ไทยพาณิชย์-ซิตี้แบงก์ ผนึกมุมมอง Wealth for All ปฏิรูปการเงินไทย สร้างความมั่งคั่งถ้วนหน้า
ไทยพาณิชย์-ซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ปักธงธุรกิจ Wealth เป็นเรือธงเร่งแก้หนี้และสร้างวินัยการเงินให้คนไทย เตือนไทยเสี่ยงตกชั้นหากไม่ยกระดับอุตสาหกรรม พร้อมชู Cross-border Solution หนุนธุรกิจไทยบุกตลาดโลก
18 ธ.ค. 2568 วารสารการเงินธนาคาร จัดงานสัมมนา Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน โดย นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ร่วมเสวนาพิเศษในหัวข้อ Wealth for All : ปฏิรูปการเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง
ไทยพาณิชย์มองเศรษฐกิจไทยมีหวัง
ชู Wealth เป็นเรือธง พร้อมช่วยจัดการหนี้
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีความท้าทายอย่างแน่นอน โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.5% แม้จะชะลอลงจากปี 2568 แต่ยังถือว่าเป็นการเติบโตอยู่ และจะมีปัจจัยเสี่ยงแต่ก็มีโอกาสโดยเฉพาะจากการลงทุนตรงที่มีตัวเลขการเติบโตที่สูงมาก
ขณะที่ภาครัฐ กระทรวงการคลังจะมีการประกาศแผนการปฏิรูปการคลังในปี 2569 โดยหากแผนดังกล่าวประสบความสำเร็จก็จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะลงได้ อย่างไรก็ตามปัญหาหลักคือระบบราชการไทยส่วนใหญ่มีการรั่วไหลของรายจ่าย ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูรายละเอียดอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดวินัยด้านการเงิน
“แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตในระดับที่ชะลอตัวแต่ก็ยังมีโอกาสและความหวัง เราอาจต้องถอยออกมามองให้ไกลขึ้นเพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง ผมเชื่อมั่นในพลังของความร่วมมือเพื่อสร้างการเติบโตของประเทศ”
สำหรับภาคธนาคารไทยมีบทบาทที่สำคัญถึง 2 ด้าน บทบาทแรก คือการเป็นผู้สร้างการเติบโตในการผลักดันให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงการเงินในระบบ และ บทบาทที่สองคือการเป็นผู้ให้คำแนะนำทางการเงินกับประชาชน
ในบทบาทแรกด้านการสร้างการเติบโตและการผลักดันการเข้าถึงการเงินในระบบ ปัจจุบันปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำได้ค่อนข้างน้อย ดังนั้นธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้เริ่มโครงการในการดึงภาคส่วนต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาคธนาคารมาหารือเพื่อสร้างการขับเคลื่อนใหม่ให้กับประเทศ โดยเฉพาะ New S-Curve ประเทศ
โดยได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องนวัตกรรมและสิทธิบัตรเพื่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพมาสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยทำโครงการนำร่องในการใช้งานวิจัยที่มีทรัพย์สินทางปัญญา (IP) หรือสิทธิบัตรที่สามารถจดทะเบียนได้และตอบโจทย์ New S-Curve ใหม่ หรือ Reinvent Thailand โดยให้ธนาคารมีหน่วยงานรับรองเพื่อจัดระบบสิทธิบัตรของประเทศได้ และในเบื้องต้นจะมีการทดลองปล่อยสินเชื่อ (Sand Box) นำร่องในกลุ่มนี้ และหากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ อาจจะมีการหารือต่อไปถึงความเป็นไปได้ในการให้ภาครัฐค้ำประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าว
สำหรับบทบาทที่สอง การด้านการให้คำแนะนำทางการเงินให้ประชาชน ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ได้ริเริ่มแก้ไขปัญหาหนี้ของพนักงานภายในองค์กรเนื่องจากพนักงานธนาคารก็มีภาระหนี้ที่สูงมากเช่นกัน โดยทำโครงการ SBC Healthy เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงการวางแผนการเงินและเชื่อว่าหนี้เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการวางแผนทางการเงินที่ดี
