โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

รู้ทันค่าใช้จ่าย ภาษีขายบ้าน ทำอย่างไรให้ขายบ้านทั้งที ต้องมีกำไร

DDproperty

เผยแพร่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 01.30 น.
รู้ทันค่าใช้จ่าย ภาษีขายบ้าน ทำอย่างไรให้ขายบ้านทั้งที ต้องมีกำไร

ในการขายบ้านสักหลังให้ได้กำไรจากการขายนั้น การตั้งราคาขายให้สูงกว่าราคาที่ซื้อมาไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการขายนั้นจะทำให้ผู้ขายได้กำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นการตั้งราคาโดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการขายบ้าน รวมถึงภาษีขายบ้าน ทำให้แทนที่จะขายได้กำไรอาจกลายเป็นขาดทุนหรือเสมอตัวได้ ลองมาเรียนรู้ค่าใช้จ่ายในการขายบ้านกัน จะได้ตั้งราคาขายให้ได้กำไรแบบชัวร์ ๆ

วิธีขายบ้านอย่างไรให้เร็วและได้ราคา

 

ค่าใช้จ่ายในการขายบ้านมีอะไรบ้าง

ในการขายบ้านนั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะฝ่ายของผู้ขายนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง 4 รายการด้วยกัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าอากร ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งในแต่ละรายการนั้นจะมีรายละเอียด และเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

1. ค่าธรรมเนียม 2%

ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะมีค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ในอัตรา 2% จากราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งระยะเวลาที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือการมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่เป็นเงื่อนไขในการยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีการแบ่งค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนนี้ออกเท่า ๆ กัน โดยให้ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้เท่า ๆ กันฝ่ายละ 1%

2. ค่าอากร 0.5%

สำหรับผู้ขายที่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านตั้งแต่ 1 ปีเป็นต้นไป ในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนก็ยังมีค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่งที่เรียกว่าค่าอากรสแตมป์ ซึ่งจะคำนวณค่าอากรในอัตรา 0.5% จากราคาประเมินหรือราคาตลาด (ราคาซื้อขายจริง) โดยเลือกราคาที่สูงกว่ามาคิด ซึ่งถ้าหากผู้ขายถือครองกรรมสิทธิ์ในเวลาไม่ถึง 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านน้อยกว่า 1 ปี จะไม่ต้องเสียค่าอากร แต่จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน

3. ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%

ในกรณีที่ผู้ขายถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์น้อยกว่า 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% จากราคาประเมินหรือราคาตลาดโดยเลือกราคาที่สูงกว่ามาคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะที่จะต้องชำระ แต่ในกรณีที่อสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการจะขายนั้นเป็นการได้มาจากมรดกตกทอดนั้นก็จะได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ

4. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

รายได้ที่ผู้ขายได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ออกไปนั้นจะถือเป็นรายได้ของผู้ขายซึ่งจะต้องนำมาเข้าสู่กระบวนการคำนวณภาษีเงินได้ ในกรณีที่ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาก็จะต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราภาษีของบุคคลธรรมดา

ในส่วนนี้จะนำระยะเวลาที่ถือครองกรรมสิทธิ์เข้ามาพิจารณาด้วย โดยการถือครองในระยะเวลาที่นานกว่าจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่สูงกว่า ทำให้เหลือเงินได้ในส่วนที่นำไปคำนวณเป็นภาษีที่จะต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตราที่น้อยลง ดังแสดงในตารางด้านล่าง

ทั้งนี้ จำนวนปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์นั้นจะนับตามปีบัญชี โดยช่วงเวลาหนึ่งปีหมายถึงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีเดียวกัน ดังนั้นการซื้อขายภายในปีเดียวกันนั้นจะนับเป็นการถือครอง 1 ปี และการถือครองข้ามปีแบบไม่เต็มปี เช่น ถือครองตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะนับเป็นเวลา 2 ปี

ตารางแสดงจำนวนปีที่ถือครองและค่าใช้จ่าย

 

วิธีคำนวณหาเงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายบ้าน

ในการคำนวณหาเงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นสามารถคำนวณได้ 2 วิธี จากอัตราส่วนในตารางข้างต้น

วิธีที่ 1 คำนวณจากอัตราส่วนเงินได้พึงประเมิน

วิธีการนี้จะนำอัตราส่วนที่จะนำมาคิดเป็นเงินได้พึงประเมิน (จากตารางข้างบน) ไปคูณกันกับรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ราคาขายอสังหาริมทรัพย์) ก็จะได้จำนวนเงินที่เป็นเงินได้พึงประเมินซึ่งจะใช้นำไปคำนวณหาภาษีเงินได้ต่อไป ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการคำนวณโดยตรงและจะทำให้ทราบจำนวนเงินได้พึงประเมินทันที

ตัวอย่าง คำนวณหาเงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมไปในราคา 2.8 ล้านบาท โดยผู้ขายถือครองกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมแห่งนี้มาแล้ว 6 ปี

เงินได้พึงประเมิน = รายได้จากการขายอสังหาฯ (บาท) x อัตราส่วนเงินได้พึงประเมิน (%) ณ ปีที่ 6

เงินได้พึงประเมิน = 2,800,000 x 40% 

เงินได้พึงประเมิน = 1,120,000 บาท

เงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมราคา 2.8 ล้านบาท ที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในช่วง 6 ปี คือ 1,120,000 บาท 

วิธีที่ 2 คำนวณจากอัตราส่วนหักค่าใช้จ่าย 

เงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ราคาขายอสังหาริมทรัพย์) นั้นก็คือจำนวนเงินที่คงเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายออกจากรายได้แล้ว

ดังนั้น วิธีการนี้จะเริ่มต้นจากการหาค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออกไปจากรายได้ของการขายอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการนำรายได้มาคูณด้วยอัตราส่วนหักค่าใช้จ่าย (จากตารางข้างบน) จะได้จำนวนค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออก แล้วจึงนำไปหักออกจากรายได้อีกทีหนึ่งก็จะได้เงินได้พึงประเมิน ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการคำนวณทางอ้อม ซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย แต่สามารถคำนวณออกมาได้ผลเท่ากับวิธีการแรก

ตัวอย่าง คำนวณหาเงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมไปในราคา 2.8 ล้านบาท โดยผู้ขายถือครองกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมแห่งนี้มาแล้ว 6 ปี

ค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออกจากรายได้ = รายได้จากการขายอสังหาฯ (บาท) x อัตราส่วนหักค่าใช้จ่าย (%) ณ ปีที่ 6

ค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออกจากรายได้ = 2,800,000 x 60%

ค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออกจากรายได้ = 1,680,000 บาท

ค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออกจากรายได้ของการขายคอนโดมิเนียมราคา 2.8 ล้านบาท ที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในช่วง 6 ปี คือ 1,680,000 บาท

เงินได้พึงประเมิน = รายได้จากการขายอสังหาฯ (บาท) – ค่าใช้จ่ายที่จะถูกหักออกจากรายได้ (บาท)

เงินได้พึงประเมิน = 2,800,000 - 1,680,000 

เงินได้พึงประเมิน = 1,120,000 บาท 

เงินได้พึงประเมินของรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมราคา 2.8 ล้านบาท ที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในช่วง 6 ปี คือ 1,120,000 บาท (เท่ากับการคำนวณด้วยวิธีแรก) 

เงินได้พึงประเมินที่คำนวณได้นั้น คือเงินได้พึงประเมินในช่วงระยะเวลาทั้งหมดของการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว แต่อัตราภาษีแบบก้าวหน้าที่ใช้ในการคำนวณภาษีนั้นกำหนดเป็นอัตราภาษีต่อปี จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินมาทำให้เป็นเงินได้พึงประเมินต่อปีด้วยการหารกลับด้วยจำนวนปีที่ถือครอง

ตัวอย่าง เงินได้พึงประเมินทั้งหมดของรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมที่ถือครองกรรมสิทธิ์มา 6 ปี ในราคา 2.8 ล้านบาท คือ 1,120,000 บาท 

