โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ภาษีลาภลอย" รัฐบาล คสช. อสังหาไม่เกิน 50 ล้านไม่ต้องว่อกแว่ก

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 16 ก.ค. 2561 เวลา 12.31 น.

โหมโรงมานาน ในที่สุดรัฐบาล คสช.ออกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เห็นชอบหลักการผลักดันภาษีตัวใหม่ “ร่างพระราชบัญญัติการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ. …” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ภาษีลาภลอย”

แม้ทางโฆษกรัฐบาลแถลงว่า มติ ครม.ในเรื่องนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ และยังไม่รู้ว่าจะบังคับใช้จริงเมื่อใด แต่มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลอยากบังคับใช้ให้เร็วที่สุดภายในเดือนมกราคม 2562

เกิน 50 ล้าน+รัศมี 5 กม.

สาระสำคัญ 1.ทำเลใดที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเข้าถึงเจ้าของทรัพย์สินภายในรัศมี 5 กิโลเมตร และมูลค่าทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป มีหน้าที่ชำระภาษีลาภลอย

2.ผู้จ่ายภาษีมีทั้ง “นิติบุคคล” ในกรณีเป็นผู้พัฒนาโครงการ และ “บุคคลธรรมดา” ในฐานะผู้ซื้อหรือผู้บริโภค เหตุผลในการชำระภาษีขึ้นอยู่กับสถานะ “การครอบครอง” เช่น ถ้าก่อสร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่หมด เจ้าของโครงการมีหน้าที่จ่ายภาษี หรือลูกค้าซื้อทรัพย์สินไปแล้วก็มีหน้าที่ต้องจ่ายด้วยตัวเอง

3.โครงสร้างพื้นฐาน นิยามครอบคลุมถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงหรือไฮสปีดเทรน, ทางด่วนพิเศษ, รถไฟทางคู่, รถไฟฟ้า, ท่าเรือ หรือโครงการอื่น ๆ ของรัฐ

4.ทรัพย์สินที่ครอบครอง นิยามครอบคลุมตั้งแต่ที่ดินเปล่า, ห้องชุด และแน่นอนว่าหากรัฐกางรัศมี 5 กิโลเมตรจากโครงสร้างพื้นฐาน ย่อมมีค่าเทียบเท่ากับคลุมพื้นที่กรุงเทพฯทั้งหมด รวมถึงครอบคลุมพื้นที่ความเจริญของจังหวัดปริมณฑล ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์โดยอัตโนมัติ

5.เพดานภาษี กำหนดไว้สูงสุด 5% โดยเรียกเก็บจาก “ส่วนต่าง” ของราคาที่มีการปรับตัวขึ้น กล่าวคือ ตอนเริ่มต้นก่อสร้างโครงการ ราคาที่ดินเปล่าเคย 5 หมื่นบาทขึ้นเป็น 2 แสนบาทตอนสร้างเสร็จ ส่วนต่าง 1.5 แสนบาทจะต้องถูกนำมาคำนวณจ่ายภาษีสูงสุดไม่เกิน 5%

6.ข้อยกเว้นในการจัดเก็บ ถ้าหากทรัพย์สินนั้นใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัยและทำเกษตรกรรม แต่ถ้าหากใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชยกรรม และมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีลาภลอย

สมาคมคอนโดฯขานรับ

เรื่องเดียวกันนี้ “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้ความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” โดยส่วนตัวในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เห็นด้วยกับภาษีลาภลอยเพราะรัฐใช้เงินลงทุนอินฟราสตรักเจอร์มหาศาล หากมีส่วนต่างที่ทำให้อสังหาริมทรัพย์ราคาปรับสูงขึ้น การจ่ายภาษีที่คำนวณจากส่วนต่างถือว่ายุติธรรมและสมเหตุสมผล

“เนื่องจากเพิ่งเป็นมติ ครม. พี่เห็นว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาตีโพยตีพายเกี่ยวกับผลกระทบตรงโน้นตรงนี้ เพราะยังมีขั้นตอนพิจารณากฎหมายอีกยาวนาน เข้าใจว่าระหว่างทางอาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง รอดูสรุปสุดท้ายของกฎหมายดีกว่า”

ในด้านต้นทุนผู้ประกอบการ มองว่าเดิมซื้อที่ดินมา 1,000 ล้านบาท ถ้ามีภาระภาษีลาภลอย 5% หรือ 50 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนกลายเป็น 1,050 ล้านบาทต้องคำนวณออกมาเป็นราคาสินค้า ซึ่งเป็นกลไกธุรกิจตามปกติ

ในด้านผลกระทบผู้บริโภค “ดร.อาภา” แนะนำว่า ลูกค้าเรียลดีมานด์ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ครึ่งปีหลัง 2561 เป็นจังหวะต้องเร่งตัดสินใจซื้อ เพราะราคาอสังหาฯไม่ลดลง มีแต่จะแพงขึ้นทุกวันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่กำลังจะมีภาษีลาภลอยเข้ามาบวกเป็นต้นทุนอีก

“ตอนนี้ไซต์ก่อสร้างรถไฟฟ้าเกิดทุกมุมเมือง บางเส้นทางรัฐประกาศแผนทำ 6 ปี แต่สร้างจริง 10 ปี ผู้ประกอบการลงเสาเข็มจนสร้างตึกเสร็จทำอะไรไม่ได้ ต้องทำใจเรื่องสต๊อกค้างเพราะของสร้างเสร็จแต่ขายไม่ได้ อย่างสายสีม่วงตอนเศรษฐกิจไม่ดีมีบางรายที่ยอมขายต่ำกว่าทุนก็มี เพื่อสร้างกระแสเงินสดมาเลี้ยงองค์กร เพราะฉะนั้น ลูกค้าที่ต้องการซื้ออยู่อาศัยจริง ๆ หมดเวลา wait & see แล้ว อสังหาฯมีแต่แพงขึ้นทุกวัน”

