โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวช่องดังเสียชีวิต กับภาพสะท้อนคนทำข่าว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 พ.ย. 2568 เวลา 15.45 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2568 เวลา 14.01 น.

ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวช่องดัง เสียชีวิตภายในบ้านพัก สู่ภาพสะท้อนและการตั้งคำถามต่อสุขภาพ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของคนทำข่าว คนทำงานในวิชาชีพสื่อสารมวลชน

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่วงการสื่อสารมวลชน สูญเสียบุคลากร โดย ข่าวสด มีการรายงานว่า ในโซเชียลมีการแชร์ต่อและแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวและผู้ประกาศข่าวช่องดัง โดยรายงานระบุว่า เสียชีวิตภายในบ้านพักย่านบางกรวย จ.นนทบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างนำร่างส่งชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตเพิ่มเติม

ทั้งนี้ในโซเชียลมีการโพสต์ข้อความแสดงความอาลัย แสดงความเสียใจไปจำนวนมาก หลายคนต่างใจหายเพราะว่าเมื่อคืนที่ผ่านมายังเห็นนั่งจัดรายการอ่านข่าวอยู่

เวลาต่อมา สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ ณัฐวุฒิ ปงลังกา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบุว่า “ช่อง 8 ร่วมไว้อาลัย “ณัฐวุฒิ ปงลังกา” นักข่าวผู้เป็นที่รัก คณะผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ขอแจ้งข่าวการจากไปของ คุณณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าว/ผู้สื่อข่าวประจำสถานี

โดยคุณณัฐวุฒิ ปงลังกา ได้จากไปอย่างสงบในขณะพักผ่อนที่บ้านพัก ย่านบางกรวย เมื่อคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 การจากไปครั้งนี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่งแก่ทุกคนที่รู้จักและทำงานร่วม รวมถึงแฟนข่าวทุกคน

ขอแสดงความอาลัยและไว้อาลัยอย่างสุดซึ้ง และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวคุณณัฐวุฒิ ปงลังกา”

ทำไมคนอายุน้อย-แข็งแรง ถึงเสียชีวิตขณะหลับได้ ?

นพ.วิพัชร พันธวิมล อายุรแพทย์โรคหัวใจ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ CardioClinic WP เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า “ความรู้สำหรับประชาชนทั่วไปกรณีนักข่าวช่อง 8 เสียชีวิต ทางเพจขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ การเสียชีวิตขณะหลับในคนอายุน้อยและสุขภาพแข็งแรง คือนอนไปแล้วมาพบอีกทีตอนเช้าเสียชีวิต หากไม่ได้เกิดจากการฆาตรกรรม จะต้องเกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงอย่างฉับพลันทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆไม่พอและเกิดในขณะที่นอนหลับอยู่ อธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดจากไสยศาสตร์แต่อย่างใด

สาเหตุที่ทำให้เกิดหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงอย่างฉับพลันในคนอายุน้อยและสุขภาพแข็งแรง แบ่งเป็นสองกลุ่ม

1. ตรวจพบสาเหตุที่ชัดเจน ได้แก่ (1) หลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันเกิดการลัดวงจรไฟฟ้าหัวใจที่รุนแรง ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บหน้าอกแต่บางครั้งอาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงทันที ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ทันหรือไม่ตื่นเลย (2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การอักเสบของเนื่อเยื่อหัวใจบางชนิดชักนำให้เกิดหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงได้ (3) โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้มีพังผืดเล็กๆซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจที่หนาชักนำให้เกิดหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงได้เช่นกัน

2. ตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน เรียกว่า SUNDS ย่อมาจาก Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome เกิดจาก (1) โรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โรคที่มักจะเกิดการลัดวงจรไฟฟ้าหัวใจขณะหลับคือ J wave syndrome (BrS, ERS) และ LQTS บางชนิด (2) ภาวะโพแทสเซียมต่ำอย่างรุนแรงในเลือด (3) โรคปอดและการหายใจผิดปกติบางชนิด (4) ภาวะการนอนหลับผิดปกติบางชนิด (5) สารเคมีในเลือดบางชนิดสูงผิดปกติทำให้เกิดการหดเกร็งตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจฉับพลัน

