โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : กรมพระปวเรศฯ คนสนิทของรัชกาลที่ 4 ไม่รู้จักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ก.พ. 2564 เวลา 18.05 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 07.30 น.
(ซ้าย) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ภาพจาก : www.wikipedia.org) (ขวา) ศิลาจารึกหลักที่ 1

กรมพระปวเรศฯ

คนสนิทของรัชกาลที่ 4

ไม่รู้จักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง?

 

“อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกัน จะได้ฟังเทศน์จำศีล”

ข้อความข้างต้นอยู่ในบทความที่ชื่อว่า “อภินิหารการประจักษ์” ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้ทรงบันทึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2376 ที่รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งยังผนวชเป็นวชิรญาณภิกขุ ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้เสด็จธุดงค์ไปยังเมืองเก่าสุโขทัย และได้ทรงพบ “แท่นศิลา” ที่ต่อมาคนไทยต่างรู้จักกันดีในชื่อของ “พระแท่นมนังคศิลาบาตร” เอาไว้

บทความดังกล่าวตีพิมพ์อยู่ในหนังสือวชิรญาณ ฉบับประจำเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2400 นับเป็นข้อเขียนชิ้นแรกที่กล่าวถึงประวัติการค้นพบพระแท่นมนังคศิลา

และก็เป็นข้อเขียนชิ้นเดียวกันนี้เองที่กรมพระยาปวเรศฯ ยังได้เล่าต่อไปว่า หลังจากนั้นรัชกาลที่ 4 ได้เสด็จฯ กลับบางกอก พร้อมกับทรงรับสั่งให้ชะลอเอาพระแท่นมนังคศิลาบาตร พร้อมกับจารึกหลักที่ 4 วัดป่ามะม่วงที่พบอยู่คู่กันกลับมาด้วย

แต่พระนิพนธ์ชิ้นนี้กลับไม่กล่าวถึงจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหง?

 

โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเข้าใจตรงกันว่า วัตถุโบราณที่รัชกาลที่ 4 นำกลับมาจากสุโขทัยในครั้งนั้น มีจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ว่ารวมอยู่ด้วยนะครับ

ซ้ำร้ายจารึกพ่อขุนรามคำแหงยังกลายเป็นวัตถุสำคัญชิ้นโด่งดังที่สุดในบรรดาข้าวของที่เชื่อว่าพบอยู่ร่วมกันทั้งหมด

ไม่ใช่ทั้งพระแท่นมนังคศิลาบาตร และจารึกวัดป่ามะม่วงของพญาลิไท ที่อ้างไว้ชัดเจนในอภินิหารการประจักษ์

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า จารึกของพ่อขุนรามคำแหงกลับไม่ถูกกรมพระยาปวเรศฯ เอ่ยถึงมันเสียดื้อๆ อย่างนั้น?

ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากพอสมควร เพราะชนนั้นนำชาวสยามและชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมสยามในสมัยนั้นต่างก็เชื่อกันว่า แท่นศิลาที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้ชะลอกลับมานั้น เป็นพระแท่นที่พ่อขุนรามคำแหงโปรดให้สร้างขึ้น และมีชื่อว่ามนังคศิลาบาตร ดังมีข้อความที่ปรากฏอยู่ในจารึกหลักดังกล่าวนั่นเอง

การที่จะเอ่ยถึงแท่นศิลาที่ว่า โดยไม่อ้างอิงถึงจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่สามารถเนรมิตสถานภาพจาก “แท่นศิลา” ที่ไม่มีหัวนอนปลายตีน กลายเป็น “พระแท่นมนังคศิลาบาตร” ของพ่อขุนรามคำแหง จึงเป็นเรื่องที่ออกจะพิลึกพิลั่นเอาการเลยทีเดียว

 

กว่าที่จะมีเอกสารระบุว่า จารึกของพ่อขุนรามคำแหงถูกพบพร้อมกับพระแท่นมนังคศิลาบาตรและจารึกวัดป่ามะม่วง ก็ต้องรอจนถึงช่วงหลังรัชกาลที่ 4 สวรรคตไปแล้ว

ซึ่งเป็นเอกสารที่อายุถัดลงมาจากอภินิหารการประจักษ์ไม่ต่ำกว่า 25 ปีเลยทีเดียว

ส่วนข้อเขียนชิ้นที่ว่านี่ก็คือ พระนิพนธ์เรื่อง “เทสนาพระราชประวัติพระบาดสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งตีพิมพ์อยู่ในหนังสือวชิรญาณ เมื่อปี พ.ศ.2425 ดังมีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“…เมื่อเสด็จไปถึงเมืองสุโขทัยครั้งนั้น ทอดพระเนตรเห็นศิลาจารึกสองหลักคือ ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง (หลักที่ 1) และศิลาจารึกของพระธรรมราชาลิไท (หลักที่ 4) กับพระแท่นมนังคศิลาอยู่ที่เนินปราสาท ณ พระราชวังกรุงสุโขทัยเก่า…พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาดูเห็นว่าเป็นของสำคัญ ทิ้งไว้จะเป็นอันตรายเสีย จึงโปรดฯ ให้ส่งลงมายังกรุงเทพฯ เดิมเอาไว้ที่วัดราชาธิวาสทั้งสามสิ่ง…”

