6 ปีไฮสปีดอีอีซี ไปต่อไม่ได้ ลุ้นรัฐบาลอนุทิน แก้สัญญา ผ่าทางตัน
6 ปีไฮสปีดอีอีซี ไปต่อไม่ได้ ลุ้นรัฐบาลอนุทิน แก้สัญญา ผ่าทางตัน
ร่วม 6 ปีที่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงินโครงการ 224,544 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัท เอเชียเอราวัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) เป็นคู่สัญญารับสัมปทาน 50 ปี
นับจากปิดดีลเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ถึงวันนี้โครงการยังตกอยู่ในวังวนการ “แก้สัญญาร่วมทุน” ไม่จบไม่สิ้น
โดยเฉพาะปมร้อนการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินจากเอกชนหาเงินมาก่อสร้างไปก่อน เป็น“สร้างไปจ่ายไป“ ที่ยังมีข้อกังขา ทำให้โครงการไปต่อไม่ได้ รอลุ้น “รัฐบาลอนุทิน” ชี้ชะตาจะกดปุ่มไฟเขียวให้ไปต่อหรือปล่อยให้โครงการชะลอยาว
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ได้เห็นชอบในหลักการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) สำนักงานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)และบริษัทเอกชนได้พิจารณาร่วมกันไปแล้ว เมื่อช่วงปลายปี 2567 แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนสู่“รัฐบาลภูมิใจไทย” จึงต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง
สำหรับหลักการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนจากเดิม จ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถ แล้วรัฐจะแบ่งจ่าย 10 ปี รวมเป็น 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น จ่ายเป็นงวด ตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท โดยเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็น 160,000 ล้านบาท สำหรับค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้าเพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดให้บริการภายใน 5 ปี
2. กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี ชำระงวดแรกวันที่ลงนามแก้ไขสัญญาและเอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร ในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์
3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการฯ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ เป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52%
4.การยกเว้นเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) โดยคู่สัญญาต้องจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ เพื่อให้ รฟท. สามารถออก NTP ได้ทันทีเมื่อลงนามสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้งหมดนี้
5. การป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการฯ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น
ล่าสุด จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)หรือสกพอ. กล่าวว่า ขณะนี้รอให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ดอีอีซี นำเรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนและร่างสัญญาแก้ไขฉบับใหม่ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้รับสัมปทาน รฟท.และสกพอ.ได้หารือร่วมกันหาทางออกให้โครงการได้เดินหน้าก่อสร้าง หลังล่าช้ามานานแล้ว
“จุฬา” กล่าวว่า โดยแนวทางแก้ปัญหา คือ ปรับวิธีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างใหม่ จากเดิมรัฐจ่ายให้เอกชนปีที่6 หลังสร้างเสร็จ เปิดเดินรถ เป็นจ่ายตั้งแต่ปีที่2 แต่เนื่องจากต้องนำงบประมาณรัฐมาดำเนินการและต้องทำตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ จึงต้องให้ครม.อนุมัติ ซึ่งวิธีนี้ทำให้เอกชนสามารถขอเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้นและได้รับเงินเร็วขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ให้ ด้วยหลังโควิดสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนและการประเมินโครงการก็เปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อ 8 ปีก่อน
อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นจากปี 2560 ขึ้น 2.5% ดอดเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นตาม อีกสาเหตุคือ ค่าก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% และค่าใช้จ่ายในการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (O&M) เพิ่มขึ้น 10% แค่ 3 ค่าใช้จ่ายนี้ ต้นทุนของโครงการก็ถือแพงขึ้นมาก ขณะที่รายได้ และผลตอบแทนการเงินโครงการก็ลดลง
ด้าน ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิค และธนาคารพัฒนาแห่งประเทศจีนทีีปล่อยกู้โครงการใหญ่ๆ ก็ให้ความเห็นว่าโครงการแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไร้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล
“จึงเป็นสาเหตุที่รัฐต้องเจรจาให้เอกชนมาทำ เพราะต้องการให้โครงการเดินหน้า อาจจะดูเหมือนว่าแก้สัญญาเพื่อเอกชน แต่จริงๆแล้วที่เรากำลังทำเพื่อให้โครงการมันเดินได้และการที่มีการจ่ายเงินเร็วขึ้น จะช่วยให้รัฐประหยัดดอกเบี้ยทำให้จ่ายค่าก่อสร้างลดลงถึง 20,000 ล้านบาท จากเดิมกว่า 149,650 ล้านบาท เป็น 120,000 ล้านบาท เป็นทางเลือกที่บอร์ดอีอีซีก่อนหน้านี้ รวมถึงอีอีซี การรถไฟฯ และเอกชน เห็นว่าเป็นแนวทางที่พอไปไหว และผ่านการพิจารณามาแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครม.”จุฬากล่าว
“จุฬา”กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ในวันที่ 28 พฤศจิกายนี้จะมีการก่อสร้างรันเวย์ 3 ส่วนเมืองการบินนั้น ได้หารือกับบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทาน บนพื้นฐานยังไม่มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยบริษัทจะปรับรูปแบบการพัฒนา ทยอยเป็นเฟส เพื่อให้สามารถเดินหน้าก่อสร้างไปก่อน อยู่ระหว่างประเมินปริมาณผู้โดยสารและเงินลงทุน เนื่องจากปัจจุบันการเดินทางและผู้โดยสารเปลี่ยนไป
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) กล่าวว่า ขณะนี้รอความชัดเจนจากภาครัฐ เนื่องจากจะต้องมีการเสนอให้ครม.อนุมัติถึง2 ครั้ง คือ ขออนุมัติแก้ไขสัญญาร่วมทุน หาก ครม.อนุมัติและไม่มีอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถนำร่างสัญญาที่แก้ไขใหม่ที่ผ่านการพิจารณาจากบอร์ดอีอีซีแล้ว
เสนอครม.พิจารณาได้ในทันที แต่ถ้าครม.ไม่อนุมัติคงต้องกลับมาหารือกับอีอีซีและการรถไฟฯต่อไป
“เรายืนยันไปว่ายังไงก็ต้องแก้ไขสัญญา เพราะแบงก์ยืนยันมาแล้วว่าให้กู้ไม่ได้ หากมีการปรับแก้และเริ่มจ่ายเงินเร็วขึ้น จะทำให้แบงก์มั่นใจและปล่อยกู้ให้เราในส่วนของงานระบบที่ต้องใช้เงินลงทุนอีกกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท หาก ครม.อนุมัติเราพร้อมเดินหน้าก่อสร้างทันที และในขณะนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณจากผู้ใหญ่ของบริษัทว่าให้หยุด ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ คงไม่เลิกง่ายๆ เพียงแต่การเดินหน้าอาจจะช้า หากโครงการได้เดินหน้าต่อจะทำให้แนวทางการพัฒนาอีอีซีมีความชัดเจน นักลงทุนมั่นใจ เพราะเราก็เสียโอกาสไปมาก ทั้งสนามบินและรถไฟความเร็วสูง”แหล่งข่าวกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 6 ปีไฮสปีดอีอีซี ไปต่อไม่ได้ ลุ้นรัฐบาลอนุทิน แก้สัญญา ผ่าทางตัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th