การตรวจคัดกรองสาเหตุต่างๆข้างต้นทำได้ในระดับนึงเท่านั้น สาเหตุบางอย่างไม่มีอาการนำมาก่อน การตรวจร่างกายหรือสืบค้นทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีต่างๆเช่น การทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน อัลตราซาวด์หัวใจ ตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ หรือ ฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ สามารถที่จะให้ผลปกติได้หมดเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การขอความช่วยเหลือจากทีมกู้ชีพที่เร็วทีสุด Early CPR และการใช้ AED ในสถานที่เกิดเหตุ แต่หากเหตุการณ์เกิดในขณะหลับจะยิ่งยากขึ้นไปอีกครับ”

วงการสื่อ กับคุณภาพชีวิต

จากประเด็นดังกล่าว กลายเป็นการตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตของผู้ที่ทำงานข่าวและทำงานในวงการสื่อสารมวลชนอีกครั้ง โดยที่ผ่านมา กรณีใกล้เคียงที่สุด คือการที่พนักงานจัดผังรายการ เสียชีวิตระหว่างนั่งทำงาน ยังไม่รวมถึงกรณีอื่น ๆ ที่นักข่าวอาจปรสบอันตรายจากการทำงาน หรือต้องเกิดอาการป่วยเรื้อรังจากการทำงานข่าว

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อดีตสื่อมวลชน และอาจารย์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงการเสียชีวิตของ ณัฐวุฒิ ปงลังกา ซึ่งเคยได้ให้สัมภาษณ์มาตั้งแต่สมัยอยู่สังกัดเก่า รวมถึงกระตุ้นเตือนให้วงการสื่อสารมวลชนกลับมาปกป้องชีวิตและสวัสดิการของการเป็นคนข่าว

รศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุข้อความว่า “รู้จักกับน้องนัท ตั้งแต่อยู่ช่อง 3 พี่ติ๊กให้มาสัมภาษณ์เรื่องข่าวการเมือง ข่าวจริยธรรมสื่อ เจอกันสัมภาษณ์หลายครั้ง น้องช่างพูดเป็นกันเอง ยิ้มเก่ง จนน้องย้ายไปอยู่ทุบโต๊ะ อมรินทร์ ยังคุยกับพี่ติ๊กว่าน้องจะไหวมั้ย เพราะชื่อเสียงพี่พุทธ เป็นที่เลื่องลือ ทั้งบนจอและหลังจอ ระเบิดได้ทุกเวลา และทุกคนต้องพร้อม ต้องเปิดมือถือตลอดห้ามปิด น้องนัทก็อยู่ได้ และได้การสนับสนุนอย่างดี

เวลามีเรื่องใหญ่ได้มอบหมายให้ทำ แต่ทุกครั้งเรื่องใหญ่สำหรับพี่พุทธ คือต้องลากยาวกินนอน บางเรื่องหลายเดือนกว่าจะจบ และต้องได้ไมค์เดี่ยว จนพี่พุทธย้ายไปช่อง 8 น้องนัทแน่นอนต้องให้ตามไปด้วย ไปอยู่ช่อง 8 เดิมพันที่พี่พุทธ ต้องได้ rating ชนะช่องเดิมที่จากมา และช่องคู่แข่งอย่างไทยรัฐ ความเครียดสะสมตกมาอยู่กับทีม

ยิ่งถูกวางให้เป็นตัวเรียก rating แถมเมื่อรายการเรื่องเล่าเช้านี้ มีต่อรายการกรรมกรข่าวหลังจบ เป็นปรากฏการณ์อีกหนึ่งรายได้ รายการลุยชนข่าวไม่ยอมตกขบวน รายการจบจัดต่อ รายการพุทธะทอล์ก ในเวลาห้าทุ่มลากยาวไป

คนทำสื่อรู้กันดีว่า ความกดดันมีขนาดไหนเรื่อง rating มา Live ความกดดันมีเท่าทวีคูณ กับความ real และตัวเลขที่โชว์เห็นเห็น เคยเข้าไปดู พุทธะทอล์คโชว์สองสามครั้ง บางช่วงน้องง่วง นิ่งนิ่ง พี่พุทธโยนกระตุ้นนัทว่ายังไง

การเสียชีวิตของน้องนัทครั้งนี้ น่าจะถึงเวลาที่คนทำสื่อ ควรออกมาปกป้องชีวิตและสวัสดิการ ที่ถูกกระทำตลอดมา มาร่วมกันค่ะ”

