MI GROUP ชี้โฆษณาไทยปี 69 โตต่ำ แต่เม็ดเงินจริงทะลุแสนล้านบาท
MI GROUP คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาไทยปี 2569 โตเพียง 0.64% แตะ 86,271 ล้านบาท แต่ชี้หากรวมงบดิจิทัลที่เข้าไม่ถึงอาจถึง 111,603 ล้านบาท เทรนด์ตลาดต้องสร้างสมดุลระหว่าง "ผลลัพธ์ระยะสั้น" และ "ความแข็งแรงของแบรนด์ระยะยาว" ท่ามกลาง 3 การเปลี่ยนแปลงใหญ่ของผู้บริโภค สื่อ และเทคโนโลยี
16 ธันวาคม 2568-นายภวัต เรืองเดชวรชัย, President & CEO ของ MI GROUP เปิดเผยการคาดการณ์แนวโน้มเม็ดเงินโฆษณาในประเทศไทยประจำปี 2569 โดยระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาจะอยู่ที่ 86,271 ล้านบาท ซึ่งถือว่าทรงตัวจากปี 2568 ด้วยอัตราการเติบโตเพียง +0.64% เนื่องจากปัจจัยบวกและลบในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและคาดเดาได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ภวัตชี้ว่า แม้ตัวเลขที่เก็บได้จะแสดงอัตราการเติบโตต่ำ แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการใช้สื่อดิจิทัล โดยเฉพาะงบประมาณที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ใช้ทำการตลาดด้วยตนเอง และเม็ดเงินในส่วนของ Influencer Marketing ที่ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุม อาจทำให้เม็ดเงินโฆษณาที่ใช้จริงในตลาดรวมแตะระดับสูงถึง 111,603 ล้านบาท
การเติบโตต้องสมดุล: Quick Impact vs. Lasting Strength
นายภวัตเน้นย้ำถึงปรัชญาการเติบโตของแบรนด์ในโลกธุรกิจปัจจุบันว่า การเติบโตที่แท้จริงต้องมาจาก "สมดุล" ระหว่างสองปัจจัยหลักคือ:
- Quick Impact: การสร้างผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนยอดขายและการตัดสินใจซื้อได้ทันที
- Lasting Strength: การสร้างทิศทาง ความเชื่อมั่น และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว
MI GROUP จึงพัฒนาแนวคิด "The Balance Kit – Tree of Growth" ขึ้น เพื่อเป็นกรอบคิดสำคัญให้นักการตลาดและผู้ประกอบการได้ทบทวนกลยุทธ์การตลาดว่า มีการเอนเอียงไปสู่ผลลัพธ์ระยะสั้นมากเกินไป หรือได้ให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงของแบรนด์ในระยะยาวอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ โดยชี้ว่า การสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและสมดุลนี้ เป็นสิ่งที่ MI GROUP มุ่งมั่นจะสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
นางสาววรินทร์ ทินประภา, Chief Growth Officer, MI GROUP ได้สรุปทิศทางการตลาดในปี 2569 ว่า แบรนด์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในส่วนของพฤติกรรมผู้บริโภค สื่อ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้นักการตลาดต้องปรับกลยุทธ์ให้ "รอบคอบและสมดุล" มากยิ่งขึ้น ภายใต้ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:
1. มาตรฐานใหม่ของผู้บริโภค: คุ้มค่า-พิสูจน์ได้-ไม่ซับซ้อน
แนวคิดหลักของผู้บริโภคยุคใหม่คือ Value-First (ให้คุณค่าก่อน), Proof-Driven (ขับเคลื่อนด้วยหลักฐาน), และ Simplicity-Oriented (เน้นความเรียบง่าย) ดังนั้น แบรนด์จึงจำเป็นต้องออกแบบประสบการณ์ที่สามารถสร้างความเชื่อถือได้จริง เนื่องจาก "ความเชื่อใจ (Trust)" ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขาย (Conversion)
2. บทบาทของสื่อที่เปลี่ยนไป: จากการมองเห็นสู่การขับเคลื่อนการตัดสินใจ
สื่อได้เปลี่ยนบทบาทสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือสร้างการรับรู้และการมองเห็น กลายมาเป็นเครื่องมือที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยตรง
- วิดีโอ ได้ยกระดับเป็นเสมือน "จุดขาย (Point of Sale)"
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในฐานะด่านแรกในการค้นหาและคัดกรองข้อมูลของผู้บริโภค
3. ทุกแพลตฟอร์มกำลังเป็น Commerce Platform
ทุกแพลตฟอร์มออนไลน์กำลังมุ่งสู่การเป็นระบบนิเวศการค้า (Commerce Ecosystem) โดยการซื้อขายในปัจจุบันเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงระหว่าง Platform + Content + Creator เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ นั่นหมายความว่า กลยุทธ์ของแบรนด์ต้องถูกวางแผนในลักษณะ "ทั้งระบบ" ไม่ใช่การแยกส่วนตามแต่ละแพลตฟอร์มอีกต่อไป
4. Creator และ KOL คือ Trust & Conversion Engine
ในระบบนิเวศการค้าดังกล่าว ครีเอเตอร์และ KOL (Key Opinion Leader) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อถือและการเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นผู้ซื้อ (Trust & Conversion Engine) โดยมีบทบาทในการเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นความเชื่อมั่น และต่อยอดไปสู่การตัดสินใจซื้อจริง
5. การเติบโตยั่งยืน ต้องเชื่อม Online Decision กับ Offline Connection
ในยุคที่ AI เร่งให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ประสบการณ์จริงและความเป็นมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความผูกพันระยะยาว (Long-Term Commitment) ดังนั้น ความได้เปรียบของแบรนด์จึงอยู่ที่ความสามารถในการออกแบบเส้นทางของผู้บริโภค (Customer Journey) ที่เชื่อมโยงโลกออนไลน์และประสบการณ์ในโลกออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างราบรื่นและลงตัว