โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

6 ปีไฮสปีดอีอีซี ไปต่อไม่ได้ ลุ้นรัฐบาลอนุทิน แก้สัญญา ผ่าทางตัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 พ.ย. 2568 เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2568 เวลา 15.44 น.

6 ปีไฮสปีดอีอีซี ไปต่อไม่ได้ ลุ้นรัฐบาลอนุทิน แก้สัญญา ผ่าทางตัน

ร่วม 6 ปีที่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงินโครงการ 224,544 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัท เอเชียเอราวัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) เป็นคู่สัญญารับสัมปทาน 50 ปี

นับจากปิดดีลเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ถึงวันนี้โครงการยังตกอยู่ในวังวนการ “แก้สัญญาร่วมทุน” ไม่จบไม่สิ้น

โดยเฉพาะปมร้อนการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินจากเอกชนหาเงินมาก่อสร้างไปก่อน เป็น“สร้างไปจ่ายไป“ ที่ยังมีข้อกังขา ทำให้โครงการไปต่อไม่ได้ รอลุ้น “รัฐบาลอนุทิน” ชี้ชะตาจะกดปุ่มไฟเขียวให้ไปต่อหรือปล่อยให้โครงการชะลอยาว

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ได้เห็นชอบในหลักการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) สำนักงานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)และบริษัทเอกชนได้พิจารณาร่วมกันไปแล้ว เมื่อช่วงปลายปี 2567 แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนสู่“รัฐบาลภูมิใจไทย” จึงต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง

สำหรับหลักการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนจากเดิม จ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถ แล้วรัฐจะแบ่งจ่าย 10 ปี รวมเป็น 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น จ่ายเป็นงวด ตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท โดยเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็น 160,000 ล้านบาท สำหรับค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้าเพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดให้บริการภายใน 5 ปี

2. กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี ชำระงวดแรกวันที่ลงนามแก้ไขสัญญาและเอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร ในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์

3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการฯ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ เป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52%

4.การยกเว้นเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) โดยคู่สัญญาต้องจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ เพื่อให้ รฟท. สามารถออก NTP ได้ทันทีเมื่อลงนามสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้งหมดนี้

5. การป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการฯ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น

ล่าสุด จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)หรือสกพอ. กล่าวว่า ขณะนี้รอให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ดอีอีซี นำเรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนและร่างสัญญาแก้ไขฉบับใหม่ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้รับสัมปทาน รฟท.และสกพอ.ได้หารือร่วมกันหาทางออกให้โครงการได้เดินหน้าก่อสร้าง หลังล่าช้ามานานแล้ว

“จุฬา” กล่าวว่า โดยแนวทางแก้ปัญหา คือ ปรับวิธีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างใหม่ จากเดิมรัฐจ่ายให้เอกชนปีที่6 หลังสร้างเสร็จ เปิดเดินรถ เป็นจ่ายตั้งแต่ปีที่2 แต่เนื่องจากต้องนำงบประมาณรัฐมาดำเนินการและต้องทำตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ จึงต้องให้ครม.อนุมัติ ซึ่งวิธีนี้ทำให้เอกชนสามารถขอเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้นและได้รับเงินเร็วขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ให้ ด้วยหลังโควิดสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนและการประเมินโครงการก็เปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อ 8 ปีก่อน

อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นจากปี 2560 ขึ้น 2.5% ดอดเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นตาม อีกสาเหตุคือ ค่าก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% และค่าใช้จ่ายในการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (O&M) เพิ่มขึ้น 10% แค่ 3 ค่าใช้จ่ายนี้ ต้นทุนของโครงการก็ถือแพงขึ้นมาก ขณะที่รายได้ และผลตอบแทนการเงินโครงการก็ลดลง

ด้าน ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิค และธนาคารพัฒนาแห่งประเทศจีนทีีปล่อยกู้โครงการใหญ่ๆ ก็ให้ความเห็นว่าโครงการแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไร้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล

“จึงเป็นสาเหตุที่รัฐต้องเจรจาให้เอกชนมาทำ เพราะต้องการให้โครงการเดินหน้า อาจจะดูเหมือนว่าแก้สัญญาเพื่อเอกชน แต่จริงๆแล้วที่เรากำลังทำเพื่อให้โครงการมันเดินได้และการที่มีการจ่ายเงินเร็วขึ้น จะช่วยให้รัฐประหยัดดอกเบี้ยทำให้จ่ายค่าก่อสร้างลดลงถึง 20,000 ล้านบาท จากเดิมกว่า 149,650 ล้านบาท เป็น 120,000 ล้านบาท เป็นทางเลือกที่บอร์ดอีอีซีก่อนหน้านี้ รวมถึงอีอีซี การรถไฟฯ และเอกชน เห็นว่าเป็นแนวทางที่พอไปไหว และผ่านการพิจารณามาแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครม.”จุฬากล่าว

“จุฬา”กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ในวันที่ 28 พฤศจิกายนี้จะมีการก่อสร้างรันเวย์ 3 ส่วนเมืองการบินนั้น ได้หารือกับบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทาน บนพื้นฐานยังไม่มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยบริษัทจะปรับรูปแบบการพัฒนา ทยอยเป็นเฟส เพื่อให้สามารถเดินหน้าก่อสร้างไปก่อน อยู่ระหว่างประเมินปริมาณผู้โดยสารและเงินลงทุน เนื่องจากปัจจุบันการเดินทางและผู้โดยสารเปลี่ยนไป

ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) กล่าวว่า ขณะนี้รอความชัดเจนจากภาครัฐ เนื่องจากจะต้องมีการเสนอให้ครม.อนุมัติถึง2 ครั้ง คือ ขออนุมัติแก้ไขสัญญาร่วมทุน หาก ครม.อนุมัติและไม่มีอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถนำร่างสัญญาที่แก้ไขใหม่ที่ผ่านการพิจารณาจากบอร์ดอีอีซีแล้ว
เสนอครม.พิจารณาได้ในทันที แต่ถ้าครม.ไม่อนุมัติคงต้องกลับมาหารือกับอีอีซีและการรถไฟฯต่อไป

“เรายืนยันไปว่ายังไงก็ต้องแก้ไขสัญญา เพราะแบงก์ยืนยันมาแล้วว่าให้กู้ไม่ได้ หากมีการปรับแก้และเริ่มจ่ายเงินเร็วขึ้น จะทำให้แบงก์มั่นใจและปล่อยกู้ให้เราในส่วนของงานระบบที่ต้องใช้เงินลงทุนอีกกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท หาก ครม.อนุมัติเราพร้อมเดินหน้าก่อสร้างทันที และในขณะนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณจากผู้ใหญ่ของบริษัทว่าให้หยุด ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ คงไม่เลิกง่ายๆ เพียงแต่การเดินหน้าอาจจะช้า หากโครงการได้เดินหน้าต่อจะทำให้แนวทางการพัฒนาอีอีซีมีความชัดเจน นักลงทุนมั่นใจ เพราะเราก็เสียโอกาสไปมาก ทั้งสนามบินและรถไฟความเร็วสูง”แหล่งข่าวกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 6 ปีไฮสปีดอีอีซี ไปต่อไม่ได้ ลุ้นรัฐบาลอนุทิน แก้สัญญา ผ่าทางตัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...