ขณะที่ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และนักวิชาการประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก สะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงานเกิดขีดจำกัด ที่มีมานานในวงการสื่อไทย พร้อมทั้งเสนอให้องค์กรวิชาชีพสื่อควรหันมาสนใจ พูดคุย ถกเถียง ผลักดัน “คุณภาพชีวิต“ของนักข่าวภาคสนามให้ดีขึ้น

ดร.มานะ ระบุข้อความว่า “อันที่จริงปัญหา “วัฒนธรรมการทำงานหนักจนเกินขีดจำกัด” (Overwork Culture) ในวงการสื่อไทยมันมีมานานแล้วละครับ

หนักบ้าง เบาบ้างก็ขึ้นกับองค์กร และตัวบุคคล

โดยเฉพาะ หัวหน้างาน หรือ บก.ข่าว

ถ้าพี่ๆในกองบก. ในห้องข่าวเขาเข้าใจ เขาเห็นใจก็ยังทำงานกันไปได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ภาวะ Burnout เร็วนัก

จำได้ว่า สมัยหนุ่มๆ เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยเป็นนักข่าว (นานมาละ) ทำงานถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง เช้ามายังสามารถวิ่งทำข่าวหมายเช้าต่อ แล้วแอบงีบหลับเป็นช่วงๆระหว่างรอแหล่งข่าวประชุม

ตอนอายุ 20 ต้นก็ยังสนุก มีแรง ทำได้ แต่พอ 20 ปลาย ร่างกายเริ่มโวยวายเองว่า “พอเหอะ…ทำอย่างอื่นได้ละ“

นี่ขนาดในยุคเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนะครับ สมัยนั้นยังไม่มีการแข่งขันสูงจากสื่อออนไลน์ สื่อดิจิทัล ไม่ถูกกดดันจากธุรกิจสื่อขาลง ที่เลย์ออฟคนทำงานจนเหลือน้อยนิดแต่ภาระงานมหาศาล

ปัจจุบันนักข่าวภาคสนามถูกแรงกดดันสูงกว่ายุคก่อนมากๆๆๆๆๆ

ถึงเวลาแล้วที่องค์กรวิชาชีพสื่อควรหันมาสนใจ พูดคุย ถกเถียง ผลักดัน “คุณภาพชีวิต“ของนักข่าวภาคสนามให้ดีขึ้น

โดยกำหนดเป็นนโยบายด้านสุขภาพกายและใจของนักข่าว

ผมขอยกตัวอย่างเช่น…

ประสานกับโรงพยาบาลให้มีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มนักข่าวที่ต้องทำงานกะดึกเป็นประจำ หรือนักข่าวภาคสนามที่ลงพื้นที่มีความเครียดสะสม

มีสวัสดิการปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาฟรี โดยเฉพาะเมื่อต้องทำข่าวที่หดหู่ มีความเครียดสูงเป็นระยะเวลายาวนาน รวมถึงอนุญาตให้ลาป่วยด้วยเหตุผลทางสุขภาพจิตได้ด้วย

องค์กรสื่อควรปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด มีกำหนดชั่วโมงทำงานสูงสุดอย่างเป็นจริง มีวันพัก วันชดเชย ให้ตรงตามกฎหมาย

รวมถึงกำหนดให้นักข่าวภาคสนามมีสิทธิ์พักฟื้นฟูหลังลุยทำข่าวหนัก เช่น ข่าวภัยพิบัติ หรือสถานการณ์รุนแรง

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้บริหารองค์กรสื่อต้อง “ปรับวัฒนธรรมในการทำงาน” เลิกเชิดชูการทำงานหนักเกินจริง

ประเภทที่ชื่นชมคนทำงานที่ไม่ยอมหลับยอมนอนว่าทำงานเก่ง ขยัน แต่ควรหันมาชื่นชมคนทำงานที่สามารถบริหารเวลาได้ดีแล้วยังมีผลงานคุณภาพอีกด้วย

รวมถึงไม่ควรเลย์ออฟ ลดคนจนเหลือคนทำงานน้อยเกินไป เพราะคนที่เหลือจะต้องทำงาน “แบก“ แทนคนออกไป

นั่นหมายถึง เจ้าของธุรกิจสื่อ ผู้บริหารองค์กรข่าว หัวหน้าข่าว บก.ข่าว ควรดูแลนักข่าวในทีมในเชิงจิตใจด้วย

อย่ามองแต่ตัวเลขกำไร ขาดทุน เพียงอย่างเดียว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวช่องดังเสียชีวิต กับภาพสะท้อนคนทำข่าว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...