โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 01.45 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -1 ธ.ค. 68 8:45: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนม.ค. ปิดที่ 63.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 14 เซนต์ หรือ 0.22%

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 58.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 10 เซนต์ หรือ 0.17% จากระดับปิดเมื่อวันพุธ (26 พ.ย.) เนื่องจากไม่มีการปิดราคาในวันพฤหัสบดี ซึ่งตรงกับวันหยุดทำการเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving)

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียยูเครนที่ยังยืดเยื้อ พร้อมจับตาการประชุมโอเปกพลัสในวันอาทิตย์เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางการปรับปริมาณการผลิต

*** OPEC+ มีมติคงระดับการผลิตน้ำมันสำหรับไตรมาสแรกของปี 2026 ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มตัดสินใจไม่ปรับโควตา หลังชะลอความพยายามในการคืนส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางความกังวลว่าตลาดน้ำมันอาจเผชิญภาวะอุปทานล้นในเร็ว ๆ นี้ โดยการประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ดำเนินความพยายามครั้งใหม่ เพื่อเจรจาจัดทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียยูเครน ซึ่งหากการเจรจาคืบหน้าและมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ก็อาจทำให้ปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีก

*** เครื่องมือช้อปปิ้งที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยผลักดันยอดใช้จ่ายออนไลน์ในสหรัฐฯ ช่วงแบล็กฟรายเดย์ให้พุ่งแรง โดยผู้บริโภคจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเข้าร้านค้าและหันมาใช้แชตบอต เพื่อเปรียบเทียบราคาและมองหาโปรโมชัน โดยชาวอเมริกันใช้จ่ายออนไลน์รวม 11,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันดังกล่าว เพิ่มขึ้น 9.1% จากปี 2024 ซึ่งถือเป็นวันที่มีการจับจ่ายมากที่สุดของปี

*** เควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เขายินดีปฏิบัติหน้าที่ หากได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ โดยแฮสเซ็ตต์ให้สัมภาษณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ มีรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติดีจำนวนมาก และไม่ว่าจะเลือกใคร ก็ถือเป็นการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งยังกล่าวเสริมว่า ตลาดการเงินตอบรับเชิงบวกในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีใกล้ตัดสินใจเลือกประธานเฟดคนใหม่

*** ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในเดือนพ.ย. แต่ยังคงอยู่ในภาวะหดตัว โดยถือเป็นการขยายช่วงเวลาหดตัวต่อเนื่องเป็นสถิติใหม่ ขณะที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวรุนแรงขึ้น

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 49.2 ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและการหดตัว เป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีกิจกรรมนอกภาคการผลิต ซึ่งรวมการก่อสร้างและบริการ อยู่ที่ 49.5 หลังจากขยับขึ้นแตะ 50.1 ในเดือนต.ค. ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี โดยได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคอสังหาริมทรัพย์และบริการที่อยู่อาศัย

*** กระแสนักลงทุน ที่เคยหนุนราคาหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์ของจีนให้พุ่งแรง กำลังเปลี่ยนเป็นความกังวลเพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลออกคำเตือนล่าสุด เกี่ยวกับความเสี่ยงฟองสบู่ ซึ่งทำให้การประเมินมูลค่าที่สูงลิ่วของหุ้นกลุ่มนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

ดัชนี Solactive China Humanoid Robotics พุ่งขึ้นเกือบ 60% ตั้งแต่ต้นปีถึงระดับสูงสุดในเดือนต.ค. ได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นเชิงบวกก่อนหน้านี้ จากอานิสงส์นโยบายรัฐที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ และคลิปหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่เต้นรำ เตะต่อย และแข่งขันวิ่งจนกลายเป็นไวรัล สะท้อนการผสานศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์และความแข็งแกร่งด้านการผลิตของจีน ซึ่งอยู่ในแกนกลางของยุทธศาสตร์ปั้นอุตสาหกรรมอนาคตของปักกิ่ง

อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ความเสี่ยงยิ่งเด่นชัดว่า อุตสาหกรรมเกิดใหม่อาจเติบโตแซงหน้าพื้นฐานจริง ดัชนีดังกล่าวปรับลดลงแล้วเกือบ 20% จากระดับสูงสุด และความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นยังสะท้อนความกังวลของวอลล์สตรีทเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าที่ตึงตัวของบริษัท AI และต้นทุนลงทุนที่พุ่งสูง

*** เศรษฐกิจอินเดีย ขยายตัวเร็วกว่าคาดในไตรมาส 3 แม้ได้รับผลกระทบบางส่วนจากภาษีนำเข้าของสหรัฐในอัตรา 50% โดยตัวเลข GDP เติบโตในอัตราเฉลี่ยรายปีที่ 8.2% ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวเร่งขึ้นจาก 7.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขค่าเงินฝืดที่ลดลงอย่างไม่คาดคิด ช่วยให้การเติบโตที่แท้จริง (real GDP) สูงขึ้น ทั้งนี้ค่าเงินฝืดเป็นตัวชี้วัดผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อมูลค่าการผลิตทั้งหมดของเศรษฐกิจ

