เบื้องหลัง “ราคาทองคำ” นักลงทุนเข้าซื้อทางไหน อะไรเป็นตัวกำหนดทิศทาง
"ราคาทองคำ" ที่พุ่งทำสถิติใหม่ ไม่ได้ขยับตามอารมณ์ตลาดเพียงอย่างเดียว หากสะท้อนกลไกการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ตั้งแต่ตลาดสปอต ฟิวเจอร์ส ไปจนถึงกองทุน ETF
วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 15.45 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันพุธที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่านโยบายการเงินของสหรัฐจะผ่อนคลายลง ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น ส่งผลให้ราคาทองคำซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำแท่ง (bullion) เคยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,525.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระหว่างการซื้อขาย
นับตั้งแต่ต้นปี ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วมากกว่า 70% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่าทีคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก กระแสลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarisation) รวมถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำ
ช่องทางลงทุนทองคำ จากตลาดสปอตถึงกองทุน ETF
นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำได้หลากหลายรูปแบบ โดยใน ตลาดสปอต (Spot Market) ผู้ซื้อรายใหญ่และนักลงทุนสถาบันมักซื้อขายทองคำผ่านธนาคารขนาดใหญ่ ราคาทองคำในตลาดสปอตถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานแบบเรียลไทม์ โดย ลอนดอน ถือเป็นศูนย์กลางที่มีอิทธิพลสูงสุดของตลาดทองคำโลก เนื่องจากบทบาทของสมาคมตลาดทองคำลอนดอน (LBMA) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการซื้อขายและเป็นกรอบสำคัญของตลาดนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) ขณะที่จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ ก็เป็นศูนย์กลางการค้าทองคำสำคัญเช่นกัน
อีกช่องทางหนึ่งคือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนซื้อหรือขายทองคำในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ณ วันที่ในอนาคต ตลาดฟิวเจอร์สทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ COMEX ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาด New York Mercantile Exchange ขณะที่ในเอเชีย ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ และตลาด TOCOM ของญี่ปุ่น ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการถือครองทองคำจริง กองทุน ETF หรือ Exchange-Traded Products ที่มีทองคำแท่งหนุนหลัง เป็นอีกทางเลือกยอดนิยม โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม เงินไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำรวมแล้ว 64,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว มีเงินไหลเข้าเป็นสถิติสูงถึง 17,300 ล้านดอลลาร์
ขณะที่นักลงทุนรายย่อยยังสามารถเลือกลงทุนใน ทองคำแท่งและเหรียญทอง ผ่านร้านค้าหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งยังคงเป็นรูปแบบคลาสสิกของการถือครองทองคำจริงเพื่อการออมและกระจายความเสี่ยง
อะไรคือแรงขับเคลื่อนตลาดทองคำในรอบนี้
ปัจจัยแรก คือ ความสนใจของนักลงทุนและกระแสความเชื่อมั่นของตลาด ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของกองทุนและนักลงทุนสถาบันมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำอย่างมาก ความเคลื่อนไหวของข่าวเศรษฐกิจ การเมือง และเหตุการณ์ระดับโลก สามารถเร่งแรงซื้อเชิงเก็งกำไรได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจัยถัดมา คืออัตราแลกเปลี่ยน โดยทองคำมักถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความผันผวนของค่าเงิน และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์จะมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น และกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดโลก
นอกจากนี้นโยบายการเงินและความตึงเครียดทางการเมือง ยังเป็นแรงหนุนสำคัญ ทองคำถูกมองเป็นที่หลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองไม่แน่นอน โดยเฉพาะในบริบทของสงครามการค้าทั่วโลกที่ปะทุจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ธนาคารกลางยังซื้อไม่หยุด หนุนอุปสงค์เชิงโครงสร้าง
อีกแรงหนุนระยะยาว คือ การสะสมทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลาง ซึ่งยังคงแข็งแกร่งจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจำนวนมากยังมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำภายในหนึ่งปี แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม
ความต้องการทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1,313 ตัน ในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงหนุนหลักจากความต้องการด้านการลงทุน ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าคลังต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 74.12 ล้านทรอยออนซ์ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ ราคาทองคำในรอบนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังสะท้อน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก ตั้งแต่บทบาทเงินดอลลาร์ นโยบายการเงิน ไปจนถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในศูนย์กลางของพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง ในคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ ราคาที่พุ่งแรงเช่นนี้ จะเป็นเพียงจุดสูงชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของทองคำในระบบเศรษฐกิจโลก
อ้างอิง : www.reuters.com