กระสุนยาง กับชีวิตที่เปลี่ยนไปของ "สันติพงษ์ อินจันทร์"
โลกโซเชียลยังคงวิพากษ์วิจารณ์การใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะ “กระสุนยาง” ของฝั่งเจ้าหน้าที่ กรณีการสลายการชุมนุม เมื่อคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เพราะไม่อยากให้ชีวิตของใครต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลเหมือนกับ “สันติพงษ์ อินจันทร์” เหยื่อกระสุนยาง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
วันที่ 1 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี การสลายการชุมนุม กลุ่ม REDEM ที่ประกาศนัดไปชุมนุมกันหน้ากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ ซึ่งเป็นที่สถานที่ตั้งของบ้านพัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม โดยสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางคือ การใช้กระสุนยาง เพื่อสลายการชุมนุม
“ประชาชาติธุรกิจ” พาย้อนไปติดตามเรื่องราวของ “สันติพงษ์ อินจันทร์” หรือ “เบิร์ด” เหยื่อกระสุนยาง ผู้สูญเสียดวงตาข้างขวา ระหว่างการสลายการชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว เมื่อ 10 เมษายน 2553
เบิร์ด เผยกับประชาไทและบีบีซีไทย เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เขาสูญเสียดวงตาครบ 10 ปี ว่า ตอนนั้นเขาอายุเพียง 24 ปี เพิ่งจบปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ 3 เดือน ไปร่วมชุมนุมตามพ่อแม่ที่ติดตามข่าวสารเป็นประจำ ส่วนตัวเขาเองนั้น “ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย” ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว อีกทั้งยังมองว่าการชุมนุมเป็นเรื่อง “น่ากลัว” ตามคำบอกเล่าของเพื่อน
“ครอบครัวเป็นคนพะเยา เขาได้ประโยชน์จากนโยบายช่วงที่ทักษิณ (ชินวัตร) เป็นนายกฯ เขาเลยชื่นชม” เบิร์ดเล่า
กระทั่งเขาอยากไปค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นในม็อบ เลยตัดสินใจไปร่วมชุมนุมกับพ่อและแม่ครั้งแรกที่ถนนราชดำเนินในช่วงปลายเดือนมีนาคม หลังจากนั้นเขาก็ปรากฏตัวในม็อบบ่อยขึ้น
10 เม.ย. 2553 การชุมนุมส่อเค้ารุนแรงขึ้น มีการประกาศบนเวทีปราศรัยว่าทหารกำลังจะขอคืนพื้นที่ ตัวเขากับครอบครัวจึงตัดสินใจรีบไปยังที่ชุมนุมทันที โดยพ่อแม่อยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนเบิร์ดแยกตัวไปแถวสี่แยกคอกวัว ด้วยความหวังว่าจะไปช่วยเติมคนให้ดูแน่น ๆ เจ้าหน้าที่จะได้ไม่เข้ามาสลายการชุมนุม แล้วก็กลับบ้านกันตามปกติเหมือนทุกวัน
เกือบ 18.00 น. เบิร์ดตั้งแถวกับผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ บริเวณสี่แยกคอกวัว และเป็นแนวหน้ากันทหารไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ของผู้ชุมนุม เขาบอกว่าอาวุธที่ผู้ชุมนุมมีในตอนนั้นคือ ขวดน้ำเปล่ากับถุงพริกน้ำปลา
ตัดภาพไปที่ทหาร มีทั้ง โล่ กระบอง ปืนลูกซองและกระสุนยาง
หลังสิ้นเสียงเพลงชาติ แกนนำนำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ยังไม่ทันจบเพลง ฝั่งทหารก็เริ่มกระชับพื้นที่
ตอนนั้นเองที่เบิร์ดได้สัมผัสแรงปะทะเป็นครั้งแรก เขาเห็นผู้ชุมนุมบางคนล้มลงหลังถูกยิงด้วยกระสุนยาง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เริ่มยิงแก๊สน้ำตา เขาจึงถอยร่นมาอยู่ในแนวหลัง
เมื่อถอยมาถึงด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา จู่ ๆ กระสุนยางของทหารก็พุ่งตรงเข้าสู่ดวงตา ขณะที่เขากำลังก้มหน้าล้างพิษแสบร้อนจากแก๊สน้ำตา การมองเห็นของเขามืดดับแทบจะในทันทีนับจากนั้น
“ตามันแตกเยอะจึงต้องควักตาออก ตอนแรกที่ไปถึงหมอถามว่าไปโดนอะไรมา บอกว่าโดนกระสุนยาง ยังไม่ได้พูดอะไรกันมากเพราะโดนวางยาสลบ พอตื่นขึ้นมาตาก็ยังอยู่แต่มองไม่เห็นแล้ว หมอก็บอกว่าตามันแตกลองทิ้งไว้ 7 วัน รอดูว่ามันจะดีขึ้นหรือไม่ แต่ผ่านไป 7 วันก็ไม่ดีขึ้น เพราะว่ามันแตกไปถึงตาดำ จึงต้องควักลูกตาทิ้งไป”
เบิร์ดผ่านการผ่าตัดอีกอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ทดแทนดวงตาข้างเดิมด้วยลูกแก้วและตาปลอม
การมองเห็นด้วยตาเพียง 1 ข้าง ยังคงสร้างอุปสรรคในการใช้ชีวิต เช่น การกะระยะ หรือการเดินข้ามถนน แม้เวลาผ่านมานาน การหยิบแก้วน้ำตรงหน้าก็ยังเป็นเรื่องไม่ง่าย และตาข้างขวามักมีปัญหาการติดเชื้อหรือตากุ้งยิงอยู่เป็นระยะ
หลังการรักษาตัวจนหายดีได้ไม่นาน เบิร์ดได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานอีกครั้ง แต่ก็ไปได้ไม่ไกลนัก ด้วยข้อจำกัดของการใช้ตาข้างเดียวที่เหลือ เขาจำเป็นต้องออกจากงานเพราะการจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจะเกิดอาการระคายเคือง กระจกตาเป็นรอยและท่อน้ำตาอุดตัน ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการสูญเสียดวงตาอีกข้างเป็นอย่างมาก
“ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นบทเรียนที่สำคัญ ที่ประชาชนควรต้องเรียนรู้และเท่าทัน ตราบใดที่ทหารยังคงออกมาเคลื่อนไหว ตราบใดที่ชนชั้นนำยังไม่เคยมองเห็นประชาชนเป็นคนเท่ากัน ตราบใดที่เรายังไม่อาจแสวงหาข้อเท็จจริงและความเป็นธรรมได้จากกระบวนการยุติธรรม การเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชาชนก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิทธิที่พึงกระทำ ที่ผ่านมาประชาชนถูกลิดรอนสิทธิในการเรียกร้องเสมอมา”
“ผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยนะ จริง ๆ แต่รู้สึกผิดหวังและรู้สึกโกรธมากกว่า ที่รัฐทำกับประชาชนแบบนี้ ทั้งที่พวกเราไปเรียกร้องอย่างสันติ มือเปล่า แต่เขากลับเอาอาวุธสงครามมาฆ่าประชาชนกลางเมือง มันโหดร้ายเกินไป”