ททท. MOU 2 มณฑล 6 เมือง ดึง นทท.จีน เที่ยวไทยไฮซีซั่น 3 เดือน 2 ล้านคน
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เปิดแผน "Quick Win" 3 กลยุทธ์เชิงรุก สานต่อความสัมพันธ์ระดับผู้นำ ดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาแตะ 2 ล้านคนภายใน 3 เดือน (ธ.ค.-ก.พ.) หวังผลักดันตัวเลขรวมกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ที่เคยทำไว้ 39 ล้านคนต่อปี พร้อมลงนาม MOU กับ 2 มณฑล 6 เมืองใหญ่ของจีนเติมทราฟฟิก sandbox 27 เส้นทางท่องเที่ยวใหม่
27 พฤศจิกายน 2568-นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์เร่งด่วนในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า ก่อนการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยเคยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 39 ล้านคนต่อปี แต่ภายหลังการคลี่คลายของสถานการณ์ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้ ภารกิจระยะสั้นของททท.จึงมุ่งเน้นการผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวให้กลับไปใกล้เคียง 40 ล้านคนมากที่สุด
โดยนักท่องเที่ยวจีนเป็นตลาดที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการสื่อสารด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะประเด็นด้านความปลอดภัย
รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้แผนเชิงรุกที่เรียกว่า "Quick Win" ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ชัดเจน และเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำเม็ดเงินจากภาคท่องเที่ยวและการกีฬาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
“จีนเป็นตลาดสำคัญที่เราให้ความสำคัญวันนี้และตลอดไป โดยรัฐบาลได้ประกาศแผนเชิงรุก "Quick Win" ในการทำเรื่องเม็ดเงินจากภาคท่องเที่ยวและการกีฬา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สั้น เร็ว ชัดเจน โดยตอกย้ำในเรื่องของความเป็น Hospitality ให้ความเป็น ยิ้มสยาม กลับมายืนอยู่ในจุดสูงสุดของวงการอุตสาหกรรมทั่วโลก”
ใช้โอกาส High Season และสัมพันธ์ระดับสูงหนุนความเชื่อมั่น
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด (High Season) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการท่องเที่ยว ซึ่งนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ได้สื่อสารไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า 1 คำที่ท่านประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”ได้เอ่ยต่อสาธารณะก็คือ "จีนไทยครอบครัวเดียวกัน"
ดังนั้นแผนงานและกลไกที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะขับเคลื่อนในขณะนี้ จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์อันดี โดยถือว่านักท่องเที่ยวจีนคือคนในครอบครัวเดียวกัน แผน Quick Win จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชนทั้งในประเทศไทยและในประเทศจีน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์ของความเป็น "ยิ้มสยาม" ให้โดดเด่นบนเวทีโลก
เป้าหมาย: ดึงนักท่องเที่ยวจีน 2 ล้านคน ภายใน 3 เดือน
เป้าหมายหลักของกลยุทธ์ภายใต้แผน Quick Win คือการเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก ให้กลับมาท่องเที่ยวและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่มีความสุขในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากนี้ (ธันวาคม - กุมภาพันธ์)
กระทรวงฯ กำหนดกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว:
1. การขยายเส้นทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ (New Routes & Experiences)
- เปิดเส้นทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่รวมอย่างน้อย 27 พื้นที่ ทั่วประเทศ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและบริษัทชั้นนำระดับโลก
[* การกระจายการท่องเที่ยวออกจากเมืองหลัก \(กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา\) ไปยังเมืองรองและกลุ่มจังหวัดที่เข้าถึงยากกว่าเดิม เพื่อสร้างทางเลือกและประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว , * เส้นทางการท่องเที่ยวใหม่จะเน้นโฟกัส 6 ประเภท ดังนี้: ]
โดยแบ่งเป็น 6 หมวดหลัก ได้แก่:
