โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ดีล Private Equity” กลับมาคึกคักในปี 2569

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ธ.ค. 2568 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 06.30 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ "ดีล Private Equity" กลับมาคึกคักในปี 2569 ญี่ปุ่นโดดเด่นในเอเชียจากแรงหนุนปฏิรูปตลาด ขณะที่กองทุน Evergreen และสัญญาณ exit ที่ดีขึ้นช่วยต่อยอดการระดมทุน

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 11.11 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเอกชนมองว่าสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลง และการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นโลก อาจปูทางให้ปี 2569 เป็นปีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยคาดว่าเงินทุนของนักลงทุนจะไหลเข้าสู่ไพรเวทอิควิตี (Private Equity) มากขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขนาดของตลาดเอกชนทั่วโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากบริษัทให้บริการด้านการบริหารสินทรัพย์ Ocorian ระบุว่ามูลค่าสินทรัพย์เอกชนทั่วโลกที่อยู่ในกองทุนเพิ่มขึ้นราว 10% ในปีท 2568 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์ และจากรายงาน Global Assets Monitor ของบริษัท คาดว่ามูลค่าดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเกือบ 24 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี โดยเฉพาะไพรเวทอิควิตีที่อาจเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 17.4 ล้านล้านดอลลาร์

ไพรเวทอิควิตีเป็นกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุด โดยได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก แตกต่างจากการถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนทั่วไป การลงทุนลักษณะนี้มักเป็นการลงทุนในบริษัทเอกชน ระยะยาว และผ่านกองทุน

หลังจากทำผลงานโดดเด่นในปี 2564 กิจกรรมดีลไพรเวทอิควิตีทั่วโลกชะลอตัวลง จากต้นทุนเงินทุนและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ความระมัดระวังของนักลงทุนท่ามกลางความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ ช่องว่างด้านมูลค่าระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย และจำนวนบริษัทที่รอการขายออก (exit backlog) ก็เป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ประเภทนี้ อย่างไรก็ดีสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น โดยทั้งมูลค่าและปริมาณดีลมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น รวมถึงในเอเชีย

จอห์น เคตนิช หุ้นส่วนของบริษัทไพรเวทอิควิตี StepStone Group ในนิวยอร์ก ชี้ว่าช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างมูลค่าตลาดหุ้นและตลาดเอกชนบ่งชี้ว่ากิจกรรมดีลจะกลับมาคึกคักขึ้”

จอห์น เคตนิช กล่าวในงาน SuperReturn ที่จัดโดย Informa Connect ในกรุงโตเกียวว่า สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของไพรเวทอิควิตีทั่วโลกมีมูลค่าราว 9 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นครั้งแรกที่บริษัทกว่า 50% ในพอร์ตไพรเวทอิควิตีถูกถือครองเกิน 5 ปี ซึ่งกลายเป็นตัวเร่งให้ดีลเริ่มกลับมา

ด้าน หมิงเฉิน เซีย กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายการลงทุนเอเชียของ Hamilton Lane ระบุว่า พอร์ตของนักลงทุนทั่วโลกมีความกระจุกตัวสูงในสหรัฐ ทั้งตลาดหุ้นและตลาดเอกชน โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เขาอธิบายว่า สัญญาณบวกในตลาดหุ้นจะส่งผ่านมายังตลาดเอกชน เนื่องจากการทำ IPO ที่มากขึ้นและตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการขายออกที่ดีขึ้นสำหรับกองทุนไพรเวทอิควิตี

ตลาดหุ้นโลก รวมถึงสหรัฐ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินเดีย ได้แรงหนุนจากกระแส AI และจำนวน IPO ที่เพิ่มขึ้น เซียกล่าวว่า หากกองทุนสามารถขายออกได้มากขึ้นและดีขึ้น ผลการดำเนินงานก็จะดีขึ้นตาม และอาจส่งผลบวกต่อการระดมทุน เป็นเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่

ขณะเดียวกันจำนวนกองทุนไพรเวทที่เป็น Evergreen Fund กำลังเพิ่มขึ้น โดยผู้จัดการความมั่งคั่งเริ่มนำกองทุนลักษณะนี้เข้าพอร์ตลูกค้ามากขึ้น กองทุน Evergreen ไม่มีอายุโครงการตายตัว และเปิดโอกาสให้นักลงทุนซื้อ–ขายได้เป็นระยะภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

รายงานของ Franklin Templeton ระบุว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของกองทุน Evergreen ในช่องทางการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะดำเนินต่อไปเกินกว่าปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากที่ปรึกษาการลงทุนและโอกาสการนำไปใช้ในแผนเกษียณ

นอกจากความต้องการกระจายความเสี่ยงแล้ว สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยก็เอื้อต่อตลาดเอกชนมากขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางรายใหญ่เริ่มลดดอกเบี้ย เคตนิชกล่าวว่าเพียงแค่ทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลง ก็ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการกลับมาของดีล

ในเอเชีย ปริมาณดีลไพรเวทอิควิตีกำลังเพิ่มขึ้น โดยเซียระบุว่าญี่ปุ่นเป็นตลาดไพรเวทอิควิตีที่ร้อนแรงที่สุดในเอเชียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และแนวโน้มนี้น่าจะดำเนินต่อไป เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นตลาด leveraged buyout แบบดั้งเดิม Hamilton Lane จึงเน้นดีลขนาดเล็กที่ยังสามารถเข้าลงทุนได้ในราคาที่น่าสนใจ มากกว่าดีลขนาดใหญ่มากที่มีการแข่งขันสูง

อีกแรงหนุนสำคัญคือการปฏิรูปที่นำโดยตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ซึ่งผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน และทำให้หลายบริษัทพิจารณาขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก บริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่าศักยภาพก็เผชิญแรงกดดันให้ถอนตัวจากตลาดหุ้น ส่งผลให้การลงทุนแบบ buyout ในญี่ปุ่นมีแรงหนุนหลายด้าน

ข้อมูลจาก Preqin ระบุว่าสัดส่วนการลงทุนของสถาบันในสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มจาก 15.7% ในปี 20563 เป็นเกือบ 20% ในปี 2567 และผลสำรวจล่าสุดพบว่านักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 80% ตั้งใจจะรักษาหรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ตลาดเอกชน โดยมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น รายได้ที่สม่ำเสมอ และการกระจายความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม พาเมลา ฟัง กรรมการผู้จัดการของ Morgan Stanley Private Equity Solutions เห็นว่าตลาดเอกชนในเอเชียยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนด้านเศรษฐกิจและกฎระเบียบ แม้เอเชียจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น แต่ในด้านการระดมทุนยังไม่เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

พาเมลา ฟัง อธิบายว่าเอเชียไม่ใช่ตลาดเดียว แต่เป็นหลายประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน ผู้ลงทุนจึงต้องอยู่ในพื้นที่ เข้าใจผู้จัดการกองทุน และแนวโน้มในแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น แม้ความสนใจจะสูง แต่ในแง่การระดมทุนและดีล หลายฝ่ายยังอยู่ในช่วงดูของ มากกว่าตัดสินใจลงมือจริง

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...