สเปนและ 5 ประเทศลาตินอเมริกาออกแถลงการณ์ร่วม ไม่ยอมรับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯในเวเนซุเอลา เรียกร้องให้เจรจา
สเปนและ 5 ประเทศในลาตินอเมริกาปฏิเสธการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ในแถลงการณ์ร่วม
สเปน บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และอุรุกวัย ออกแถลงการณ์ร่วมไม่ยอมรับ “ปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวในเวเนซุเอลา” พร้อมทั้งเตือนเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยกลุ่มผู้ลงนามระบุว่า ปฏิบัติการโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโรนั้นเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ผู้นำของสเปน บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และอุรุกวัย ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันอาทิตย์ ( 4 มกราคม 2569) คัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การโค่นอำนาจผู้นำเผด็จการ นิโกลัส มาดูโร และเตือนถึงการยึดครองหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของเวเนซุเอลา หลังจากสหรัฐฯ ระบุว่าจะเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลาชั่วคราว
EURO News รายงานว่า ผู้ลงนามทั้งหกประเทศ ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ได้ละเมิด “หลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการห้ามใช้กำลัง และการเคารพอธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งบัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ”
แถลงการณ์ร่วมระบุเพิ่มเติมว่า “การกระทำเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อพลเรือน เราขอยืนยันอีกครั้งว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจาและเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนชาวเวเนซุเอลาเท่านั้น โดยปราศจากการแทรกแซงและต้องยึดมั่นตามกฎหมายระหว่างประเทศ”
เมื่อวันเสาร์( 3 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา หน่วยเดลตาฟอร์ซ (Delta Force) ของสหรัฐฯ ได้เข้าจับกุมตัวมาดูโรและซีเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขา หลังจากปฏิบัติการจู่โจมอย่างฉับพลันที่คฤหาสน์ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นในกรุงการากัส ขณะนี้มาดูโรถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำในนิวยอร์ก โดยเขาถูกตั้งข้อหาจากทางการสหรัฐฯ ในฐานะผู้ต้องหาคดียาเสพติดข้ามชาติ การก่อการร้ายด้วยยาเสพติด สมคบคิดในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ และครอบครองอาวุธปืนกล
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวชื่นชมปฏิบัติการดังกล่าวว่า “ยอดเยี่ยม” และระบุว่าสหรัฐฯ จะ “บริหารเวเนซุเอลา” จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านที่ “ปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิเคราะห์กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
ทางด้านรัฐบาลทรัมป์ยังคงยืนกรานตามเดิมเมื่อวันอาทิตย์ โดยเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็นความสำเร็จ
เรียกร้องให้เจรจาและกังวลเรื่องการ ‘ยึดครอง‘ ทรัพยากร
ในแถลงการณ์ดังกล่าว สเปนและอีก 5 ประเทศผู้ร่วมลงนามจากลาตินอเมริกา ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ของเวเนซุเอลา ซึ่งพวกเขาระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตย
“เรามีความกังวลต่อความพยายามในการเข้าควบคุม ไม่ว่าจะผ่านช่องทางของรัฐบาลหรือการบริหารจัดการ ตลอดจนการเข้ายึดครองทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ (ของเวเนซุเอลา) จากภายนอก ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของภูมิภาคนี้” แถลงการณ์ระบุ
ในการแถลงข่าว ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว โดยไม่ได้ระบุเส้นตายหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ชัดเจน พร้อมทั้งกล่าวอ้างหลายครั้งถึงศักยภาพอันมหาศาลของเวเนซุเอลาในด้านการสกัดน้ำมัน
“เรากำลังจะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ซึ่งจะต้องใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทน้ำมันจะเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนี้โดยตรง พวกเขาจะได้รับเงินคืนจากสิ่งที่ทำลงไป แต่ต้องจ่าย” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยมีเชฟรอน (Chevron) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ดำเนินกิจการอยู่ในเวเนซุเอลาภายใต้ใบอนุญาตพิเศษ
26 ชาติสหภาพยุโรปเรียกร้องความสงบในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ บุกจับตัวมาดูโร
ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นและเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ยังคงท่าทีระมัดระวังที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการครั้งนี้หรือการตัดสินใจของทรัมป์อย่างเปิดเผย
แถลงการณ์ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้งหมด ยกเว้นประเทศฮังการี ได้เน้นย้ำว่า “การเคารพเจตจำนงของชาวเวเนซุเอลายังคงเป็นหนทางเดียวที่เวเนซุเอลาจะฟื้นฟูประชาธิปไตยและแก้ไขวิกฤตการณ์ในปัจจุบันได้”
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 26 ประเทศ ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบและใช้ความอดทนอดกลั้นในเวเนซุเอลา ภายหลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร
“สหภาพยุโรปขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีบทบาททุกฝ่ายอยู่ในความสงบและใช้ความอดทนอดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง และเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีต่อวิกฤตนี้” แถลงการณ์ระบุ
นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังย้ำว่าต้องมีการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด
EU ยืนหยัดมาโดยตลอดว่ามาดูโรขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 ที่มีข้อพิพาท
แถลงการณ์นี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เข้าจับกุมมาดูโรและซีเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขา ในปฏิบัติการข้ามคืนเมื่อวันที่ 3 มกราคม และนำตัวพวกเขาบินไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมทซ์ ของเยอรมนี กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “การประเมินทางกฎหมายต่อการแทรกแซงของสหรัฐฯ นั้นมีความซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน” พร้อมเสนอแนะว่าควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเวเนซุเอลา
ทางด้าน ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายละเอียดของปฏิบัติการ โดยกล่าวเพียงว่าประชาชนชาวเวเนซุเอลาแค่ “ดีใจ” หลังจากการโค่นล้มมาดูโรและ “ระบอบเผด็จการ” ของเขา พร้อมส่งสัญญาณว่า นายเอ็ดมันโด กอนซาเลซ (ผู้สมัครชิงตำแหน่งแข่งกับมาดูโรในการเลือกตั้งปี 2567 และต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ) ควรเข้ามามีบทบาทโดยเร็วในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ซานเชซ ของสเปน กลับเลือกยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาลฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาอย่างบราซิลและเม็กซิโก โดยระบุว่ารัฐบาลมาดริดไม่สามารถยอมรับ “การแทรกแซงที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถยอมรับระบอบของมาดูโรได้”
สเปนมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่หยั่งรากลึกในภูมิภาคลาตินอเมริกา
สหภาพยุโรปไม่ได้ให้การรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งผู้สังเกตการณ์นานาชาติระบุว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งขนานใหญ่ภายใต้คำสั่งของมาดูโร
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เอ็ดมันโด กอนซาเลซ คู่แข่งของเขาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ขณะที่ มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญซึ่งถูกระบอบมาดูโรสั่งห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ถูกบีบให้ต้องหลบซ่อนตัว โดยมาชาโดเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2568 ที่ผ่านมา
ขณะนี้ เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้เข้าสู่อำนาจแทน ในขณะที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล