โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุผลที่การขอโทษไม่ช่วยให้หายโกรธ หากในใจไม่ได้สำนึกผิดและคิดปรับปรุงตัวใหม่

becommon.co

เผยแพร่ 19 ก.ย 2564 เวลา 15.55 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

เมื่อ ทำผิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หากยังมีสามัญสำนึก เราย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า สิ่งสำคัญที่ต้องรีบทำทันทีคือ ยอมรับ’ และ ‘ขอโทษ’

ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็คงจะดี แต่ในความเป็นจริง การตอบสนองแรกที่คนจำนวนไม่น้อยเลือกใช้หลังถูกกล่าวหาว่าทำผิด คือ ‘ปฏิเสธ’ ถือเป็นวิธีเอาตัวรอดเฉพาะหน้าจากสถานการณ์คับขันที่อาจทำให้กลัว กังวล และไม่สบายใจ จนกว่าจะกลับมาได้สติอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่อาจรับรองได้ว่า คนคนนั้นจะยอมรับผิดโดยดี

บางคนถึงขนาดยืนกรานเสียงแข็งด้วยซ้ำว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด หรือต่อให้ต้องยอมรับผิด เพราะจำนนต่อหลักฐาน หรือถูกสังคมรอบข้างกดดัน คำขอโทษและท่าทางที่แสดงออกมาว่าตนรู้สึกเสียใจ ย่อมเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ ไม่ใช่ความรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง

ที่เลวร้ายกว่านั้น การทำผิดแล้วไม่สำนึกผิดจะยิ่งสร้างปัญหาบานปลายตามมา ไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกดีๆ เพราะยังคงมีความขัดแย้งค้างคาอยู่ในใจ แต่จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งความเป็นครอบครัว มิตรภาพระหว่างเพื่อนหรือคนรู้จัก แม้กระทั่งคู่รัก ต่างต้องจบลงได้อย่างน่าเสียใจและเสียดาย

คำถามคือ ทำไมการขอโทษอย่างเดียวถึงไม่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น?

โดยทั่วไปแล้ว การขอโทษที่สมควรได้รับการให้อภัยต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

(1) อ้างอิงถึงความผิดที่ก่อไว้ก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน
(2) แสดงให้เห็นว่าเสียใจและสำนึกผิดต่อสิ่งที่ได้ทำลงไปจากใจจริง
(3) ยอมรับการลงโทษ ให้คำมั่นว่าจะไม่ทำผิดซ้ำและคิดปรับปรุงตัวใหม่
(4) เสนอแนวทางแก้ไขและเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้นหรือใกล้เคียงกับที่เคยเป็นมากที่สุด

สาเหตุที่คนทำผิดส่วนใหญ่ไม่ได้รับการให้อภัย จึงเป็นเพราะการขอโทษแบบขอไปทีที่ยิ่งทิ่มแทงใจของคนที่ได้ยิน หรือต่อให้ปั้นคำขอโทษสวยหรูแค่ไหน หากไม่ได้ออกมาจากใจที่รู้สึกสำนึกผิด ย่อมไร้ความหมายและไม่ได้ช่วยกอบกู้ความรู้สึกดีๆ ให้กลับคืนมาเหมือนเดิม

มาร์เกลียส์ เฟียลสเตด (Margalis Fjelstad) นักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ชาวอเมริกัน อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า สิ่งเดียวที่จะทำให้คนทำผิดอยากขอโทษและคิดกลับตัวกลับใจ คือ remorse หรือ การสำนึกผิด ซึ่งลึกซึ้งกว่า regret หรือ ความเสียใจ

เพื่อให้เห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จำเป็นต้องทำความเข้าใจคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดและขอโทษทั้ง 3 คำ ได้แก่ regret remorse และ repentance

regret เป็นความเศร้าเสียใจต่อสิ่งที่ตนทำ เพราะการกระทำนั้นได้ทำร้ายหรือสร้างผลเสียต่อผู้อื่นรวมถึงตัวเองในระดับต่างๆ เช่น ทำให้รู้สึกไม่ดี ทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือร้ายแรงที่สุดคือทำให้สูญเสียชีวิต ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คนทำผิดไม่ต้องการให้เกิด จึงรู้สึกผิดที่ทำพลาดไป

