โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สเปนและ 5 ประเทศลาตินอเมริกาออกแถลงการณ์ร่วม ไม่ยอมรับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯในเวเนซุเอลา เรียกร้องให้เจรจา

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 13.04 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 09.26 น.
ที่มาภาพ: https://en.royanews.tv/news/66337/China-calls-on-US-to-%E2%80%9Cimmediately-release%E2%80%9D-Venezuela’s-Maduro

สเปนและ 5 ประเทศในลาตินอเมริกาปฏิเสธการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ในแถลงการณ์ร่วม

สเปน บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และอุรุกวัย ออกแถลงการณ์ร่วมไม่ยอมรับ “ปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวในเวเนซุเอลา” พร้อมทั้งเตือนเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยกลุ่มผู้ลงนามระบุว่า ปฏิบัติการโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโรนั้นเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ผู้นำของสเปน บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และอุรุกวัย ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันอาทิตย์ ( 4 มกราคม 2569) คัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การโค่นอำนาจผู้นำเผด็จการ นิโกลัส มาดูโร และเตือนถึงการยึดครองหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของเวเนซุเอลา หลังจากสหรัฐฯ ระบุว่าจะเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลาชั่วคราว

EURO News รายงานว่า ผู้ลงนามทั้งหกประเทศ ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ได้ละเมิด “หลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการห้ามใช้กำลัง และการเคารพอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งบัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ”

แถลงการณ์ร่วมระบุเพิ่มเติมว่า “การกระทำเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อพลเรือน เราขอยืนยันอีกครั้งว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจาและเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนชาวเวเนซุเอลาเท่านั้น โดยปราศจากการแทรกแซงและต้องยึดมั่นตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

เมื่อวันเสาร์( 3 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา หน่วยเดลตาฟอร์ซ (Delta Force) ของสหรัฐฯ ได้เข้าจับกุมตัวมาดูโรและซีเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขา หลังจากปฏิบัติการจู่โจมอย่างฉับพลันที่คฤหาสน์ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นในกรุงการากัส ขณะนี้มาดูโรถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำในนิวยอร์ก โดยเขาถูกตั้งข้อหาจากทางการสหรัฐฯ ในฐานะผู้ต้องหาคดียาเสพติดข้ามชาติ การก่อการร้ายด้วยยาเสพติด สมคบคิดในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ และครอบครองอาวุธปืนกล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวชื่นชมปฏิบัติการดังกล่าวว่า “ยอดเยี่ยม” และระบุว่าสหรัฐฯ จะ “บริหารเวเนซุเอลา” จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านที่ “ปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิเคราะห์กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ทางด้านรัฐบาลทรัมป์ยังคงยืนกรานตามเดิมเมื่อวันอาทิตย์ โดยเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็นความสำเร็จ

เรียกร้องให้เจรจาและกังวลเรื่องการ ยึดครอง ทรัพยากร

ในแถลงการณ์ดังกล่าว สเปนและอีก 5 ประเทศผู้ร่วมลงนามจากลาตินอเมริกา ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ของเวเนซุเอลา ซึ่งพวกเขาระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตย

“เรามีความกังวลต่อความพยายามในการเข้าควบคุม ไม่ว่าจะผ่านช่องทางของรัฐบาลหรือการบริหารจัดการ ตลอดจนการเข้ายึดครองทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ (ของเวเนซุเอลา) จากภายนอก ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของภูมิภาคนี้” แถลงการณ์ระบุ

ในการแถลงข่าว ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว โดยไม่ได้ระบุเส้นตายหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ชัดเจน พร้อมทั้งกล่าวอ้างหลายครั้งถึงศักยภาพอันมหาศาลของเวเนซุเอลาในด้านการสกัดน้ำมัน

“เรากำลังจะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ซึ่งจะต้องใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทน้ำมันจะเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนี้โดยตรง พวกเขาจะได้รับเงินคืนจากสิ่งที่ทำลงไป แต่ต้องจ่าย” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยมีเชฟรอน (Chevron) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ดำเนินกิจการอยู่ในเวเนซุเอลาภายใต้ใบอนุญาตพิเศษ

26 ชาติสหภาพยุโรปเรียกร้องความสงบในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ บุกจับตัวมาดูโร

ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นและเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ยังคงท่าทีระมัดระวังที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการครั้งนี้หรือการตัดสินใจของทรัมป์อย่างเปิดเผย

แถลงการณ์ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้งหมด ยกเว้นประเทศฮังการี ได้เน้นย้ำว่า “การเคารพเจตจำนงของชาวเวเนซุเอลายังคงเป็นหนทางเดียวที่เวเนซุเอลาจะฟื้นฟูประชาธิปไตยและแก้ไขวิกฤตการณ์ในปัจจุบันได้”

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 26 ประเทศ ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบและใช้ความอดทนอดกลั้นในเวเนซุเอลา ภายหลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร

“สหภาพยุโรปขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีบทบาททุกฝ่ายอยู่ในความสงบและใช้ความอดทนอดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง และเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีต่อวิกฤตนี้” แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังย้ำว่าต้องมีการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด

EU ยืนหยัดมาโดยตลอดว่ามาดูโรขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 ที่มีข้อพิพาท

แถลงการณ์นี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เข้าจับกุมมาดูโรและซีเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขา ในปฏิบัติการข้ามคืนเมื่อวันที่ 3 มกราคม และนำตัวพวกเขาบินไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมทซ์ ของเยอรมนี กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “การประเมินทางกฎหมายต่อการแทรกแซงของสหรัฐฯ นั้นมีความซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน” พร้อมเสนอแนะว่าควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเวเนซุเอลา

ทางด้าน ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายละเอียดของปฏิบัติการ โดยกล่าวเพียงว่าประชาชนชาวเวเนซุเอลาแค่ “ดีใจ” หลังจากการโค่นล้มมาดูโรและ “ระบอบเผด็จการ” ของเขา พร้อมส่งสัญญาณว่า นายเอ็ดมันโด กอนซาเลซ (ผู้สมัครชิงตำแหน่งแข่งกับมาดูโรในการเลือกตั้งปี 2567 และต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ) ควรเข้ามามีบทบาทโดยเร็วในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ซานเชซ ของสเปน กลับเลือกยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาลฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาอย่างบราซิลและเม็กซิโก โดยระบุว่ารัฐบาลมาดริดไม่สามารถยอมรับ “การแทรกแซงที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถยอมรับระบอบของมาดูโรได้”

สเปนมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่หยั่งรากลึกในภูมิภาคลาตินอเมริกา

สหภาพยุโรปไม่ได้ให้การรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งผู้สังเกตการณ์นานาชาติระบุว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งขนานใหญ่ภายใต้คำสั่งของมาดูโร

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เอ็ดมันโด กอนซาเลซ คู่แข่งของเขาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ขณะที่ มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญซึ่งถูกระบอบมาดูโรสั่งห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ถูกบีบให้ต้องหลบซ่อนตัว โดยมาชาโดเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2568 ที่ผ่านมา

ขณะนี้ เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้เข้าสู่อำนาจแทน ในขณะที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...