สำหรับในภาพรวมของประเทศพบว่าลูกหนี้ยังเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้านขณะที่มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนยังไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผล สะท้อนจากผลจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2562 - ไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่าจากจำนวนหนี้ NPL ทั้งหมด 100% มีผู้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เพียง 23% มีผู้ที่ยังผ่อนต่อและจ่ายต่อเนื่องไม่ถึง 3% ขณะที่มีผู้ปิดหนี้จบไม่ถึง 1%
“ทางออกที่แท้จริงในการแก้ปัญหาหนี้คือการปรับ mindset ของคนที่เป็นหนี้ สิ่งที่จำเป็นคือการสร้างวินัยทางการเงินที่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริง มาตรการการพักหนี้ระยะยาว หรือการดึงเข้าโครงการต่างๆ อาจไม่สามารถทำให้ลูกหนี้รอดพ้นได้จริง”
นายกฤษณ์ กล่าวว่า สำหรับการกระจายความมั่งคั่งให้ทั่วถึง Mobile Banking จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงรวมถึงยังสามารถลงทุนผ่าน Mobile Banking ได้ โดยธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ระหว่างปรับเครื่องมือให้เป็นผู้ช่วยในการวางแผนการเงินให้ลูกค้า
สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปอาจเริ่มจากการช่วยให้คำแนะนำในการจัดการหนี้สินก่อนนำไปสู่เรื่องการลงทุน ส่วนกลุ่มที่มีความมั่งคั่งธนาคารมีเครือข่ายมากมายที่จะช่วยดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ โดยมองว่าในปี 2569 จะยังเป็นปีที่เป็นโอกาสในการลงทุนที่ดี โดยเฉพาะการลงทุนใน AI เป็นเทรนด์ที่ยังไปต่อได้
สำหรับในปี 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงเดินหน้าพันธกิจ Digital Bank .. โดยจะปรับองค์กรให้ตอบสนองความรวดเร็วของดิจิทัล ความวางใจของพนักงาน และเป็นธนาคารอันดับ 1 เรื่องการบริหารความมั่งคั่งและบริการลูกค้าอย่างไรรอยต่อ ที่ผ่านมาเราได้ปรับรูปแบบการบริหารความมั่งคั่งนอกเหนือจากการลงทุนโดยเน้นการบริหารทางการเงินที่ถูกต้อง ปี 2569 ไทยพาณิชย์ก็ยังมีเป้าหมายเดิมคือเป็น Digital Bank ที่มีธุรกิจ Wealth เป็นเรือธง
“ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่และอยู่คู่คนไทยมากว่า 118 ปีเราจะไม่ลืมบทบาทในการช่วยประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ความเป็น digital bank with human touch ที่เน้นความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”
อ่าน Slide เพิ่มเติมได้ที่นี่
ซีตี้แบงก์กางโรดแมปเศรษฐกิจปี 2569
เตือนไทยเสี่ยง “ตกชั้น” หากไร้กลยุทธ์สร้างมั่งคั่งยั่งยืน
นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ระบุว่าเศรษฐกิจโลกผ่านมุมมอง Global Lens ยังคงขยายตัวได้ดีเกินคาดการณ์ และในการเจรจาภาษีสหรัฐรอบแรก ประเทศไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มผู้ชนะโจทย์สำคัญคือความสามารถในการรักษาตำแหน่ง "ผู้ชนะ" ในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและการเริ่มรุกคืบธุรกิจ Transshipment ของเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม
2569 : ปีแห่งทางแยกและภาวะ “Snowball Effect”
ซิตี้แบงก์ประเมินว่าปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกโดยมีสองเส้นทางที่ขนานกัน คือการเติบโตต่อเนื่องและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ขยายตัวเหมือน “Snowball” ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะสูง สังคมสูงวัยที่ขาดแคลนแรงงานใหม่ และความผันผวนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics)
“ปี 2569 จะนำเราไปสู่ทางแยกทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เส้นทางหนึ่งคือเศรษฐกิจยังโตต่อ แต่อีกเส้นหนึ่งคือความเสี่ยงที่ใหญ่ขึ้นเหมือน Snowball (ลูกบอลหิมะ) ซึ่งทั้งสองเส้นนี้กำลังเดินไปข้างหน้าพร้อมกันเพราะฉะนั้น เราต้องหันมามองเศรษฐกิจโลกที่เติบโตประมาณ 2.5% - 2.7% ซึ่งไม่ได้ขยับมากนัก เป็นอุณหภูมิที่ไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไป ไม่ได้เร่งการเติบโตแต่ก็ไม่ได้หยุดชะงัก นั่นหมายความว่าโลกกำลังมองหาจุดสมดุลและจุดลงตัว”