แต่ความเสียใจของ regret คือความหมกมุ่นอยู่กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจของตัวผู้กระทำผิดเท่านั้น อาจเป็นได้ทั้งความโศกเศร้าและความโกรธแค้น เพราะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ตนต้องได้รับบทลงโทษอย่างสาสมกับความผิดที่ก่อไว้ แม้จะเป็นทางออกที่ช่วยทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลง แต่บทลงโทษจะสร้างความกลัวและโอกาสหลบเลี่ยงไม่ให้ตนได้รับโทษ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการคิดถึงแต่ความรู้สึกของตนเอง regret จึงไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจต่อความเจ็บปวดที่คนอื่นต้องเผชิญจากการกระทำของตน ซึ่งต่างจาก remorse

remorse เป็นการยอมรับและสำนึกผิดในสิ่งที่ตนทำต่อผู้อื่นด้วยใจจริง คนผิดรู้ตัวดีว่าการกระทำของตนได้ทำร้ายใครบางคน remorse จึงเชื่อมโยงกับ empathy หรือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นึกถึงใจเขาใจเรา

หลักสำคัญที่สุดของ remorse คือรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดพลาดของเรา ทำให้เกิดความกระตือรือร้นต้องการแสดงความรับผิดชอบอย่างเร่งด่วน เพราะตนทนอยู่กับความรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกฝ่ายเสียใจต่อไปโดยนิ่งเฉยไม่ทำอะไรไม่ได้

การสารภาพผิด คำขอโทษที่ออกมาจากใจ และสำนึกผิด ล้วนเกิดขึ้นจาก remorse ของผู้กระทำผิด มากไปกว่านั้น ยังตั้งใจพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อแก้ไขและเปลี่ยนแปลงให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น หวังทดแทนและชดเชยผลจากการกระทำของตนเท่าที่ทำได้ เพราะต้องการได้รับโอกาส ให้อภัย และอโหสิกรรมจากทุกคน

ทุกพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าคนทำผิดคิดการกลับตัวกลับใจใหม่ล้วนเรียกว่า repentance ทั้งหมด นั่นหมายความว่า repentance เป็นผลลัพธ์สุดท้ายและเป็นส่วนหนึ่งของการสำนึกผิดหรือ remorse

สำหรับคนทำผิด ไม่มีอะไรเจ็บปวดมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ได้รับการให้อภัย และต้องทนทุกข์อยู่กับความเจ็บปวดที่ทำให้ใจร้อนรนไม่จบสิ้น หากใจไม่ได้สำนึกผิดจริงและคิดปรับปรุงตัวใหม่ แล้วความผิดนั้นก็อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจหวนกลับคืนได้ โดยเฉพาะความเชื่อใจและความสัมพันธ์

เมื่อทุกคนทำผิดพลาดกันได้ คำถามสำคัญที่เราต้องเฝ้าถามตัวอยู่เสมอก็คือ หากทำผิดไปแล้ว จะทำอย่างไรทั้งต่อคนที่ได้รับผลจากการกระทำของเรา และต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวเอง เพราะการสำนึกผิด ไม่ได้จบลงที่การขอโทษ แต่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ และชดเชยในผลกรรมที่ก่อไว้ เผื่อที่ว่าวันหลังจากไม่ทำผิดซ้ำอีก แบบนี้จึงถือว่าคนคนนั้นได้สำนึกผิดจริงๆ แต่จะดียิ่งกว่าถ้าเราไม่ทำผิดตั้งแต่แรก

 

อ้างอิง

  • Hershey H Friedman (2006). The Power of Remorse and Apology. Journal of College and Character, 7:1, , DOI: 10.2202/1940-1639.1510
  • Margalis Fjelstad. Regret vs. Remorse. https://bit.ly/39f7VDz
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...