และก็เป็นข้อความตอนนี้นี่เองนะครับ ที่ใครต่อใครพากันเอาไปใช้อ้างอิงว่า จารึกพ่อขุนราม ได้มาพร้อมจารึกป่ามะม่วง และพระแท่นมนังคศิลาบาตร โดยมีที่มาเริ่มต้นมาจากการที่นักอ่านจารึกตัวกลั่นอย่างศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (Goerge Cœdès) ใช้เป็นหลักฐานของประวัติการค้นพบจารึกพ่อขุนรามคำแหง ในหนังสือ “ประชุมจารึกสยาม ภาคที่ 1 จารึกสุโขทัย” ของท่าน ที่ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2467 ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นบรรณารักษ์ ประชุมหอพระสมุดวชิรญาณ

จนทำให้ข้อความตอนนี้กลายเป็นประวัติการค้นพบจารึกพ่อขุนรามคำแหงฉบับทางการของไทยนั่นแหละ

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงอย่างกรมศิลปากรจะไม่เคยอ่านอภินิหารการประจักษ์นะครับ โดยอาจจะเห็นได้จากการที่บทความเรื่อง “ประวัติและการศึกษาเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ 1” ของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้อ้างถึงอภินิหารการประจักษ์ ที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือวชิรญาณเมื่อ พ.ศ.2400 ว่ามีต้นฉบับเป็นสมุดไทยเล่มหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นของกรมพระปวเรศฯ นั่นเอง บทความชิ้นนี้ยังคัดข้อความในสมุดไทยฉบับดังกล่าวมาตอนหนึ่ง มีข้อความว่า

“…เมื่อศักราช 1195 (พ.ศ.2376) ปีมเสง เบญศก จะเสด็จขึ้นไปประภาสเมืองเหนือ นมัศการเจตียสฐานต่างๆ…ครั้น ณ วันขึ้นหกค่ำกลับมาลงเรือ เจ็ดค่ำเวลาเที่ยงถึงท่าธานี เดินขึ้นไปเมืองศุโขทัย ถึงเวลาเยนอยู่ที่นั้นสองวัน เสด็จไปเที่ยวประภาษ พบแท่นสีลาแห่งหนึ่งอยู่ริมเนินปราสาท ก่อไว้เปนแท่นหักพังลงมา ตะแคงอยู่ที่เหล่านั้น ชาวเมืองเขาเครพย์ สำคัญเปนสานเจ้า เขามีมวยสมโภธทุกปี…รับสั่งให้ฉลองลงมา ก่อเปนแท่นขึ้นไว้ใต้ต้นมะขามที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) กับเสาสิลาที่จารึกเปนหนังสือเขมร (จารึกวัดป่ามะม่วง) ที่อยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น เอามาคราวเดียวกันกับแท่นสีลา…”

ข้อความข้างต้นทั้งหมดตรงกับอภินิหารการประจักษ์จริงดังที่หอสมุดแห่งชาติได้อ้างไว้ โดยจะสังเกตได้ชัดเจนว่า เนื้อความไม่ได้กล่าวถึงจารึกพ่อขุนรามคำแหงเลย

แต่บทความของหอสมุดแห่งชาติกลับอ้างไว้ด้วยว่า ในสมุดไทยฉบับเดียวกันนี้ กรมพระปวเรศฯ ได้ทรงกล่าวถึงเสาศิลาอีกเสาหนึ่ง ว่าเป็นเสาศิลาที่ได้มาแต่เมืองสุโขทัย มีข้อความเกี่ยวกับหนังสือไทยแรกมีขึ้นในเมืองนั้น และพรรณนาข้อความที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงด้านที่ 4

แต่ถ้าจะเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงจะเป็นเรื่องแปลกชะมัด ที่อภินิหารการประจักษ์ ฉบับที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณและฉบับที่ถูกตีพิมพ์ครั้งถัดๆ มา ไม่เคยมีข้อความที่กล่าวถึงจารึกหลักนี้เลย

 

คงจะเป็นเรื่องที่ประหลาดและมหัศจรรย์เอามากๆ ถ้ากรมพระปวเรศฯ จะไม่รู้จักจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่เชื่อกันว่าเจออยู่คู่กับพระแท่นมนังคศิลาบาตร เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารลำดับถัดจากพระวชิรญาณเถระที่ลาสิกขาออกไปครองราชย์

และยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะใหญ่ของธรรมยุติกนิกาย (อันเป็นนิกายที่รัชกาลที่ 4 สถาปนาขึ้น) เป็นพระองค์แรก ซ้ำยังได้เขียนถึงประวัติการค้นพบพระแท่นมนังคศิลาบาตรอย่างละเอียดถึงขนาดอ้างได้ว่า รัชกาลที่ 4 ในขณะนั้นได้ตรัสเอาไว้ว่าอย่างไรบ้างเลยเสียด้วยซ้ำ

ข้อมูลทั้งหมดนี้จึงล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่าท่านใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 4 ขนาดไหน

อันที่จริงแล้วยังมีบทความอีกเรื่องหนึ่งของกรมพระปวเรศฯ ที่กล่าวถึงประวัติการค้นพบพระแท่นมนังคศิลาบาตรและจารึกวัดป่ามะม่วง ที่อ้างว่าได้พบจารึกพ่อขุนรามคำแหงในสถานที่ และคราวเดียวกันนั้นด้วย

พระนิพนธ์เรื่องดังกล่าวคือ “ขอมและไทยโบราณ อักษรจารึกในเสาศิลา ณ เมืองสุโขทัย” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณเมื่อ พ.ศ.2427 (สองปีหลังจากที่กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เขียนว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงได้มาพร้อมกับพระแท่นมนังคศิลาบาตร)

และคงเป็นเพราะพระนิพนธ์ชิ้นนี้เองที่ทำให้หอสมุดแห่งชาติเกิดความเข้าใจผิดว่า มีการกล่าวถึงจารึกพ่อขุนรามคำแหงในอภินิหารการประจักษ์

 

ผมยอมรับว่า ไม่เคยเห็นต้นฉบับ หรือแม้กระทั่งสำเนาใดๆ ของสมุดไทยฉบับที่หอสมุดแห่งชาติอ้างถึง แต่ก็อยากจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า เนื้อหาเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่อยู่ในสมุดไทยของกรมพระปวเรศฯ น่าจะเป็นต้นฉบับในส่วนของขอมและไทยโบราณ อักษรจารึกในเสาศิลา ณ เมืองสุโขทัย ที่ตีพิมพ์ลงหนังสือวชิรญาณในชั้นหลัง มากกว่าที่จะเป็นต้นฉบับของอภินิหารการประจักษ์ ที่ไม่เคยกล่าวถึงจารึกพ่อขุนรามคำแหงเลยสักนิด

ขอมและไทยโบราณ อักษรจารึกในเสาศิลา ณ เมืองสุโขทัย เป็นบทความสั้นๆ ที่เล่าถึงจารึกสองหลักได้แก่ จารึกวัดป่ามะม่วง และจารึกพ่อขุนรามคำแหง

ในส่วนของจารึกวัดป่ามะม่วงนั้นกรมพระปวเรศฯ ได้ทรงแปลและเรียบเรียงเนื้อความอย่างค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วน เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในอภินิหารการประจักษ์เช่นกัน แต่ในส่วนของจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้นกลับเป็นการกล่าวถึงอย่างสรุปความเท่านั้น

ควรสังเกตด้วยว่า กรมพระปวเรศฯ กล่าวถึงจารึกพ่อขุนรามคำแหงในบทความชิ้นนี้อย่างค่อนข้างที่จะหลากใจ ดังความที่ว่า

“…เสาศิลาอีกเสา 1 อยู่ใกล้เคียงแท่นแผ่นศิลาที่ว่ามาข้างต้นนั้นแล้ว แต่เสาศิลาต้นนี้มีเปนอักษรไทยโบราณชาวเหนือ รูปอักษรก็ไม่เหมือนอักษรไทยทุกวันนี้ รูปคล้ายหนังสือย่อ แต่ว่าประสมสระข้างหลังทุกสระ สระเบื้องบนลากข้างหามีไม่ ประหลาดนัก ถึงเช่นนั้นก็ยังมีผู้อ่านเอาความได้โดยมาก คนอ่านถูกต้องกันเป็นที่เชื่อไว้ใจได้จึงได้แปลความในเสาศิลา อ้างถึงแท่นศิลาที่ว่าไว้ข้างต้นนั้น…”

น่าสงสัยใจนะครับว่า นอกเหนือจากรูปอักษรในจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ชวนให้กรมพระปวเรศฯ รู้สึกว่า “ประหลาดนัก” แล้ว อะไรเกี่ยวกับจารึกหลักนี้ที่ทำให้คนใกล้ชิดของรัชกาลที่ 4 อย่างกรมพระปวเรศฯ จึงรู้สึกไม่เชื่อ และไม่ไว้ใจในจารึกพ่อขุนรามคำแหง?

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...