เงินได้พึงประเมินต่อปี = เงินได้พึงประเมินทั้งหมด (บาท) / จำนวนปีที่ถือครอง (ปี)

เงินได้พึงประเมินต่อปี = 1,120,000 / 6 = 186,667 บาท

จำนวนเงินได้พึงประเมินต่อปีที่คำนวณได้นี้คือจำนวนที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการคำนวณภาษี โดยคำนวณตามอัตราภาษีแบบก้าวหน้า ดังแสดงในตารางด้านล่างนี้

จำนวนเงินได้พึงประเมิน กับภาษีขายบ้าน

จากจำนวนเงินได้พึงประเมินต่อปี 186,667 บาท สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต่อปี ดังนี้

คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต่อปี

 

จากการคำนวณภาษีต่อปีจากเงินได้พึงประเมินต่อปีพบว่าจะต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ปีละ 13,667 บาท ซึ่งตัวเลขที่คำนวณออกมานั้นคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียงปีเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งหมดที่จะต้องชำระ ณ วันที่โอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ จะทราบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งหมดได้ด้วยการคูณกลับด้วยจำนวนปีที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งหมด = ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต่อปี (บาท) x จำนวนปีที่ถือครอง (ปี)

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งหมด = 13,667 x 6 = 82,002 บาท

 

ราคาประเมินที่ดิน เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อขายบ้าน

 

ขายบ้านอย่างไรให้ได้กำไร

จากค่าใช้จ่ายรายการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเราได้รวบรวมมานำเสนอกันข้างต้น ผู้จะขายอสังหาริมทรัพย์จึงควรให้ความสำคัญกับการตั้งราคาให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เอาไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อขายอสังหาริมทรัพย์แล้วจะยังได้กำไรจากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดอีกด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง ซื้อคอนโดมาในราคา 2.6 ล้านบาท อยู่อาศัยมา 6 ปีและมีชื่อในทะเบียนบ้าน แล้วต้องการขายคอนโดมิเนียมนี้ในราคา 2.8 ล้านบาท จะเหลือกำไรให้ผู้ขายหรือไม่ อย่างไร กำหนดให้ราคาประเมินของคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 2.2 ล้านบาท

จากข้อมูลในตัวอย่างในการขายคอนโดมิเนียมครั้งนี้จะมีค่าใช้จ่ายดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน 1% คิดจากราคาประเมิน 2.2 ล้านบาท (ผู้ซื้อและผู้ขายออกคนละครึ่ง)

2. ค่าอากร 0.5% คิดจากราคาขาย 2.8 ล้านบาท (ใช้ราคาที่สูงกว่าคำนวณ)

3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ได้รับการยกเว้น (ถือครองกรรมสิทธิ์เกิน 5 ปี เสียเฉพาะค่าอากรเท่านั้น)

4. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในช่วงอัตราเงินได้พึงประเมิน ณ ช่วงเวลาการถือครอง 6 ปี

สรุปค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขายคอนโดมิเนียมได้ดังตารางด้านล่างนี้

รายการค่าใช้จ่ายจากการขายบ้าน

จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าการขายคอนโดมิเนียมที่ซื้อมาในราคา 2.6 ล้านบาท แล้วขายไปในราคา 2.8 ล้านบาท ทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อมาและราคาที่ขายไปถึง 200,000 บาท แต่ในความจริงแล้วเมื่อหักลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์แล้ว ก็เกือบจะกลายเป็นการขายเท่าทุน หรือเหลือกำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดผู้ขายจะได้กำไรเพียง 81,998 บาทเท่านั้น

 

การที่ผู้ขายประเมินค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้ขายสามารถกำหนดราคาขายที่เหมาะสมได้ โดยเหลือส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อมาและราคาที่ขายไปเอาไว้อย่างเหมาะสมและเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการขาย ท้ายที่สุดแล้วจะทำให้ผู้ขายได้รับกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว

 

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กิตติคม พจนี Content Writer ประจำ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kittikom@ddproperty.com

 

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...