โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยี Digital Twin ต่อยอดอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 4.0

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ม.ค. 2563 เวลา 02.09 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2563 เวลา 02.05 น.

คอลัมน์ มองข้ามชอต

โดย นันทพงศ์ พันทวีศักดิ์ Economic Intelligence Center (EIC) ธ.ไทยพาณิชย์

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุค industry 4.0 มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง เทคโนโลยีระบบแบบจำลองดิจิทัลเสมือน หรือ digital twin เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในโลกอุตสาหกรรม และด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจของ digital twin ในการสร้างแบบจำลองเสมือนบนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากข้อมูลของวัตถุต้นแบบ อย่างเครื่องจักร แขนกลอุตสาหกรรม กระบวนการทำงานของโรงงานทั้งระบบ หรือแม้แต่การขนส่ง เป็นต้น โดยที่แบบจำลองจะมีการจำลองการทำงานคู่ขนานไปกับการทำงานจริง เพื่อให้แบบจำลองสามารถเรียนรู้กระบวนการทำงานปัจจุบัน และคาดคะเนความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเครื่องจักร หรือระบบการผลิต รวมไปถึงการวางแผนปรับปรุงเครื่องจักรและระบบการผลิตโดยให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดได้

ทั้งนี้ งานศึกษาของ Deloitte ในปี 2018 คาดการณ์ว่าการใช้เทคโนโลยี digital twin ทั่วโลกจะเติบโตสูงถึง 38% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2018-2023 โดยจะมีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 จากปัจจุบันที่ราว 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี internet of things (IOT) และ machine learning (ML) ส่งผลให้เครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถเรียนรู้พัฒนา และสื่อสารระหว่างกันได้ ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีระบบ digital twin ให้สามารถนำมาใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างระบบแบบจำลองดิจิทัลเสมือน หรือ digital twin นั้น จำเป็นต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีที่สำคัญ 3 ชนิดเข้าด้วยกัน เทคโนโลยีแรก คือ การสร้างแบบจำลองและวัตถุเสมือน เพื่อสร้างแผนที่พร้อมโครงสร้าง 3 มิติ โดยละเอียดที่มีขนาดเทียบเท่าวัตถุต้นแบบจริง หรือมีมาตราส่วนขนาด 1 : 1 เพื่อให้ระบบสามารถจำลองกระบวนการทำงานและสถานการณ์ต่าง ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมจริงอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด

เทคโนโลยีที่สอง คือ sensor และ IOT โดยการติดตั้ง sensor ณ ตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของกระบวนการทำงาน เพื่อให้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลทางกายภาพและข้อมูลที่จำเป็นจากอุปกรณ์ต้นแบบให้ได้มากที่สุด โดยจะทำงานควบคู่กับเทคโนโลยี IOT ในการเชื่อมต่อระบบ อุปกรณ์ และ sensor ต่าง ๆ

และเทคโนโลยีสุดท้าย คือ ระบบการประมวลผลคุณภาพสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ machine learning ที่สามารถวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถตรวจพบความผิดปกติ และสามารถคาดการณ์โอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อกระบวนการทำงานได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

เนื่องจากเทคโนโลยีระบบ digital twin เป็นเทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายด้าน โดยกระบวนการทำงานที่นิยมนำ digital twin มาใช้ ได้แก่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้การจำลองกระบวนการผลิต เพื่อให้นักออกแบบทราบว่าชิ้นงานที่ออกแบบมานั้นสามารถนำไปผลิตได้จริงหรือไม่ และสามารถต่อยอดไปสู่การออกแบบระบบต่าง ๆ ภายในโรงงานได้อีกด้วย หรือแม้แต่การนำระบบ digital twin มาใช้ในการควบคุมคุณภาพของกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงประสิทธิภาพการทำงานของกระบวนการผลิตทั้งโรงงานได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถใช้ในการวางแผนการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้ใช้เวลาและกระทบต่อกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด

