“นิโกลัส มาดูโร” เตรียมขึ้นศาลสหรัฐ ทรัมป์ส่งสัญญาณใช้กำลังต่อรองน้ำมันเวเนซุเอลา
"นิโกลัส มาดูโร" เตรียมขึ้นศาลสหรัฐ ทรัมป์ระบุสหรัฐเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ และเตรียมผลักดันบริษัทน้ำมันอเมริกันกลับเข้าไปลงทุน
วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 13.28 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา มีกำหนดขึ้นศาลสหรัฐในวันที่ 5 ม.ค.69 หลังถูกกองกำลังสหรัฐจับกุมตัวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เปิดทางความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารซ้ำอีก หากสหรัฐไม่สามารถบรรลุเป้าหมายกับผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลาได้
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาอาจสั่งโจมตีเพิ่มเติม หากเวเนซุเอลาไม่ให้ความร่วมมือกับความพยายามของสหรัฐในการเปิดเสรีอุตสาหกรรมน้ำมัน และปราบปรามการค้ายาเสพติด พร้อมกันนี้ยังขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารกับโคลอมเบียและเม็กซิโก และระบุว่าระบอบคอมมิวนิสต์ของคิวบาดูเหมือนจะใกล้ล่มสลายด้วยตัวเอง
ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นก่อนหน้าที่มาดูโรจะถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์กในวันจันทร์ โดยมาดูโรถูกควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติการทางทหารในกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ ซึ่งสร้างความวิตกในระดับนานาชาติและทำให้เวเนซุเอลาเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอย่างหนัก
เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่าการจับกุมดังกล่าวเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อดำเนินคดีกับมาดูโรในข้อกล่าวหาที่ถูกยื่นตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งรวมถึงการสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (narco-terrorism) อย่างไรก็ตามทรัมป์ยอมรับว่ามีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยกล่าวว่าปฏิบัติการดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการหลั่งไหลของผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาเข้าสหรัฐ และการที่เวเนซุเอลาเคยโอนกิจการน้ำมันของบริษัทสหรัฐเป็นของรัฐเมื่อหลายสิบปีก่อน
ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างเดินทางกลับจากฟลอริดาว่า “เราคือผู้ควบคุมสถานการณ์ …เรากำลังทวงคืนสิ่งที่พวกเขาขโมยไป ตอนนี้เราคือผู้ควบคุมสถานการณ์”
ทรัมป์ระบุว่าบริษัทน้ำมันสหรัฐจะกลับเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา และฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ โดยกล่าวว่า “พวกเขาจะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ และจะขุดน้ำมันขึ้นมาจากพื้นดิน”
ท้งนี้ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลา ส่วนตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลของมาดูโรยังคงควบคุมอำนาจในกรุงการากัส และเจ้าหน้าที่ระดับสูงยังแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยรองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ ระบุว่ามาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดี และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าเธอพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐ โรดริเกซซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานด้วย ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีท่าทีปฏิบัติจริงมากที่สุดในวงในของมาดูโร
มาดูโร วัย 63 ปี เผชิญข้อกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มค้ายาเสพติดรายใหญ่ เช่น แก๊งซินาโลอา และแก๊ง Tren de Aragua โดยอัยการระบุว่าเขาเป็นผู้กำหนดเส้นทางลำเลียงโคเคน ใช้กองทัพคุ้มกันการขนส่ง ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มอาชญากรรมรุนแรง และใช้สถานที่ของประธานาธิบดีในการเคลื่อนย้ายยาเสพติด ข้อกล่าวหาดังกล่าวซึ่งยื่นครั้งแรกในปี 2563 ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมเมื่อวันเสาร์ โดยรวมถึงภรรยาของเขา ซิเลีย ฟลอเรส ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสั่งการลักพาตัวและสังหาร ขณะที่มาดูโรปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และคาดว่ากระบวนการพิจารณาคดีอาจใช้เวลาหลายเดือน
สหรัฐถือว่ามาดูโรเป็นผู้นำที่ไร้ความชอบธรรม นับตั้งแต่เขาประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2561 ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดีทรัมป์ปฏิเสธแนวคิดที่ให้ผู้นำฝ่ายค้านและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ มาเรีย โกรินา มาชาโด ขึ้นเป็นผู้นำ โดยระบุว่าเธอขาดแรงสนับสนุน แม้มาชาโดจะถูกห้ามลงสมัครเลือกตั้งในปี 2567 แต่เธอระบุว่าพันธมิตรของเธอ เอดมุนโด กอนซาเลซ มีความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ซึ่งผู้สังเกตการณ์นานาชาติบางส่วนเห็นว่าเขาชนะอย่างถล่มทลาย
ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลของเขาจะพยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลปัจจุบันของเวเนซุเอลา เพื่อปราบปรามยาเสพติดและเปิดภาคพลังงาน แทนที่จะเร่งจัดการเลือกตั้งผู้นำชุดใหม่
แม้มาดูโรจะมีพันธมิตรในเวทีโลกไม่มาก แต่หลายประเทศตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการจับกุมผู้นำประเทศอธิปไตย และเรียกร้องให้สหรัฐเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีกำหนดประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเรื่องนี้ ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานที่อันตราย
ปฏิบัติการดังกล่าวยังจุดชนวนคำถามภายในสหรัฐเอง โดยพรรคเดโมแครตฝ่ายค้านระบุว่ารัฐบาลทรัมป์ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายต่อเวเนซุเอลา ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ มีกำหนดชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาในวันจันทร์
เวเนซุเอลา ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในลาตินอเมริกา เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนราวหนึ่งในห้าอพยพออกนอกประเทศ การปลดมาดูโร อดีตคนขับรถบัสซึ่งปกครองประเทศมากว่า 12 ปี หลังการเสียชีวิตของ อูโก ชาเวซ อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้นในประเทศที่มีประชากรราว 28 ล้านคน
อ้างอิง : reuters.com