสร้างโครงการใหม่ในรูปแบบมิกซ์ยูส มีทั้งโรงแรม เรซิเดนซ์ และศูนย์การค้า โดยมีกำหนดการปิดโรงแรมในวันที่ 5 มกราคม 2562 หรือนับถอยหลังเพียงอีกไม่ถึง 1 เดือนข้างหน้านี้

คนมากมายที่ทราบข่าวแสดงความรู้สึกคล้ายกัน คือ “ใจหาย” และ “เสียดาย” ความเห็นมากมายบอกว่า “น่าจะอนุรักษ์ไว้”

ผู้คน ลูกค้าที่เคยใช้บริการรู้สึกผูกพัน เสียดาย หวงแหนดุสิตธานีมากแค่ไหน เจ้าของ ผู้บริหารยิ่งรู้สึกรักและผูกพันมากยิ่งกว่าหลายเท่า และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจทำลายสิ่งที่เห็นมาตั้งแต่เริ่มสร้าง

“กัดฟัน” คือคำที่ชนินทธ์ โทณวณิก ใช้อธิบายความรู้สึก ณ ตอนที่ตัดสินใจว่าจะทุบโรงแรมเดิมแล้วสร้างโรงแรมใหม่

ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ที่เป็นทั้งผู้บริหารและเจ้าของที่เห็นโรงแรมมาตั้งแต่คุณแม่ของเขาเริ่มสร้าง เล่าว่า ใช้เวลาคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจ ซึ่งจุดที่ทำให้ตัดสินใจได้ก็คือ คิดถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดของกลุ่มบริษัทดุสิตธานีนั่นก็คือ ความตั้งใจและเป้าหมายของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย (ผู้ก่อตั้ง) ที่อยากให้โรงแรมดุสิตธานีสามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่ดีที่สุดในระดับโลกได้ ควบคู่ไปกับการเป็นโรงแรมสไตล์ไทย บริหารโดยคนไทย บริการแบบคนไทย และมีชื่อไทย

เมื่อตั้งโจทย์ไว้ตรงนั้นก็มาคิดว่าจะเดินต่อไปอย่างไร จะอยู่ต่อไปในอนาคต 40-50 ปีอย่างไร พิจารณาแล้วว่าโครงสร้างโรงแรมดุสิตธานี เดิมมีข้อจำกัดหลายอย่าง คงไม่สามารถเดินไปยังจุดที่ตั้งเป้าไว้ได้ และถ้าจะปรับปรุงใหญ่มีการก่อสร้างอะไรเพิ่มเติมในพื้นที่นี้ โรงแรมก็ต้องปิดให้บริการอยู่ดี

“ก็เลยคิดว่ากัดฟันดีกว่า กัดฟันสร้างขึ้นมาใหม่”

หลังจากที่ประกาศออกไป ผู้คนที่ผูกพันหวงแหนโรงแรมดุสิตธานีบอกว่า “ไม่น่าทุบเลย” คำต่อว่ามากมายหลั่งไหลเข้าไปหาผู้บริหารดุสิตธานี ซึ่งคนที่โดนต่อว่าโดนตำหนิมากที่สุด คือ ชนินทธ์ ผู้เป็นเจ้าของ ที่โดนว่าทั้งต่อหน้า ทางจดหมาย ทางอีเมล์ ซึ่งเขาเจ้าตัวบอกว่า เป็นรื่องที่ดี เพราะคนที่ด่าคือคนที่ผูกพันและเห็นความสำคัญของดุสิตธานี

“พอมีข่าวออกไปว่าจะรื้อโรงแรม ผมคิดว่าผมไม่เคยถูกด่ามากกว่าช่วง 12-18 เดือนที่ผ่านมา มีทั้งจดหมายและคนที่เจอต่อหน้าเกือบทุกคน โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ขึ้นไปแล้ว ผมถูกว่ามาตลอด ส่วนใหญ่ที่หนัก ๆ จะเป็นจดหมาย พวกอีเมล์และการว่าต่อหน้าจะเบา ที่แรงมีทางจดหมาย ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ จดหมายและอีเมล์พวกนี้ผมจะเก็บไว้หมด วันหนึ่งอาจจะติดกำแพงตรงไหนสักแห่ง ข้อดีก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันแสดงให้เห็นว่าคนไทย คนกรุงเทพฯ หรือชาวต่างประเทศที่รู้จักเมืองไทยเขาเห็นความสำคัญของโรงแรมนี้ เพราะถ้าเขาไม่เห็นความสำคัญเขาก็คงไม่มานั่งด่าผม บางคนบอกว่าคุณทำอย่างนี้ได้ยังไง โรงแรมดุสิตธานีไม่ใช่ของบริษัทดุสิต แต่เป็นของประเทศ” เขาเล่า

ชนินทธ์ยอมรับว่า การได้เห็นผู้คนแสดงความผูกพันกับโรงแรม เป็นสิ่งที่ทำให้เขาและผู้บริหารกังวลใจ “แต่ถ้าเราถอยมาก้าวหนึ่งแล้วมองกลับไป ก็ดีใจ คิดว่าคนมีความผูกพันกับสิ่งที่ดุสิตธานีทำมา”

