โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทริสฯ จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ SC ที่ BBB+ แนวโน้ม Stable

ทันหุ้น

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 08.06 น.

#ทันหุ้น – ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 3 พันล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 3 ปีของ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB+” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่บางส่วนและ/หรือใช้เป็นเงินทุน หมุนเวียนในการดำเนินกิจการ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งก็คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ด้วยเช่นกัน

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทในตลาดที่อยู่อาศัยราคาระดับปานกลางถึงสูงและการมีสภาพคล่องที่บริหารจัดการได้ ทว่าอันดับเครดิตก็ถูกลดทอนลงจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูงและกระแสเงินสดที่อ่อนแอจากการขยายธุรกิจเชิงรุกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยและธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ การพิจารณาอันดับเครดิตยังครอบคลุมถึงผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ยังคงส่งผลกระทบทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง รวมทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมคาดว่าจะช่วยสนับสนุนความต้องการที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำถึงปานกลางได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ต่ำกว่าประมาณการของทริสเรทติ้งเล็กน้อย โดยรายได้ของบริษัทลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1.31 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ EBITDA ก็ลดลง 12% มาอยู่ที่ 2 พันล้านบาท ซึ่งทั้งรายได้และ EBITDA คิดเป็นประมาณ 70% ของประมาณการทั้งปีของทริสเรทติ้ง อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งยังคงคาดว่าผลการดำเนินงานทั้งปีของบริษัทจะยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้งโดยได้รับแรงหนุนจากมูลค่ายอดขายรอโอนตามกำหนด รวมทั้งยอดขายจากโครงการที่มีอยู่และโครงการที่เปิดตัวใหม่

ภายใต้ประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาทในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 2.2-2.4 หมื่นล้านบาทในระหว่างปี 2569-2570 ส่วน EBITDA นั้นคาดว่าจะลดลงเหลือ 2.8 พันล้านบาทในปี 2568 แต่จะกลับมาอยู่ในช่วง 4.0-4.8 พันล้านบาทในระหว่างปี 2569-2570 นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดอีกว่า EBITDA Margin ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 15% ในปี 2568 และจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 17%-20% ในระหว่างปี 2569-2570

ณ เดือนกันยายน 2568 มูลค่ายอดขายรอโอนทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ระดับ 1.9 หมื่นล้านบาท โดยประมาณ 3 ใน 4 มาจากโครงการของบริษัทเองและส่วนที่เหลือมาจากโครงการร่วมทุน ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะส่งมอบยอดขายนี้จำนวน 6.8 พันล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี 2568 และจะส่งมอบอีกจำนวน 3.4 พันล้านบาทในปี 2569 และจำนวน 8.2 พันล้านบาทในปี 2570 โดยส่วนที่เหลือมีกำหนดโอนในปี 2571 นอกจากนี้ บริษัทยังมีสินค้าคงเหลือที่พร้อมโอนมูลค่าประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาทซึ่งสามารถรับรู้เป็นรายได้หรือส่วนแบ่งกำไรได้ทันทีเมื่อมีการขายอีกด้วย

จากการคาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะดีขึ้นผนวกกับกลยุทธ์การพัฒนาคอนโดมิเนียมและโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าใหม่ ๆ ผ่านกิจการร่วมค้า ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วงเป้าหมายของทริสเรทติ้งที่ระดับ 55%-60% ในขณะเดียวกัน อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินของบริษัทก็คาดว่าจะยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 5% ในปีนี้แต่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 5% ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสถานะสภาพคล่องอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีแหล่งสภาพคล่องซึ่งประกอบไปด้วยเงินสดในมือจำนวน 2 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้และไม่ติดเงื่อนไขในการเบิกอีกจำนวน 9 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่จำนวนประมาณ 2 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ปลอดภาระหนี้มูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านบาท ตลอดจนสินค้าที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จเหลือขายในโครงการที่ปลอดภาระหนี้ซึ่งมีมูลค่าขายอีกจำนวนทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาทซึ่งสามารถนำไปใช้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารได้ในกรณีที่จำเป็นอีกด้วย

บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.58 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 5 พันล้านบาท เงินกู้โครงการจำนวน 6.2 พันล้านบาท และหุ้นกู้อีกจำนวน 4.6 พันล้านบาท ในการนี้ เงินกู้ยืมระยะสั้นซึ่งส่วนใหญ่บริษัทใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเป็นเงินกู้ชั่วคราวเพื่อใช้ในการซื้อที่ดินนั้นคาดว่าจะทยอยเปลี่ยนมาเป็นเงินกู้โครงการต่อไป ในขณะที่บริษัทมีแผนจะชำระคืนหนี้เงินกู้โครงการด้วยกระแสเงินสดที่จะได้รับจากการโอนโครงการที่อยู่อาศัยที่แล้วเสร็จให้แก่ลูกค้า ส่วนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักใช้วิธีออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาทดแทน

ทั้งนี้ เงื่อนไขทางการเงินที่สำคัญของเงินกู้ธนาคารและหุ้นกู้กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนไม่ให้เกินกว่า 2 เท่า โดย ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 1.4 เท่า ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะสามารถบริหารโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าวต่อไปได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ณ เดือนกันยายน 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวนรวม 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจำนวน 1.03 หมื่นล้านบาทถือเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนโดยประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 30%

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาตำแหน่งในการแข่งขันรวมถึงรักษาผลการดำเนินงานให้สอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้งเอาไว้ได้ โดยที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 5% ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ แม้ว่าบริษัทจะมีแผนการขยายธุรกิจในเชิงรุก แต่ทริสเรทติ้งก็คาดว่าบริษัทจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้อยู่ภายในระดับ 55%-60% ในช่วง 3 ปีข้างหน้าเอาไว้ได้

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับลดลงหากผลการดำเนินงานหรือสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงจากประมาณการของทริสเรทติ้งจนเป็นเหตุให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่า 60% และ/หรืออัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินของบริษัทลดลงต่ำกว่า 5% เป็นเวลาที่ต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากรายได้และกำไรของบริษัทเติบโตในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10%-15% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 50%-55% อย่างต่อเนื่อง

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568 – เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567 – การจัดอันดับเครดิตบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย, 12 มกราคม 2566 – เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 15 กรกฎาคม 2565

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB+ อันดับเครดิตตราสารหนี้: SC261A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 920 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 BBB+ SC261B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,250 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 BBB+ SC267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,300 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 BBB+ SC267B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,100 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 BBB+ SC26OA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 BBB+ SC271A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,280 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 BBB+ SC271B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,250 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 BBB+ SC277A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 BBB+ SC277B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 BBB+ SC281A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,400 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 BBB+ SC287A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 BBB+ SC287B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,310 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 BBB+ SC297A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 990 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 BBB+ หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 3 ปี BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...