ผู้เชี่ยวชาญฟันธง ศาลมีแนวโน้มสูงยกเลิก 'ภาษีทรัมป์' เปิดทางสหรัฐงัดภาษีอื่นกดดันคู่ค้า
โลกการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีกำหนดประกาศคำตัดสินในวันที่ 14 มกราคม 2569 (ตามเวลาในสหรัฐ) ต่อคดีสำคัญที่ท้าทายอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีสั่งเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในอัตราตั้งแต่ 10–50% โดยอ้างอำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568
มาตรการดังกล่าวถูกวิพากษ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก ต้นทุนภาคธุรกิจ ผู้นำเข้าสหรัฐ รวมถึงค่าครองชีพของชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง
หากศาลตัดสินว่าการใช้ IEEPA เพื่อเก็บภาษีศุลกากรเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ผลลัพธ์อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนทางนโยบายครั้งใหญ่ ทั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีที่จัดเก็บไปแล้วกว่า 1.3–1.5 แสนล้านดอลลาร์ การเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐคืนหรือชดเชยเงินภาษีแก่ผู้นำเข้าและภาคธุรกิจ รวมถึงแรงกระแทกทางการเมืองที่อาจย้อนกลับมาสู่รัฐบาลทรัมป์ในสายตาชาวอเมริกันและประชาคมโลก
คำตัดสินครั้งนี้จึงไม่เพียงชี้ขาดคดีความทางกฎหมาย แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบการค้าโลก และเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของสหรัฐในฐานะผู้นำเศรษฐกิจโลก โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชน ผู้ส่งออกเตรียมออกมาให้ความเห็นอย่างเข้มข้นหลังคำตัดสินถูกเปิดเผย
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เชื่อว่าศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการเก็บภาษีทั้งหมด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อใช้เก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA
ทั้งนี้หากมีการยกเลิก รัฐบาลสหรัฐจะต้องคืนเงินภาษีหลายแสนล้านดอลลาร์ให้ผู้ประกอบการ และอาจต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชย ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐสูงขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ภาษีตามกฎหมาย IEEPA จะถูกยกเลิก แต่ทรัมป์อาจเลี่ยงไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น มาตรา 232 หรือมาตรา 301
โดยมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ถูกมองว่ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ หลังผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายนี้เคยถูกใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียม โดยไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% และสูงถึง 50% สำหรับสินค้าบางรายการ และสามารถขยายไปยังสินค้าเฉพาะกลุ่มอื่นได้ แต่ไม่สามารถใช้แบบครอบจักรวาลเหมือนภาษีตอบโต้
ขณะที่มาตรา 301 แห่ง Trade Act of 1974 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่าใช้การค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ โดยมาตรการตอบโต้รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้า การจำกัดหรือห้ามนำเข้า การระงับสิทธิทางการค้า และการกดดันผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐ
นอกจากนี้ ยังอาจมีการตรวจสอบการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (Transshipment) จากประเทศต้นทางที่ส่งไปยังสหรัฐ หากตรวจพบจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งพิสูจน์ตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงเช่นเดียวกับบางประเทศที่ถูกเรียกเก็บไปก่อนหน้านี้
“ต้องจับตาผลการตัดสินครั้งนี้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่โดยส่วนตัวคาดว่าศาลจะตัดสินให้ยกเลิกตามเหตุผลที่กล่าวมา ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีตอบโต้จากประเทศคู่ค้าในอัตราต่ำสุด 10% และสูงสุด 50% เช่น บราซิลและอินเดีย จากเดิมที่เก็บเพียง 3–4% ขณะที่ไทยถูกเก็บในอัตรา 19% ส่งผลให้การค้าและห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกปั่นป่วน” ดร.อัทธ์กล่าว
ทั้งนี้ แม้การส่งออกของไทยไปสหรัฐจะขยายตัวสูงในปีที่ผ่านมา โดย 11 เดือนแรกมีมูลค่า 65,318 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% และคาดว่าการส่งออกไทยในภาพรวมทั้งปีจะขยายตัว 10.5–11% แต่ในเชิงเศรษฐกิจจริง ไทยแทบไม่ได้ประโยชน์
“ผมมองว่าภาษีทรัมป์ในปีที่แล้วเป็น ‘ภาพลวงตา’ ต่อ GDP ไทย แม้ส่งออกโตเป็นเลขสองหลัก แต่ GDP โตไม่ถึง 2% เพราะไม่ใช่การผลิตจริงทั้งหมดในประเทศ มีทั้งสินค้าที่ผลิตในไทย และสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาสวมสิทธิ์ไทยส่งออก” ดร.อัทธ์ กล่าว