*** มอร์แกน สแตนลีย์, ซิตี้กรุ๊ป และโกลด์แมน แซคส์ เป็นหนึ่งในหลายสถาบันที่มองว่าตลาดหุ้นอินเดีย มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า ภายหลังผลประกอบการเริ่มทรงตัวและมาตรการนโยบายเริ่มส่งผลช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยตลาดการเงินอินเดียอ่อนกว่าตลาดอื่นอย่างชัดเจนในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นซึ่งร่วงตามหลังประเทศคู่แข่งในอัตรากว้างที่สุดในรอบกว่า 30 ปี สกุลเงินรูปีที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย และพันธบัตรที่ยังถูกกดดันจากอุปทานหนี้รัฐบาลจำนวนมาก อีกทั้งยังถูกการบังคับใช้ภาษีสินค้าของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดที่สุดในเอเชีย ซึ่งกระทบกำไรผู้ส่งออกและชะลอการไหลเข้าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มแรงกดดันต่อสภาพคล่อง

*** อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของผู้บริโภคในกรุงโตเกียว ยังอยู่เหนือกรอบเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในเดือนพ.ย. เนื่องจากบริษัทยังคงส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหมวดอาหาร หนุนมุมมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ข้อมูลแยกสำหรับเดือนต.ค.ระบุว่า ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ 2.6% บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังรับแรงกระแทกจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

ชุดข้อมูลดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ BOJ จะพิจารณาในการตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. หรือชะลอไปเป็นปีหน้า

*** รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ อนุมัติงบประมาณเสริมวงเงิน 18.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 117,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบประมาณนี้ เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยส่วนใหญ่จะมาจากการออกพันธบัตรรัฐบาลชุดใหม่

แพ็กเกจกระตุ้นดังกล่าวประกอบด้วย มาตรการลดภาษี 2.7 ล้านล้านเยน และงบ 8.9 ล้านล้านเยนเพื่อลดค่าครองชีพ เช่น การแจกเงินสด 20,000 เยนต่อบุตรหนึ่งคน และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าก๊าซ อีก 6.4 ล้านล้านเยน จะถูกจัดสรรเพื่อการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การต่อเรือ เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์

*** รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ระบุว่า ความผันผวนอย่างฉับพลันในตลาดเงินตราต่างประเทศและการอ่อนค่ารวดเร็วของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา ชัดเจนว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จุดยืนของเราคือออกคำเตือนต่อสถานการณ์เช่นนี้

พร้อมย้ำว่า การแทรกแซงค่าเงินยังคงเป็นทางเลือกได้ หากเงินเยนผันผวนเกินเหตุหรือถูกเก็งกำไรรุนแรง สอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วมญี่ปุ่นสหรัฐฯ เมื่อเดือนก.ย. ที่ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรสะท้อนกลไกตลาด

*** ไมครอน เทคโนโลยี เตรียมลงทุน 1.5 ล้านล้านเยน (9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดฮิโรชิมา ทางตะวันตกของญี่ปุ่น สำหรับผลิตชิปหน่วยความจำความกว้างแถบสัญญาณสูง (HBM: High-Bandwidth Memory) โดยผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีแผนเริ่มก่อสร้างบนพื้นที่โรงงานเดิมในเดือนพ.ค.ปีหน้า และเริ่มส่งมอบสินค้าได้ราวปี 2028

*** Coupang ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์ขอโทษ หลังเกิดเหตุข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจำนวน 33.7 ล้านบัญชีรั่วไหล จากการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น Amazon.com แห่งเกาหลีใต้ ระบุบนเว็บไซต์ของบริษัทว่า เราต้องขออภัยจากใจจริงอีกครั้ง ที่ทำให้ลูกค้าของเราได้รับความไม่สะดวก

เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในกรณีข้อมูลรั่วไหลล่าสุดที่เกิดขึ้นกับบริษัทใหญ่ของเกาหลีใต้ รวมถึงกรณีของ SK Telecom ก่อนหน้านี้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อพิจารณาว่า Coupang มีการละเมิดกฎความปลอดภัยด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

*** ความเชื่อมั่นของภาคบริการในสหราชอาณาจักร ปรับตัวลดลงเร็วที่สุดในรอบ 3 ปีในช่วงไตรมาส 3 จากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงยืดเยื้อและบั่นทอนกำไร โดยตัวเลขสำคัญจากการสำรวจของ CBI และ IoD บ่งชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคบริการของ CBI ลดลงสู่ -50 ในช่วงไตรมาส 3 จาก -29 ในเดือนส.ค. ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ปริมาณกิจกรรมภาคบริการลดลงสู่ -38 จาก -30 ในช่วงเดียวกัน

*** ผลสำรวจล่าสุดของโกลด์แมน แซคส์ชี้ว่า นักลงทุนจำนวนมากคาดว่าราคาทองคำจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้ว 58.6% ตั้งแต่ต้นปี และทะลุระดับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ต.ค.

จากการสำรวจนักลงทุนสถาบันมากกว่า 900 รายของโกลด์แมน แซคส์ พบว่า 36% คาดว่าทองคำจะยังคงแรงต่อเนื่องและทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้ภายในสิ้นปีหน้า อีก 33% คาดว่าราคาทองจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,5005,000 ดอลลาร์สหรัฐ

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...