โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ข้าวไทย’ แพง? ต้นทุนสูง ส่งออกไม่ได้ กลายเป็นล้นตลาด

TODAY

อัพเดต 08 ธ.ค. 2568 เวลา 05.31 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2568 เวลา 05.30 น. • TODAY

จาก ‘ข้าวไทย’ ที่ชื่อเสียงฟุ้งไกลไปทั่วโลก จากชาวนา อาชีพที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ ทุกวันนี้ข้าวไทยกลับส่งออกได้ยาก แถมประเทศคู่แข่งก็มีต้นทุนถูกกว่า ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ข้าวไทย’ ผศ.ดร. สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มาอธิบายโครงสร้างราคาข้าวไทย กับรายการ HEADLINE สำนักข่าว TODAY

[ข้าวไทยถูกกว่ามาม่าจริงหรือ?]

จากข่าวเสียงโอดของชาวนาที่บอกว่าข้าวไทยถูกกว่ามาม่าหนึ่งซอง ด้าน ผศ.ดร. สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายว่าจากข่าวเป็นการนำราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเปรียบเทียบกับราคาข้าวเปลือก ซึ่งข้าวสุกสำหรับใช้ทานยังคงมีราคาที่แพงกว่ามาม่า

อย่างไรก็ตามถึงแม้ราคาไม่ได้ ‘ต่ำ’ เท่ามาม่า แต่ปัญหาที่ ‘ข้าวไทย’ ต้องเผชิญในปีนี้และทำให้ราคาข้าวตกลง ส่วนหนึ่งเกิดจาก ‘อุปทานมันเกิน’ หรือ Oversupply อ.สุวรรณา ระบุว่าประเทศไทยมีข้าวหลายชนิดโดยข้าวในผลิตเพื่อบริโภคในประเทศไทยอยู่ที่ 65% ขณะที่อีก 35% นั้นส่งออก แต่ในปีนี้ทั้งโลกผลิตข้าวมาได้เยอะ เนื่องจากมีน้ำฝนมาก เมื่อส่งออกไม่ได้โดยเฉพาะข้าวขาว จึงทำให้ข้าวล้น และเมื่ออุปทานเกิน ราคาจึงตกลง

อ.สุวรรณา ระบุว่าการที่เราผลิตข้าวล้นอยู่แล้ว แสดงว่าขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศ ว่าไทยเราจะระบายข้าวออกได้หรือเปล่า เมื่อระบายออกไม่ได้ มันก็ล้นอยู่ในประเทศ และด้วยคุณภาพของข้าวไทยที่ส่งออกเป็นข้าวคุณภาพดี การแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่าง อินเดีย เวียดนาม ปากีสถาน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าก็เป็นไปได้ยากในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมันแย่

[ต้นทุนแพง แข่งขันตลาดโลกยาก]

ในขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการหุงที่พัฒนาขึ้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถไม่จำเป็นต้องซื้อข้าวคุณภาพสูง แต่ อ.สุวรรณา มองว่า “ผู้ผลิตอย่างประเทศไทยเราย่ำอยู่กับที่ แต่คนอื่นเขาก้าวหน้า มันก็เหมือนเราถอยหลังลงคลอง ทำให้พันธุ์ข้าวไทยไปไม่ถึงไหน” เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง และพึ่งพิงค่อนข้างเยอะ

อ.สุวรรณา อธิบายถึงโครงสร้างของต้นทุนการผลิตข้าวไทยอย่างละเอียด ดังนี้

เมล็ดพันธุ์ – ในแต่ละปีใช้เมล็ดพันธุ์ราว 1.4 ล้านตัน แต่พบว่ามีปัญหาด้านคุณภาพ “สูงมาก” พบเจอเมล็ดข้าวพันธุ์ปน พันธุ์ไม่แท้ อัตราการงอกต่ำ รัฐผูกขาดอำนาจเรื่องเมล็ดพันธุ์ แต่รัฐไม่มีศักยภาพในการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ

ปุ๋ยเคมี – นำเข้าปุ๋ยเคมีเยอะมาก ต้นปีที่ผ่านมาราคาปุ๋ยก็ขึ้นราว 1,000-2,000 บาทต่อตัน นอกจากนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ไม่ตรวจดินเพราะมีความยุ่งยาก ใช้สูตรปุ๋ยยูเรียจนบางทีดินรับปุ๋ยยูเรียมากเกินไป

ที่ดิน – คนไม่มีที่ทำการเกษตรต้องเช่าที่ดินทำนาทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนั้นยังพบว่ามี “ชาวนานายทุน” ที่ยกหูอย่างเดียว เป็นการจ้างให้ทำนา เนื่องจาก ‘มีตังค์เหลือ มีที่อยู่’ และเนื่องจากที่ดินว่างเปล่าอาจถูกเก็บภาษีที่สูง การทำการเกษตรโดยเฉพาะทำนาซึ่งขายได้แน่ๆ กลายเป็นว่านึกอะไรไม่ออกไปปลูกข้าว ซึ่งมีต้นทุนสูง และทำให้กลายเป็นการเพิ่มอุปทานเข้าไปในตลาดข้าว

