ลงทุนทั่วโลกกับกองผสม “Global Allocation”…เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี-ช่วยลดความเสี่ยง !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 01.46 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 12.56 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา“การลงทุนรูปแบบผสม” หรือการกระจายเงินลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ มักเป็นการลงทุนที่นักลงทุนสายเซฟ มาช่วยในการ “ลดความเสี่ยง” ในยามที่ตลาดทุนบางประเภทมีความผันผวนสูง
ซึ่งการจะลงทุนให้มีความหลากหลาย “กองทุนผสม” จึงเป็นทางเลือกที่จะถูกพูดถึงหรือถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากและรายละเอียดที่ซับซ้อน
ในไตรมาสที่1/21 ที่ผ่านมา กลุ่ม “กองทุนผสม” มีเงิน ‘ไหลออกสุทธิ’ ในทุกประเภท ในขณะที่ผลการดำเนินงานก็ออกมาในระดับที่ดี
แต่ถึงอย่างไรก็การจะสร้างแสวงหาโอกาสที่ลงทุนที่เหมาะสมหรือสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรเพราะความหลากหลายที่มีในตลาด ทำให้นักลงทุนจะต้องศึกษาพอสมควร
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอเป็นตัวแทนในการนำเสนอข้อมูลด้านผลการดำเนินงานของกอง “Global allocation” 5 อันดับแรกที่ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันทำได้โดดเด่นที่สุดในกลุ่มมาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจหรือคนอ่านกันในครั้งนี้
“กอง 1US-OPP” แชมป์ผลตอบแทนกลุ่ม ‘Global Allocation’…โชว์ผลตอบแทน 4 เดือนแรก 12.54%
โดยกองทุนที่ผลงานดำเนินงานที่โดดเด่นหรือสูงสุดในกลุ่มมีชื่อว่า “กองทุนเปิด วรรณ ยูเอส รีคอฟเวอรี่ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์” หรือ “1US-OPP” จาก ‘บลจ.วรรณ’ ด้วยผลตอบแทนช่วง 4 เดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 7 พ.ค. 64) อยู่ที่ 12.54%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์และสินทรัพย์ไปจนถึงการหาดอกผลโดยวิธีต่างๆ ทั้งในตราสารทุน (หุ้น) ตราสารหนี้ เงินฝาก และตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุนในต่างประเทศ เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งการลงทุนในหุ้นนั้นจะอยู่ในประเทศสหรัฐฯ”
ทั้งนี้กองอาจมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วง (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) หรือเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) และตราสารหนี้ที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
อันดับถัดมาเป็นของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลมัลติสตราทิจีส์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ชนิดสะสมมูลค่า)” หรือ “SCBGMTA” ด้วยผลตอบแทน 11.36%
“ซึ่งนโยบายการลงทุนจะมีตั้งแต่ตราสารทุน (หุ้น) ตราสารแห่งหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เงินฝาก หน่วยลงทุนของกองทุน เช่น หน่วย CIS หน่วยลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หน่วยลงทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น และกองทุนอีทีเอฟ (ETF)ตลอดจนหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่น เพื่อการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบ โดยกองทุนจะพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ 0 ถึง 100%ของ NAV”
สำหรับสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนและตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ และมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน
อันดับสามมีชื่อว่า “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี แวลู อินเวสติง” หรือ “M-VI” จาก ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ด้วยผลตอบแทน 8.78%
“ที่มีความแตกต่างจาก 2 กองทุน อย่างนโยบายการลงลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) คือ ‘First Eagle Amundi International Fund’ (กองทุนหลัก) ในชนิดหน่วยลงทุน (share class)โดยมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจากการเติบโตของเงินลงทุนผ่านการกระจายการลงทุนในทุกประเภทของสินทรัพย์ ซึ่งใช้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value) โดยจะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในตราสารทุน ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนเชื่อมโยงกับตราสารทุน (equity-linked instruments) และตราสารหนี้”
สำหรับเงินส่วนที่เหลืออาจพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นที่สามารถลงทุนได้ เช่น ตราสารในตลาดเงิน หุ้นกู้แปลงสภาพหน่วยลงทุน เงินฝาก หลักทรัพย์ที่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ เป็นต้น โดยกองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
มาถึง 2 อันดับสุดท้าย เป็นกองทุนจาก ‘บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์’ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล ไดนามิกส์ มัลติ แอสเซ็ท” หรือ “LHGDYNAMIC”
ซึ่งกองแรกจะเป็นประเภท ‘ชนิดสะสมมูลค่า (LHGDYNAMIC-A)’ และอีกกองเป็นประเภท ‘ชนิดจ่ายเงินปันผล (LHGDYNAMIC-D)’ด้วยผลตอบแทน 6.70% เท่ากัน
“โดยทั้ง 2 กองทุนจะมีนโยบายเดียวกันคือ มีนโยบายกระจายการลงทุนทั่วโลกในตราสารทุน, ตราสารหนี้, ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน, เงินฝาก, หน่วยลงทุนของกองทุน, หน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, หน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน, ตราสารของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ, ตราสารที่ออกโดยหน่วยของกองโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ, หน่วยลงทุนของกองทุน Exchange Traded Fund ตลอดจนหลักทรัพย์ทรัพย์สินอื่นและการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สํานักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กําหนด ในสัดส่วนตั้งแต่ 0 - 100 % ของ NAV”
นอกจากนี้อาจมีการลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารที่เกี่ยวกับทองคำ, น้ำมันสินค้าโภคภัณฑ์และหน่วย private equity ภายใต้กรอบการให้คําแนะนําการจัด Asset Allocationของที่ปรึกษาการลงทุน คือ “Invesco Hong Kong Limited” ซึ่งได้รับใบอนุญาตที่ปรึกษาการลงทุนจากประเทศฮ่องกง
“กองทุนผสมที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลกอย่างกลุ่ม ‘Global Allocation’แม้ว่าตัวนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนอาจจะไม่ได้มีความแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง แต่แท้จริงแล้วนั้นใจความสำคัญหรือหัวใจหลักที่ช่วยให้กองทุนเหล่านี้มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากกองอื่นในประเภทเดียวกันคือกลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุนที่จะเลือกสรรสินทรัพย์มาลงทุน ตลอดจนการให้น้ำหนักในแต่ละสินทรัพย์เป็นสำคัญ เพื่อรับมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ลงทุนในแต่ละขณะนั่นเอง”