โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เบื้องหลัง “ราคาทองคำ” นักลงทุนเข้าซื้อทางไหน อะไรเป็นตัวกำหนดทิศทาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 13.42 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 06.42 น.

"ราคาทองคำ" ที่พุ่งทำสถิติใหม่ ไม่ได้ขยับตามอารมณ์ตลาดเพียงอย่างเดียว หากสะท้อนกลไกการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ตั้งแต่ตลาดสปอต ฟิวเจอร์ส ไปจนถึงกองทุน ETF

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 15.45 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันพุธที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่านโยบายการเงินของสหรัฐจะผ่อนคลายลง ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น ส่งผลให้ราคาทองคำซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำแท่ง (bullion) เคยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,525.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระหว่างการซื้อขาย

นับตั้งแต่ต้นปี ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วมากกว่า 70% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่าทีคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก กระแสลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarisation) รวมถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำ

ช่องทางลงทุนทองคำ จากตลาดสปอตถึงกองทุน ETF

นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำได้หลากหลายรูปแบบ โดยใน ตลาดสปอต (Spot Market) ผู้ซื้อรายใหญ่และนักลงทุนสถาบันมักซื้อขายทองคำผ่านธนาคารขนาดใหญ่ ราคาทองคำในตลาดสปอตถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานแบบเรียลไทม์ โดย ลอนดอน ถือเป็นศูนย์กลางที่มีอิทธิพลสูงสุดของตลาดทองคำโลก เนื่องจากบทบาทของสมาคมตลาดทองคำลอนดอน (LBMA) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการซื้อขายและเป็นกรอบสำคัญของตลาดนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) ขณะที่จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ ก็เป็นศูนย์กลางการค้าทองคำสำคัญเช่นกัน

อีกช่องทางหนึ่งคือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนซื้อหรือขายทองคำในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ณ วันที่ในอนาคต ตลาดฟิวเจอร์สทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ COMEX ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาด New York Mercantile Exchange ขณะที่ในเอเชีย ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ และตลาด TOCOM ของญี่ปุ่น ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการถือครองทองคำจริง กองทุน ETF หรือ Exchange-Traded Products ที่มีทองคำแท่งหนุนหลัง เป็นอีกทางเลือกยอดนิยม โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม เงินไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำรวมแล้ว 64,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว มีเงินไหลเข้าเป็นสถิติสูงถึง 17,300 ล้านดอลลาร์

ขณะที่นักลงทุนรายย่อยยังสามารถเลือกลงทุนใน ทองคำแท่งและเหรียญทอง ผ่านร้านค้าหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งยังคงเป็นรูปแบบคลาสสิกของการถือครองทองคำจริงเพื่อการออมและกระจายความเสี่ยง

อะไรคือแรงขับเคลื่อนตลาดทองคำในรอบนี้

ปัจจัยแรก คือ ความสนใจของนักลงทุนและกระแสความเชื่อมั่นของตลาด ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของกองทุนและนักลงทุนสถาบันมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำอย่างมาก ความเคลื่อนไหวของข่าวเศรษฐกิจ การเมือง และเหตุการณ์ระดับโลก สามารถเร่งแรงซื้อเชิงเก็งกำไรได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยถัดมา คืออัตราแลกเปลี่ยน โดยทองคำมักถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความผันผวนของค่าเงิน และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์จะมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น และกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดโลก

นอกจากนี้นโยบายการเงินและความตึงเครียดทางการเมือง ยังเป็นแรงหนุนสำคัญ ทองคำถูกมองเป็นที่หลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองไม่แน่นอน โดยเฉพาะในบริบทของสงครามการค้าทั่วโลกที่ปะทุจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

ธนาคารกลางยังซื้อไม่หยุด หนุนอุปสงค์เชิงโครงสร้าง

อีกแรงหนุนระยะยาว คือ การสะสมทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลาง ซึ่งยังคงแข็งแกร่งจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจำนวนมากยังมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำภายในหนึ่งปี แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ความต้องการทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1,313 ตัน ในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงหนุนหลักจากความต้องการด้านการลงทุน ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าคลังต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 74.12 ล้านทรอยออนซ์ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้ ราคาทองคำในรอบนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังสะท้อน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก ตั้งแต่บทบาทเงินดอลลาร์ นโยบายการเงิน ไปจนถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในศูนย์กลางของพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง ในคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ ราคาที่พุ่งแรงเช่นนี้ จะเป็นเพียงจุดสูงชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของทองคำในระบบเศรษฐกิจโลก

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...