การมีต้นทุนที่สูงนั้นทำให้ไม่สามารถที่จะลงไปแข่งกับตลาดข้าวคุณภาพล่างได้ยาก ดังนั้นเมื่อแก้ปัญหาต้นทุนไม่ได้ ก็ต้องยึดคุณภาพและหาตลาดให้ได้ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เปิดตลาดแบบที่กำลังทำอยู่ แต่ก็ต้องปิดดีลให้ได้ด้วย

[รัฐต้องหยุดออกนโยบายมักง่าย]

อ.สุวรรณา ระบุว่า ไทยยังสามารถเป็นประเทศที่ผลิตข้าว แล้วทำให้ทุกคนนึกถึงว่า ถ้าอยากกินข้าวต้องนึกถึงข้าวไทย เรายังคงทำแบบนั้นได้อยู่นะคะ เรายังมีสายพันธุ์ที่ดี แต่ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนกว่านี้ ไม่สะเปะสะปะ โดยควรจะปลูกข้าวให้พอดี รัฐบาลต้องอย่าไปส่งเสริมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าว มาปลูกข้าว อย่าไปเอื้อให้เขามาปลูก โดยไม่ควรเป็น “นโยบายมักง่าย” ที่ออกมาเป็นนโยบายประชานิยมเพื่อเน้นฐานเสียง

“ข้าวเป็นปัญหาที่เป็นทุกวันนี้ ถ้าพูดแรงๆ ก็คือเป็นปัญหาที่เกิดจากความมักง่าย แล้วเอาแต่ได้ การออกนโยบายแบบมักง่าย คือการออกนโยบายแบบประชานิยมเพื่อเน้นฐานเสียง…พอกวาดทั้งประเทศคนที่ได้ประโยชน์คือใคร คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่ไม่จำเป็นต้องทำนา แต่ฉันมีทรัพยากรเหลือฉันมีทุนเหลือ ฉันก็ไปทำ อันนี้มันทำให้เกินอุปทานส่วนเกิน เกินความจำเป็น เพราะเราไปจูงใจให้เขามาทำ นโยบายแบบเนี้ยไม่ควรเกิดขึ้น” อ.สุวรรณา กล่าว

พร้อมระบุว่าจากข้อมูลปีที่แล้วมีการช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นบัญชีครัวเรือนละ 1,000 บาทกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน นโยบายอุดหนุนเช่นนี้มีออกมาทุกรัฐบาล เมื่อรัฐช่วยทำให้เกิดการนึกอะไรไม่ออกก็ทำนาไว้ก่อน เดี๋ยวรัฐก็ช่วย ดังนั้นรัฐสามารถเลือกที่จะส่งเสริม หรือสนับสนุนเฉพาะคนที่มีประสิทธิภาพหรือในพื้นที่ที่ต้องการส่งเสริมเท่านั้น ไม่ใช่การกวาดทั้งประเทศ

ส่วนในเรื่องของพันธุ์ข้าว การวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ตาม พรบ.พันธุ์พืช ของไทยมีความยุ่งยากในการจะนำเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามา บางพันธุ์ที่พยายามผ่านขั้นตอนการนำเข้ามา กว่าจะได้เอาไปปลูกทดลองก็อัตราการงอกเสื่อมไปแล้ว เพราะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ค่อนข้างนาน

อ.สุวรรณา เสนอว่าต้องแก้ไขกฎหมายให้เอกชนเข้ามาทำและแข่งขันได้ด้วย แต่รัฐเองก็ต้องมีการทดลอง มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ โครงสร้างพื้นฐานรัฐควรส่งเสริม พอทำได้ เอกชนก็นำไปต่อยอด แต่รัฐก็ต้องเข้าไปกำกับ ไม่ใช่ผูกขาดให้คนไม่กี่คน

“คือเพราะว่าเวลานโยบายที่ออกมาเนี่ยคุณใช้เงินภาษีประชาชนอ่ะ แต่คุณไม่คุณไม่ต้องมารับผิดชอบไง เพราะว่ามันคือภาระ มันคือมันคือหนี้สาธารณะ ผู้บริโภคคนที่เป็นคนเสียภาษีก็ร่วมจ่าย คือออกนโยบาย ใช้งบประมาณ แล้วก็ไม่มาทำให้ดูว่ามันมีประสิทธิภาพหรือเปล่า เอาแค่ตอนนี้ทำได้ ขายผ้าหน้ารอด นี่คือนโยบายมักง่ายเอาแต่ได้ คือเน้นฐานเสียง ถัดมาก็คือ แล้วประสิทธิภาพในระยะยาวของประเทศ การแข่งขัน มันไม่มีใครมองเลย เพราะอะไร ก็มาไม่ถึง 4 ปี ก็ไป เดี๋ยวก็มาใหม่ ไม่เคยมีใครมองนโยบายระยะยาวให้กับชาวนาไทยหรือข้าวของไทย” อ.สุวรรณา กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...