- สำรวจเส้นทางวัฒนธรรม: เน้นการเที่ยวชุมชน วัดวาอาราม เพื่อสัมผัสเสน่ห์ดั้งเดิมของไทย
- กินดื่มเที่ยวชิล ๆ: ปักหมุดร้านอาหารท้องถิ่น สร้างโอกาสให้ชุมชนเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว
- การท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมกีฬา: เช่น ปีนผา, ขี่จักรยาน, และการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว อย่าง มวยไทย
- ชมเส้นทางชมธรรมชาติ: นำเสนอแหล่งท่องเที่ยว Unseen เช่น ทะเลหมอกในพะเยา, แพะเมืองผี (แกรนแคนยอนเมืองไทย)
- นำเที่ยวแบบครอบครัว: ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ปลอดภัย และได้ความรู้สำหรับทุกวัยในครอบครัว
- โรดทริป (Road Trip): เจาะกลุ่มนักขับรถด้วยเส้นทางเชื่อมต่อ ไทย-จีน-ลาว ที่ปลอดภัยและได้รับความนิยม
“เราจะเปิดเส้นทางและประสบการณ์ใหม่ในเรื่องของการท่องเที่ยว เราสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ซึ่งอาจจะเป็นในจังหวัดเดียวหรือในกลุ่มจังหวัดที่อาจจะเข้าถึงไม่ค่อยได้ ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนบางคนอาจจะรู้จักแค่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา แต่ ณ วันนี้ เราจำเป็นที่จะต้องสร้างเมืองอื่น ๆ ขึ้นมาเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่เท่านั้น”
2. การสื่อสารเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มหลักในจีน (Aggressive Digital Communication)
- ร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลสูงในจีน ทั้งสื่อชั้นนำระดับโลกอย่าง National Geographic
[* ใช้แพลตฟอร์ม OTA ยักษ์ใหญ่ เช่น ฟลิกกี้ \(Fliggy\), เตี่ยนผิง \(Dianping\), ทูหนิว \(Tuniu\) และ หม่าเพิงหว่อ \(MaFengWo\) เพื่อแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวจีน , * สร้างกระแสและเผยแพร่คอนเทนต์คุณภาพผ่าน Super App และแพลตฟอร์มโซเชียลที่มีอิทธิพลในจีน ได้แก่ เหมยถวน \(Meituan\), เสี่ยวหงชู \(Xiaohongshu\), WeTV และ เอแมป \(AMAP\) ]
“เราต้องเข้าใจ insights ของนักท่องเที่ยวจีนว่าสนใจกิจกรรมประเภทไหน และสื่อสารผ่านสื่อต่างๆที่มีอิทธิพลในประเทศจีน เพราะคนจีนฟังและเชื่อคนในประเทศของตัวเองพอสมควร เพราะฉะนั้นเราจะใช้ความเป็นกันเอง ความเชื่อมั่นในอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่าการมาเที่ยวประเทศไทยนอกจากความปลอดภัยที่จะได้รับแล้วยังจะได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินที่จ่ายและเวลาที่จะใช้ในประเทศไทย”
3. การสร้างความร่วมมือระดับรัฐบาลและยกระดับความปลอดภัย (MOU & Safety Green Zone)
- สร้าง กรีนโซน (Green Zone) เพื่อรับรองความปลอดภัยตลอดเส้นทาง Sandbox ทั้ง 27 พื้นทาง
[* ลงนาม MOU กับ 2 มณฑลหลัก คือ เจียงซู และ ไห่หนาน ใน 6 เมืองสำคัญของจีน ได้แก่ หนานจิง ซูโจว ซานย่า ไห่โข่ว เหวินชาง และ เจ้อเจียง , * จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย ตอกย้ำจุดแข็ง "Hospitality" และความจำเป็นเร่งด่วน ]
นายอรรถกร สรุปว่า แผน Quick Win ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวน แต่ยังเป็นการนำเสนอจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งจากการวิจัยทั่วโลกคือเสน่ห์ของความเป็น Hospitality (การต้อนรับขับสู้) ที่คนไทยมีโดยธรรมชาติ
“แผน Quick Win ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เราจะต้องนำเสนอความเป็นไทย ซึ่งทั่วโลกได้ทำการวิจัยมาแล้วว่า หนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทยก็คือเสน่ห์ของความเป็น Hospitality (การต้อนรับขับสู้) ที่คนไทยทุกคนกว่า 60 ล้านคนมี ซึ่งประเทศอื่นอาจจะยังไม่มี นั่นคือการที่เราสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยวิถีชีวิตของเรา รอยยิ้ม น้ำใจไมตรี เราจะต้องนำสิ่งเหล่านี้กลับมาสู่สายตาของชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง
และช่วงนี้เป็นฤดูการท่องเที่ยวสูงสุด (High Season) ถ้าไม่ดำเนินการตอนนี้ก็ต้องรออีก 1 ปี ซึ่งแผน 3 เดือนซึ่งจะจบในเดือนกุมภาพันธ์ เราหวังที่จะดึงนักท่องเที่ยวจากจีนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ภายใน 3 เดือน รวมไปถึงตลาดอื่น ๆ ที่เราโฟกัสต่อไปด้วย”