รวมไปถึงการวางแผนงานด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การบริหารจัดการสินค้าคงคลังตลอดจนกระบวนการขนส่งจนไปถึงปลายทางผู้รับสินค้า เพื่อให้ผู้ควบคุมคลังสินค้า หรือผู้รับสินค้า สามารถทราบถึงสถานะของสินค้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ระบบยังสามารถให้คำแนะนำรูปแบบการจัดส่งสินค้าที่เหมาะสมกับปริมาณการขนส่งและสภาวะภูมิอากาศ ในแต่ละพื้นที่เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ดี การใช้เทคโนโลยี digital twin ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เรายังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการระบบสาธารณูปโภคของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาฯ นำเทคโนโลยี digital twin มาควบคุมระบบน้ำประปาของตัวอาคาร, หมู่บ้าน โดยการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ sensor ที่มีการติดตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งจะมีการแสดงผลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ พร้อมกับประมาณการการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงระบบสาธารณูปโภค เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายและผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย

หรือแม้แต่แนวคิดในการนำ digital twin มาใช้ในการดูแลสุขภาพ หรือที่เรียกว่า digital health โดยปัจจุบัน Philips และ General Electrics มีการพัฒนาอุปกรณ์ IOT ทางการแพทย์ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากทั่วโลก และนำมาสร้างแบบจำลองควบคู่กับข้อมูลของผู้ป่วยในการวางแผนการรักษาหรือผ่าตัดเพื่อให้ได้แผนการรักษาที่ถูกต้อง ใช้เวลาและมีผลกระทบต่อผู้ป่วยน้อยที่สุด โดยในอนาคตมีแนวทางในการพัฒนาอุปกรณ์ wireless biometric sensor ไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์อย่าง smart fabric หรือ smart clothing เพื่อสามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหว สภาวะร่างกาย รวมถึงการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ได้แม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้กับระบบ digital twin ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบการรักษาเฉพาะบุคคลต่อไป

ปัญหาหลักในการนำ digital twin มาใช้ในภาคการผลิต อย่างแรกคือ ต้นทุน โดยต้นทุนในการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ automation หรือการติดตั้ง sensor ในกระบวนการทำงานมีมูลค่าที่ค่อนข้างสูง เช่น มูลค่าแขนกลอุตสาหกรรมพร้อมติดตั้งจะเริ่มต้นราว 100,000-120,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง และใน 1 ส่วนการผลิต อาจต้องใช้ถึง 4 เครื่อง และยังมีค่าบริการรายเดือน สำหรับการดูแลระบบ digital twin อีกราว 100-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หากเป็นบริษัทหรือโรงงานที่ไม่มีเครื่องจักรหรือติดตั้ง sensor ที่รองรับมาก่อนก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

ประการต่อมา การติดตั้งระบบ digital twin ในส่วนงานย่อยจากหลายผู้ให้บริการ จากการศึกษาของ Forrester พบว่า ธุรกิจหรือโรงงานที่นำ digital twin มาใช้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตั้งระบบ digital twin แบบระบบเดียว (single-digital twin system) แต่จะเป็นการติดตั้งระบบ digital twin ขนาดเล็กในแต่ละส่วนงานแทน อาจส่งผลให้มีปัญหาในการสื่อสารระหว่างระบบจนเกิดความผิดพลาดได้ จึงจำเป็นต้องใช้หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอย่าง system integrator เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อีไอซีมองว่าในช่วงเริ่มต้นผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณานำเทคโนโลยี digital twin มาประยุกต์ใช้เฉพาะบางส่วน จากนั้นจึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การใช้งานแบบเต็มรูปแบบในอนาคต โดยใช้วิธีการวางแผนระยะยาว และแผนระยะสั้นควบคู่กันไป การซึ่งการลงทุนหรือปรับปรุงกระบวนการในรูปแบบนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว และสามารถลดปัญหาการติดตั้งระบบที่หลากหลายและไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้

อีกทั้งยังจะช่วยให้พนักงานที่เกี่ยวข้องค่อย ๆ เรียนรู้ พัฒนาทักษะ และปรับทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีได้ราบรื่นขึ้น ด้วยการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีแผนงานที่ชัดเจนนี้ จะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการไทยและแรงงานสามารถปรับตัวและรับมือกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...