ฝากการบ้าน 4 ข้อ

กูรูด้านกฎหมายอสังหาฯของวงการ “อิสระ บุญยัง” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองตามช่วงเวลา แบ่งเป็นช่วงเริ่มก่อสร้างโครงการรัฐและภาษีลาภลอยมีผลบังคับใช้ภายหลัง กับช่วงหลังภาษีลาภลอยบังคับใช้แล้ว โดยโครงการรัฐเริ่มมีการก่อสร้าง ซึ่งยังมีรายละเอียดลึกไปอีกว่า ระหว่างทางที่จัดเก็บภาษีลาภลอยโครงการรัฐสร้างเสร็จ-ไม่เสร็จแยกอีกต่างหาก

โดยมีประเด็นฝากการบ้าน 4 ข้อ ดังนี้ 1.องค์ประกอบการจัดเก็บภาษีมาจาก “ราคาประเมิน” กับ “วันเริ่มต้นก่อสร้าง” ดูจากถ้อยคำในมติ ครม. ให้นำราคาประเมินในวันเริ่มสร้างอินฟราสตรักเจอร์ เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนเกี่ยวกับ “ราคาประเมิน” และ “วันเริ่มต้นก่อสร้าง” ที่ใช้คำนวณภาษี เพราะหลายโครงการก่อสร้างยาวนานจนเกินรอบบัญชีราคาประเมินซึ่งทำทุก 4 ปี

2.ในวันเริ่มต้นก่อสร้างอินฟราฯ กรมธนารักษ์ต้องมี “ราคาประเมินรายแปลง” ทันทีทันใด เพราะโครงสร้างพื้นฐานมีต้นทาง-ปลายทางเป็นเส้นทางหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร ราคาประเมินรายบล็อกย่อมไม่สอดคล้องกับที่ดินทุกแปลง

3.ข้อคำนึงเกี่ยวกับทรัพย์สินในแนวเส้นทางอินฟราฯ ทั้งก่อนและหลังอินฟราฯ สร้างแล้วเสร็จ เนื่องจากมีหลายโครงการเป็นตัวอย่างก่อสร้างยาวนาน 10-20 ปี เช่น รถไฟฟ้าสีแดงอ่อน สร้างเสร็จแต่ไม่ได้เปิดใช้ หรือในกรณีรัฐยกเลิกโครงการ ไม่ลงทุนต่อแต่ราคาประเมินที่ดินปรับขึ้นไปแล้ว คำถามคือราคาประเมินจะย้อนกลับไปใช้ราคาต่ำลง หรือราคาประเมินปรับลดลง (devalued) ใช่หรือไม่

4.อินฟราฯบางอย่างไม่ใช่เพิ่มมูลค่าให้ทรัพย์สินเสมอไป ตัวอย่างชัดเจนคือมอเตอร์เวย์ สมมุติ ที่ดินอยู่ห่างแนวมอเตอร์เวย์ 200 เมตร แต่จะต้องไปอ้อมหาทางออกจากด่านมอเตอร์เวย์ 3 กิโลเมตร ไป-กลับ 6 กิโลเมตร แต่ราคาประเมินบอกว่าอยู่ห่างมอเตอร์เวย์ 200 เมตร ไม่ได้ประเมินว่าห่างมอเตอร์เวย์ 3-6 กิโลเมตร ซึ่งทำให้ที่ดินกลายเป็นว่าราคาลดมากกว่าเพิ่ม เป็นต้น

ตลาดลักเซอรี่ชิลชิล

สุดท้ายมาจบที่ “ณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เห็นด้วยกับภาษีลาภลอยอย่างแน่นอน เพราะถ้ามีการจ่ายภาษีลาภลอยย่อมแสดงว่าอสังหาฯชิ้นนั้นอยู่ในทำเลที่ถูกต้อง ทำให้มีการปรับเพิ่มขึ้นของราคาได้ในอนาคต

ในส่วนของบริษัทมองว่าผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากแต่ละปีพัฒนาจำนวนโครงการไม่เยอะ ตั้งเป้ามูลค่าโครงการเปิดตัวใหม่เฉลี่ยปีละ 8,500 ล้านบาท โดยแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง 2561 เพิ่งเปิดตัวคอนโดมิเนียม “ESYE สุขุมวิท 43” เริ่มต้น 13.99-30 ล้านบาท จำนวน 107 ยูนิต เฉลี่ยตารางเมตรละ 2.7-3 แสนบาท

และภายในเดือนกันยายน 2561 วางแผนเปิดตัวบ้านเดี่ยวลักเซอรี่ “สันติบุรี” ทำเลเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ทั้งโครงการมี 26 แปลง ราคาขายแปลงละ 250 ล้านบาท ถ้าหากรวมแปลงอาจทำให้มีราคา 500-750 ล้านบาทต่อผู้ซื้อรายเดียว

“โมเดลธุรกิจของสิงห์เรามีลูกค้าหลายกลุ่ม โดยตลาดลักเซอรี่พฤติกรรมการซื้ออสังหาฯ เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ภาษีลาภลอยไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ แต่ถ้าหากทำเลและโปรดักต์ถูกใจกลุ่มนี้ตัดสินใจควักกระเป๋าได้ไม่ยากเลย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...