“เราจำเป็นต้องทำสิ่งที่ต้องทำ” ชนินทธ์ว่า และอธิบายลงรายละเอียดว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องทุบโรงแรมเก่าเพื่อสร้างโรงแรมใหม่

“เรามีปัญหาค่อนข้างเยอะในเวลา 40-50 ปีที่ผ่านมา เพราะความต้องการของลูกค้าสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกัน ห้องของดุสิตธานีมีขนาดประมาณ 29-32 ตารางเมตร ขณะที่ปัจจุบันห้องของโรงแรมหรู ๆ มีขนาดประมาณ 40-50 ตารางเมตร เพราะฉะนั้น ขนาดมันสู้กันไม่ได้ ถามว่าเรามีความพยายามทำให้เราสามารถแข่งขันได้ไหมในช่วงเวลา 10-20-30 ปีที่ผ่านมา เราพยายามครับ อย่างเช่น เราพยายามจะเอาสองห้องมารวมเป็นห้องเดียว เมื่อประมาณสัก 20 กว่าปีที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าเราเจอปัญหาการแข่งขัน เนื่องจากห้องเราเล็ก แต่ตอนที่คุณแม่ออกแบบโรงแรมนี้เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ห้องพักขนาด 32 ตารางเมตรถือว่าใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แต่พอผ่านไป 20-30 ปี ตัวเลขมันกลายเป็น 40-50 ตารางเมตร แม้เราเอาสองห้องมารวมเป็นห้องเดียวกัน มันก็เหนื่อย เพราะโครงสร้างมันทำให้เราแก้อะไรลำบาก”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนซะจนไม่เหลือความเป็น “ดุสิตธานี” เพราะชนินทธ์และคณะผู้บริหารระดับสูงลงความเห็นตรงกันว่า จะเก็บบุคลิกตัวตนด้านที่ดี ๆ ของโรงแรมดุสิตธานีเก่าไปใส่ไว้ในดุสิตธานีใหม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรที่ส่งคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหลายด้านมาร่วมทำงานอนุรักษ์ ทั้งจิตรกรรม โบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม มัณฑนศิลป์ ดังนั้น เมื่อโรงแรมใหม่เปิดขึ้นมา คนที่คุ้นเคยกับดุสิตธานีก็จะเห็นหลายอย่างที่คุ้นตาในโรงแรมใหม่ด้วย และแน่นอนว่าชื่อจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ดุสิตธานี” เหมือนเดิม

“จุดประสงค์ของเราคือสานต่อความเชื่อของคุณแม่เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ที่ต้องการเอาบุคลิกของไทยมาใช้ในโรงแรม มีการบริการแบบไทย และใช้ชื่อไทย ซึ่งท่านมองว่าเป็นสิ่งที่จะมีความหมายในอนาคต ข้อดีของเราคือเราเป็นสิ่งที่แท้ เป็นสิ่งที่เราเป็น เราไม่ได้อยากเป็นคนอื่น จุดยืนของเราอยู่ตรงนั้น ก็คิดว่าหลาย ๆ คนที่มาใช้บริการโรงแรมดุสิตธานี 50 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโรงแรมเราในต่างประเทศก็จะเห็นความเป็นไทย จุดขายของเราก็คือตรงนี้ และเราอยากจะเก็บไว้”

นอกจากการอนุรักษ์เก็บรักษาวัตถุที่มีคุณค่าแล้ว สิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของโรงแรม คือ การบริการ ซึ่งชนินทธ์บอกว่า ทีมบริหารพยายามเก็บรักษาพนักงานเดิมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยในระหว่างที่โรงแรมปิดจะโยกย้ายพนักงานไปทำงานในส่วนอื่นก่อน

“สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือทำยังไงที่จะทำให้ความผูกพันนั้นกลับมาตอนที่โรงแรมใหม่เปิด ฉะนั้น สิ่งที่ผู้บริหารพยายามจะทำคือ พยายามเก็บพนักงานของเราไว้มากที่สุดเท่าที่จะเก็บไว้ได้ เราหวังว่ารสชาติอาหารและการบริการจะไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ รวมถึงการที่เราจะทำห้องอาหารข้างนอกโรงแรมเพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการลูกค้า และความต่อเนื่องนี้ก็จะต่อไปตอนที่โรงแรมใหม่เปิด”

ชนินทธ์บอกปิดท้ายว่า ตัวเองเป็นคนที่โชคดี-โชคดีอย่างแรก คือ โชคดีที่มีคนผูกพันหวงแหนโรงแรมดุสิตธานี และโชคดีที่สองคือ มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยทำงานอนุรักษ์ ซึ่งชนินทธ์บอกว่าดุสิตธานีกับมหหาวิทยาลัยศิลปากรหวังว่าการร่วมมือครั้งนี้คงจะเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ทำให้หลายคนในประเทศไทยเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ เมื่อถึงคราวที่ใครก็ตามต้องตัดสินใจรื้อถอนหรือทำการเปลี่ยนแปลงตึกเก่า ก็หวังว่าจะคำนึงถึงเรื่องการอนุรักษ์อย่างเช่นที่ดุสิตธานีกำลังทำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...