นางสาวนฤมล มองว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะเติบโตช้าลงที่ประมาณ +1.6% ส่วนตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะโตเกือบ 4% โดย Superstar ในปีหน้าคือเกาหลีใต้และออสเตรเลียกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์คืออาเซียนและกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสความนิยมย้ายฐานการผลิตมีมากกว่าความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า ส่งผลให้การเติบโตของการลงทุนชะลอตัวลงบ้างในบางส่วน
ขณะที่ความเสี่ยงแบบ Snowball คือเขตเศรษฐกิจที่มีหนี้สินสูงมาก และสังคมสูงวัยซึ่งต้องรออีก 25 ปีถึงจะมีแรงงานใหม่เข้ามา และสุดท้ายคือการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ซึ่งจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม
“เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผู้เล่นหายไป ผู้เล่นใหม่ย่อมวิ่งเข้ามาทันที สิ่งที่เรามองเห็นคือ จีนกำลังสูญเสียสัดส่วนการค้า แต่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม Winner (ผู้ชนะ) ได้อานิสงส์แต่คำถามคือเราจะประคองตัวได้นานแค่ไหน”
นางสาวนฤมลย้ำว่า ไทยมีความเสี่ยงจะ "ตกชั้น" เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์และเวียดนามภายใน 5 ปีข้างหน้า หากไม่สามารถยกระดับจาก “โรงงานราคาถูก” ไปสู่ “โรงงานมูลค่าสูง” ได้สำเร็จ แม้ในปี 2567 ตัวเลข FDI จะไหลเข้าไทยพุ่งสูงเกือบ 200% แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมและมีประเทศผู้ลงทุนเพียงหยิบมื
บทบาทสถาบันการเงิน
จากเสถียรภาพสู่การเร่งการเติบโต (Growth Accelerator)
ในฐานะสถาบันการเงิน ซิตี้แบงก์มุ่งเน้นการทำหน้าที่เป็น Allocator หรือผู้จัดสรรเงินทุนสู่กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ EV, Smart City และ Digital โดยใช้จุดแข็งด้านโครงข่ายระดับโลกที่มีการทำธุรกรรมวันละ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาสนับสนุน Supply Chain Financing เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือจากบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ไปยัง SME
“Wealth for All เป็นโจทย์ใหญ่ ก่อนจะกระจายความมั่งคั่ง เราต้อง "สร้าง" ความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นก่อน สูตรที่ง่ายที่สุดคือ: เพิ่มรายได้ - ลดรายจ่าย = เหลือกำไร และทำให้กำไรนั้นเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อนำไป Distribute (กระจาย) ต่อไป”
ชู Cross-border Solution
ดับความกลัว-ปักธงตลาดโลก
เป้าหมายของซิตี้แบงก์ในปี 2569 คือการเป็นธนาคารอันดับ 1 สำหรับธุรกิจข้ามพรมแดน โดยชูโมเดลความสำเร็จของเกาหลีใต้เป็นต้นแบบในการสร้าง Product Champion และการใช้ Incentive ที่ชัดเจนเพื่อยกระดับรายได้ต่อหัว (GDP per capita)
“จุดเริ่มต้นไม่ใช่การไปถึงจุดหมายให้เร็วกว่า แต่เราต้องมีความตั้งใจ ไม่ย่อท้อ และมีความต่อเนื่อง ซึ่งสำคัญมาก”
นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้ากลยุทธ์ Digital Future ผ่านนวัตกรรม Citi Token Services และ Citi Payment Express เพื่อเปลี่ยนจากเพียงการโอนเงินเป็นการทำธุรกรรมแบบ Tokenized Cash ตลอด 24 ชั่วโมง
“วันนี้ธนาคารไม่ได้มีหน้าที่แค่รับฝากหรือปล่อยกู้เท่านั้น การปล่อยกู้ที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบในยุคนี้ แต่คือ Solution โดยเฉพาะ Cross-border Solution ทำอย่างไรให้ค้าขายได้มากกว่าเดิมและต้นทุนต่ำลง เราต้องเตรียมแผนตั้งรับให้ลูกค้าและสร้างรายได้ให้เติบโตในรอบหมุนที่เร็วขึ้น”