โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทำขวัญข้าวเซ่นผีฟ้าผีแถน ยก 'แม่ข้าว' เป็น 'แม่โพสพ'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ธ.ค. 2563 เวลา 14.48 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 12.30 น.
แม่ข้าวคือรวงข้าวที่ถูกชาวนาเกี่ยวขาดจากลำต้น ซึ่งบางส่วนต้องเก็บเป็นพันธุ์ข้าวปลูกปีต่อไป (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ทำขวัญข้าวเซ่นผีฟ้าผีแถน

ยก ‘แม่ข้าว’ เป็น ‘แม่โพสพ’

ทําขวัญข้าวเป็นประเพณีพิธีกรรมเพื่อแม่ข้าวในศาสนาผีพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งมีขึ้นช่วงหลังเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) และหลังนวดข้าว (เดือนยี่) ด้วยการ “สู่ขวัญ” และ “ส่งขวัญ” ที่ชาวนาทั้งชุมชนร่วมกันทำพิธีเป็นประจำตั้งแต่ดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว และสืบเนื่องจนปัจจุบัน โดยกำหนดนัดหมายเดือนสาม (มกราคม-กุมภาพันธ์) ของทุกปี

เมื่อนวดข้าวได้ข้าวเปลือกรุ่นใหม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ชาวนาไม่เอาข้าวเปลือกใหม่ไปตำเป็นข้าวสารใหม่แล้วหุงกินทันที แต่ต้องรอหลังทำขวัญข้าวเซ่นผีฟ้าผีแถนจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกิน

ชุมชนดั้งเดิมทำขวัญ “แม่ข้าว” ทุกปีมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ สืบเนื่องจนปัจจุบันเรียก “ทำขวัญข้าว” ต่อมาราชสำนักโบราณปรับปรุงประเพณีชุมชนชาวบ้านเป็น “พระราชพิธี” แล้วสถาปนา “แม่ข้าว” เป็น “แม่โพสพ”

ความมั่นคงทางอาหาร

ทําขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมเพื่อความมั่นใจในความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ซึ่งชาวนาดั้งเดิมถือเป็นพิธีกรรมครั้งใหญ่มีต่อแม่ข้าว ซึ่งมีความหมายสืบเนื่องกัน 2 ตอน คือ สู่ขวัญข้าวกับส่งขวัญข้าว

1. สู่ขวัญข้าว หมายถึง สู่ขวัญของแม่ข้าวที่ตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ผ่านมา ได้แก่ เกี่ยวข้าวและนวดข้าว ให้คืนสู่ปกติแล้วอยู่ดีมีสุขในยุ้งฉางหรือเล้าข้าว

2. ส่งขวัญข้าว หมายถึง ส่งขวัญของแม่ข้าว (คือข้าวขวัญ) เซ่นสังเวยผีแถน (ข้าวขวัญของแม่ข้าวคือข้าวสุกที่ถูกทำให้สุกจากข้าวเปลือกชุดแรก แต่ก่อนเรียกบายสฺรี หรือบายสี ปัจจุบันเรียกบายศรี)

ต้นเหตุของพิธีทำขวัญสืบเนื่องจากเชื่อว่าข้าวมีชีวิตเหมือนคน เมื่อถูกทำให้ตายโดยขวัญไม่ตาย แต่ตระหนกตกใจออกจากรวงร่างแล้วหาทางกลับคืนรวงร่างไม่พบ จึงต้องมีพิธีสู่ขวัญคืนรวงร่าง เมื่อไม่คืนก็เป็นผีขวัญแม่ข้าว ต้องส่งผีขวัญแม่ข้าวขึ้นไปเซ่นสังเวยผีแถนบนฟ้า

ข้าวที่ต้องทำขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า (หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้) ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้

(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นวักตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว แล้วถูกเชิญเป็นประธานในลานนวดข้าว (2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จำนวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป (3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดได้จากนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี

ข้าวหลาม คือ “บายศรี”

เมื่อเสร็จจากทำขวัญข้าว ต้องแบ่งข้าวชุดแรกที่ผ่านพิธีทำขวัญไปตำซ้อมเป็นข้าวกล้องแล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นสังเวยผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่ให้สุกด้วยการสุมไฟข้างนอก (ปัจจุบันเรียกข้าวหลาม) บางทีเอาข้าวหลามไป “จี่” เผาไฟไหม้เกรียมมีกลิ่นหอมเรียกข้าวจี่โดยใส่ภาชนะทำจากใบไม้

เหล่านี้มีร่องรอยความเชื่ออยู่ในคำบอกเล่าเก่าแก่ (ตำนานขุนบรม, พงศาวดารล้านช้าง) เกี่ยวกับแถนสั่งความไว้ว่า “กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายให้บอกแด่ แถน—-”

ข้าวที่ส่งเซ่นสังเวยผีแถนเรียกว่า “บายศรี” หมายถึงข้าวขวัญ แต่โดยทั่วไปเรียกต่อมาสมัยหลังถึงปัจจุบันว่า “ข้าวหลาม”

ก่อนทำขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทำขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้ [หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทำขวัญวันกำฟ้ามีเผาข้าวหลามทำข้าวจี่ในศาสนาผี ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทำบุญในศาสนาพุทธ เรียกบุญข้าวหลาม, บุญข้าวจี่]

ทำขวัญข้าว “วันกำฟ้า”

วันทำขวัญข้าว ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันนัดหมายสำคัญของชาวนาสมัยก่อนๆ สืบเนื่องถึงปัจจุบัน ส่วนชาวนาอีกไม่น้อยเรียก “วันฟ้าเปิด” หรือ “วันกำฟ้า” (โดยเฉพาะชาวนาลุ่มน้ำโขงและพื้นที่ต่อเนื่อง)

วันกำฟ้า หมายถึง วันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทำไร่ทำนาทำมาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกำฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึงขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนใกล้ฝนตก)

คำทำนายจากทิศทางเสียงฟ้าร้อง ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือ ช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้นคนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคำทำนายความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป (คำทำนายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2542 หน้า 2460-2461)

พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทำของอำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกำหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์

ในทางภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปเป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึงน้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กำลังออกช่อ ทำให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)]

[จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ.2545 หน้า 140]

ประเพณีชาวบ้านถูกยกเป็นพระราชพิธี

ประเพณีของชุมชนชาวบ้านดั้งเดิมถูกยกฐานะเป็นพระราชพิธีของรัฐสมัยแรกๆ ในอุษาคเนย์หลังรับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธจากอินเดีย มาผสมกลมกลืนกับศาสนาผีพื้นเมือง (เรียกสั้นๆ ว่า ผี, พราหมณ์, พุทธ) ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองการปกครอง แม่ข้าวก็ได้รับการสถาปนาเป็น “แม่โพสพ”

รัฐโบราณก่อนสมัยอยุธยาปรับปรุงประเพณีของชุมชนชาวบ้านเป็นพระราชพิธี แล้วทำสืบเนื่องถึงราชสำนักสมัยอยุธยา พบในกฎมณเฑียรบาลเรียกพิธีเดือน 3 ทำขวัญข้าวว่า “พระราชพิธีธานย์เทาะห์ เผาข้าว”

“แม่ข้าว” เป็น “แม่โพสพ” พบในวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น (ทวาทศมาสโคลงดั้น) ว่า เดือน 3 ทำขวัญข้าว มีพิธีตามลัทธิเทวราช คือ สถาปนา “แม่ข้าว” (ซึ่งเป็นผีเพศหญิงสิงประจำต้นข้าวในศาสนาผี) ขึ้นเป็นเทวีหรือเทพี (ซึ่งเป็นผีเพศหญิงในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) เรียก “แม่โพสพ” เลียนแบบพระไพศรพณ์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ในวัฒนธรรมอินเดีย

[รายละเอียดยังมีอีกมากในบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ในมติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์ เผยแพร่วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2563]

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...